ข้อปฏิบัติอันดี “หลีกเร้น” และปาราชิก/อาบัติ

  • การปิดวาจาที่ไม่มีการสื่อสารกันในระหว่างการปฏิบัติธรรม เหมือนกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “มูควัตร” หรือไม่
  • ภิกษุณีที่รู้ว่าภิกษุณีรูปอื่นปราชิก แต่ไม่บอกไม่แจ้งให้คนอื่นทราบ ตนเองถือว่าปราชิกด้วย เพราะปกปิดชั่วบาปของเพื่อนภิกษุณีด้วยกัน จึงอยากทราบว่า ของภิกษุมีแบบนี้ด้วยไหม
  • บุคคลประเภทที่ 2 ที่ต้องอาบัติ ไม่มีความร้อนใจและยังไม่บรรลุธรรม ตาม “อารภติสูตร “ ทำไมไม่ต้องปลงอาบัติ เพื่อจะเจริญเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ เพื่อให้เกิดการบรรลุธรรม

 

“..ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงประกอบความเพียรในการหลีกออกเร้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้หลีกออกเร้น ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริง ก็ภิกษุย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงอย่างไร ย่อมรู้ชัดซึ่งความเกิดและความดับแห่งรูป ... แห่งเวทนา ... แห่งสัญญา ... แห่งสังขาร ... แห่งวิญญาณ”

 

ปฏิสัลลานสูตร

ว่าด้วยการหลีกเร้นเป็นเหตุเกิดปัญญา

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คำถามคุณติ๋ว : การปิดวาจาที่ไม่มีการสื่อสารกันในระหว่างการปฏิบัติธรรม เหมือนกับข้อปฏิบัติที่เรียกว่า “มูควัตร” หรือไม่

คำตอบ : การปิดวาจาแบบ “หลีกเร้น” กับการสมาทาน “มูลวัตร” ไม่เหมือนกัน

“หลีกเร้น” มาจากคำว่า ปฏิสัลลาน คือ เป็นผู้ที่ยินดีในการมีเสียงน้อย มีเสียงเบา ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่พระพุทธเจ้ากระทำให้เป็นตัวอย่าง เป็นผู้ที่ยินดีในการหลีกเร้น จะสามารถมารู้ความจริงในอริยสัจ 4 เป็นข้อปฏิบัติที่แนะนำให้กระทำ เช่น การอยู่ป่า การอยู่เสนาสนะอันสงัด เป็นต้น

“มูควัตร” คือ การประพฤติปฏิบัติอย่างคนใบ้ ไม่พูดกัน เป็นข้อปฏิบัติที่มีมาก่อนสมัยพระพุทธเจ้า เป็นการสมาทานที่ทำตนเองให้ลำบาก ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตำหนิ ติเตียน และห้ามภิกษุทำข้อปฏิบัติที่เหมือนคนใบ้นี้ เกิน 3 เดือนด้วยคิดว่า เป็นข้อปฏิบัติที่เคร่ง โดยเปรียบเหมือนปศุสัตว์ วัว ควาย อยู่ในใต้ถุนเรือน อยู่ในคอกเดียวกัน กล่าวคือ พระสงฆ์ที่แปลว่า หมู่ อยู่ด้วยกันแล้ว ไม่สื่อสาร ไม่สนทนา ไม่ตักเตือนกัน โดยสมาทาน “มูควัตร” จะอยู่ร่วมกันทำไม เนื่องจากต้องมีการปลงอาบัติบ้าง มีการสอนภิกษุใหม่บ้าง และมีข้อปฏิบัติที่จะทำให้เกิดการสามัคคี

ดังนั้น ผู้ที่สมาทาน “มูควัตร” คือ การปฏิบัติแบบเป็นคนใบ้ ไม่พูด ก็จริง แต่ยังมีคลุกคลีกันอยู่ ในขณะที่การ “หลีกเร้น” จะไม่คลุกคลีกัน ยังมีการฟังธรรม มีการเทศน์ให้ฟัง มีการบอกสอนกัน การให้โอวาท และการดูแลกันในหมู่ จึงจะต้องศึกษาข้อปฏิบัติและพิจารณาให้ดี ให้รอบคอบ ถ้าจะ “หลีกเร้น” หรือสมาทาน “มูควัตร” ว่าเป็นความเข้าใจผิด ถือผิดหรือไม่ เป็นการทรมานตนให้ลำบากอย่างไม่มีเหตุผลหรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เท่ากับเป็นการสมาทานมูควัตร ขณะที่การหลีกเร้นเป็นข้อปฏิบัติที่ได้รับการยกย่องและแนะนำให้ปฏิบัติ

 

คำถามคุณสิสฺส (อีเมล์ – เว๊บไซต์) : ภิกษุณีที่รู้ว่าภิกษุณีรูปอื่นปราชิก แต่ไม่บอกไม่แจ้งให้คนอื่นทราบ ตนเองถือว่าปราชิกด้วย เพราะปกปิดชั่วบาปของเพื่อนภิกษุณีด้วยกัน จึงอยากทราบว่า ของภิกษุมีแบบนี้ด้วยไหม

คำตอบ : สำหรับภิกษุไม่มีศีลปราชิกแบบนี้ ตรงกันข้ามถ้าเอาอาบัติของผู้อื่นไปบอก จะยิ่งเป็นโทษ เพราะเอาเรื่องที่ไม่ดีมาเปิดเผย ส่วนการระงับอธิกรณ์ เพื่อตักเตือนให้ออกจากอาบัติทั้งหลาย เพื่อแก้ความผิดความไม่ดีในหมู่สงฆ์ทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์นั้น จะเป็นการประชุมร่วมกันในหมู่ของสงฆ์ เพื่อกำจัดสิ่งที่ไม่ดี ตกลงในสิ่งที่เป็นธรรมเป็นวินัย จะเป็นการช่วยรักษาประสานเหล่าพุทธบริษัท เพื่อให้คำสอนนี้ตั้งอยู่ได้นาน

 

คำถามคุณคมสัน (อีเมล์ – เว็บไซต์) : บุคคลประเภทที่ 2 ที่ต้องอาบัติ ไม่มีความร้อนใจและยังไม่บรรลุธรรม ตาม “อารภติสูตร “ ทำไมไม่ต้องปลงอาบัติ เพื่อจะเจริญเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ เพื่อให้เกิดการบรรลุธรรม

คำตอบ : ผู้ที่ต้องอาบัติ แต่ไม่มีความร้อนใจนั้น เป็นเพราะไม่อายหรือเพราะไม่รู้วินัย แต่อย่างไรก็ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ เพราะอาสวะที่เกิดจากการผิดศีลนั้น ยังมีอยู่ แม้จะไม่มีผลให้เกิดความร้อนใจก็ตาม เนื่องจากเห็นผิด ยังมีอาสวะด้วยจากการเห็นผิดและอาสวะที่เกิดจากการต้องอาบัติอยู่ด้วย

การต้องอาบัติจาก “อารภติสูตร” ซึ่งคำว่า “อารภ” หมายถึง ต้องอาบัติ ซึ่งภิกษุที่ต้องอาบัติจะใช้คำว่า อารภติภิกษุ แบ่งเป็น 3 กรณีในบุคคล 5 ประเภท ดังนี้

  1. ต้องอาบัติหรือไม่อาบัติอย่างหนึ่ง เช่น การกินข้าวเย็น การพูดคุยเกี้ยวพาราสีกับสตรี การทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป
  2. มีความร้อนใจ “วิปปฏิสาร” ในความผิด ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือไม่
  3. การบรรลุธรรม ซึ่งเจโตวิมุตติหรือปัญญาวิมุตติ หรือไม่

ทั้งนี้ ใน 3 กรณีนี้ แบ่งเป็นบุคคลต่างๆ 5 ประเภท ดังนี้

  1. ต้องอาบัติ มีความร้อนใจ และยังไม่บรรลุธรรม
  2. ต้องอาบัติ ไม่มีความร้อนใจ และยังไม่บรรลุธรรม
  3. ไม่อาบัติ ไม่มีความผิดใดๆ แต่มีความร้อนใจ และยังไม่บรรลุธรรม
  4. ไม่อาบัติ ไม่มีความร้อนใจ และยังไม่บรรลุธรรม
  5. ไม่อาบัติ ไม่มีความร้อนใจ และบรรลุธรรม

พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในบุคคล 4 ประเภทแรก ควรจะตักเตือน เพราะในความร้อนใจ จะมีอาสวะเกิดขึ้นจากการอาบัตินั้น ส่วนการยังไม่บรรลุธรรม ต้องเจริญจิตและปัญญา เจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ เพื่อให้ถึงจุดที่จะบรรลุธรรมได้

บุคคลที่มีศีลไม่สมบูรณ์จะมีความร้อนใจเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย เช่น การโกหก การมีชู้ เป็นต้น หรือบุคคลที่มีศีลสมบูรณ์แต่มีความร้อนใจเป็นกำลังจากหลายสาเหตุอื่น เช่น พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน หรือบุคคลที่คิดว่า ตนเองบรรลุธรรมทั้งที่ยังไม่ได้บรรลุ เป็นต้น แต่ไม่ว่าจะมีความร้อนใจหรือไม่มีความร้อนใจ แต่ก็ต้องอาบัตินั้น จึงต้องละอาสวะ แก้อาสวะ เพราะอาบัตินั้นก่อน โดยการกระทำที่ผิดให้มันถูกก่อน จึงจะละอาสวะที่เกิดจากอาสวะนั้นได้

ส่วนการละอาสวะจากการอาบัตินั้น จะละได้ด้วย การปลงอาบัตินั้นเสีย เปลี่ยนจากการกระทำสิ่งที่ผิดด้วยการกระทำที่ถูก ซึ่งการละอาสวะ 7 แบบ คือ หนึ่ง

  1. การละอาสวะได้ด้วยการเห็น
  2. การละอาสวะได้ด้วยการสังวร
  3. การละอาสวะได้ด้วยการเสพ
  4. การละอาสวะได้ด้วยการอดกลั้น
  5. การละอาสวะได้ด้วยการงดเว้น
  6. การละอาสวะได้ด้วยการบรรเทา
  7. การละอาสวะได้ด้วยการเจริญ

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน “อารภติสูตร” พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๔ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

ฟัง "การหลีกเร้นเป็นเหตุเกิดปัญญา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ฟัง "การสังวรในอาสวะทั้งปวง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ฟัง "สากัจฉาธรรม-อาบัติ" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ฟัง "สากัจฉาธรรม-ประสบการณ์การหลีกเร้น" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2558