วิธีศึกษาคำสอนให้ถูกต้อง

  • ทำความเข้าใจในการศึกษาคำสอนให้ถูกต้อง เริ่มจากศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ
  • พุทโธ ในธรรมวินัยนี้ผู้สอนคือพุทธะแต่ผู้เดียว นอกนั้นเป็นแค่ผู้บอกต่อ
  • ธัมโม เมื่อมีความไม่เข้าใจในธรรมะข้อใดให้กลับมาที่ตัวแม่บท
  • สังโฆ ให้ศรัทธาว่ายังมีหมู่ของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ และให้ทำการศึกษาคำสอนของพุทธะจากหมู่ที่ปฏิบัติดีนี้ที่มาก่อน ให้เคารพพี่เหมือนเป็นบิดา และให้เข้าใจว่าแต่ละคนมีความสามารถในการบอกต่อไม่เท่ากัน
  • เมื่อศึกษาจากคำอธิบายอรรถคาถา ซึ่งเป็นหน้าที่ของสงฆ์ที่ต้องบอกสอน ท่านจึงอธิบายเอาไว้ แต่อย่ายึดตรงนั้นเป็นหลัก ให้กลับมาที่ตัวแม่บท
  • ให้ยกย่องคุณความดี ไม่ลบหลู่คุณท่าน
  • ให้ละวิจิกิจฉา จะสามารถเข้าใจธรรมะได้

“อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา

พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ

 

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม

ธัมมัง นะมัสสามิ

 

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

สังฆัง นะมามิ..”

บททำวัตรเช้า

 

...ศรัทธาคือความมั่นใจ ให้เรามีความมั่นใจในผู้สอน คือพระพุทธเจ้า ผู้สอนคือพระพุทธเจ้าคนเดียว มีหนึ่งเดียวในธรรมวินัยนี้ คนอื่นสอนไม่ได้ ให้มีความมั่นใจในธรรมะ ธรรมะคือคำสอนนี่ว่าต้องลงรับกันไม่ขัดกัน สามารถปฏิบัติได้ มีความกว้างขวาง มีรายละเอียดมากมาย เราศึกษาถูกมั้ย ให้เรามีความมั่นใจในธรรมะ ศึกษาถูกนี่เป็นอย่างไง ต้องมาที่มาติกาแม่บท ให้มีความมั่นใจในผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เหล่าสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติดีปฏิชอบเนี่ยท่านผู้ฟัง มีอยู่ ครูบาอาจารย์พวกนี้ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้เรามีความมั่นใจตรงนี้ ใครก็ตามที่ปฏิบัติได้ตามธรรมะนั้น ก็ต้องออกมาเป็นหมู่ที่ดีได้เหมือนกัน เขาเรียกว่าเป็นพุทโธได้เหมือนกัน

พอมีความเข้าใจในประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ว่าผู้บอกต่อบางทีความสามารถก็ไม่เท่ากัน เป็นหน้าที่ของเราในการที่จะกลับมาที่ตัวมาติกาข้อแม่บทเหล่านี้ ครูผู้สอนคือพระพุทธเจ้ามีเท่านั้น เรามีพุทโธธัมโมสังโฆเป็นหลักแล้ว วิจิกิจฉาจะระงับไปหายไป เราจะสามารถเห็นคุณความดีของคนอื่นได้ ไม่ยกตนไม่ลบหลู่คนอื่น คุณความดีในข้อไหนเราเห็นสังเกตุ หยิบมาใช้งาน วิจิกิจฉาระงับไป จิตใจเราจะมีความสบาย เราจะสามารถที่จะศึกษาทำความก้าวหน้า เดินตามมรรคแปดในธรรมวินัยให้มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นได้แน่นอน ….

 

ตอนที่ข้าพเจ้าบวช เมื่อสิบกว่าปีก่อน พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้อยู่ คือพูดง่ายๆ ก็คือว่า บวชมาในสมัยที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว อ้าว แล้วที่คุณบวชมานี่ คุณรู้ได้อย่างไงว่ามีพระพุทธเจ้าหรือไม่อย่างไรสอนอะไรอย่างไง อ้าว ก็มีครูบาอาจารย์ในรุ่นก่อนๆ หลายรูป เรียกว่าเป็นหมู่ภิกษุ หมู่ภิกษุที่ท่านบอกเอาไว้ แจ้งข้อมูลให้ทราบมาว่า มีบุคคลที่เป็นแบบนี้ๆ นะ ท่านสอนไว้ว่าอย่างงี้ๆ วิธีปฏิบัติการทำก็อย่างเงี๊ยะ มีศรัทธามั้ย มีศรัทธาก็เอามาเป็นหมู่เป็นพวกกัน

ทุกวันนี้เป็นสมัยที่พระพุทธเจ้าของเราปรินิพพานไปแล้ว นี่เป็นเรื่องจริงท่านผู้ฟังว่าท่านปรินิพพานไปแล้ว ไม่ได้อยู่แล้ว เพราะงั้นการที่เมื่อท่านปรินิพพานไปแล้ว เรื่องคำสอนอะไรต่างๆ บางทีการปฏิบัตินี่ มันก็จะต้องมีความที่แบบแตกต่างกันไป ความรัดกุมมีอะไรอย่างไง

วันนี้ต้องการจะพุดเรื่องนี้ล่ะท่านผู้ฟัง เพราะว่าสมัยนี้ไม่มีใครมาเคลมมายืนยันว่า นี่ฉันเป็นสัมมาสัมพุทโธนะ ไม่มี คือไม่มีนี่ก็แบบนึง ใช่มั้ย หรือถ้ามี มีแล้วจริงหรือเปล่าว่า เคลมตัวเองว่าเป็นสัมมาสัมพุทโธผู้ที่รู้หมดจบทุกอย่าง เป็นศาสดาที่สุดยอดยอดเยี่ยมเนี่ย แต่หลายคนก็เคลมว่า ตัวเองเป็นศาสดา คือเป็นผู้สอน ในคำสอนอย่างใดอย่างหนึ่ง เขาก็จึงมีการประกาศว่าเป็นศาสดาของศาสนานั้นศาสนานั้นๆ เป็นคำสอนในทางแบบนี้ๆ ซึ่งในสมัยพุทธกาลเขาก็มีเยอะแยะอยู่แล้ว ผู้ที่สอนในคำสอน ลัทธิความเห็นแบบนี้ๆ ก็ว่ากันไป ก็มีหลายอย่าง

แต่ทีนี้ผู้สอนแบบชนิดที่ไม่มีใครอื่นยิ่งไปกว่า คำว่าไม่มีใครอื่นยิ่งไปกว่านี้คือหมายความว่า เคลียร์แล้วมันจบมั้ย มันจะต้องไปเรียนต่อศึกษาต่อหรือไม่ คือถ้ายังมีราคะโทสะโมหะอยู่เนี่ย มันยังไม่จบ มันไม่ดี มันไม่เลิศ ก็ยังต้องไปทำการศึกษาต่อในเรื่องต่อๆไป ทำความเข้าใจในเรื่องของคำว่า ศาสดาคือผู้สอนสักนิดท่านผู้ฟัง หมายถึงครูผู้สอน เป็นครู อย่างคุณครูที่สอนอยู่ตามโรงเรียน สอนวิชาคณิตศาสตร์อะไรต่างๆ อย่างนี้ก็ตาม

ทีนี้ถ้าเราพูดกันให้ถูกนี่นะ คือคุณครูต่างๆ เหล่านั้น ท่านทำหน้าที่สอน ถูกมั้ย แต่วิชาความรู้ที่ต้องสอน ไม่ว่าจะเป็นคนิตศาสตร์วิทยาศาสตร์สังคมอะไรก็ตาม ท่านก็เรียนมาที่อื่นอีกต่อหนึ่ง อย่างเช่น ถ้าวิชาคณิตศาสตร์ คุณครูสอนอะไรล่ะ เรขาคณิต ตรีโกณมิติ วิชาสถิติ สมการ หรืออย่างใดก็ตาม ใช่มั้ย ก็ต้องเรียนมาจากคนที่เขาคิดค้นนักคณิตศาสตร์รุ่นพี่ เขาว่าอย่างงี้ นักคณิตศาสตร์รุ่นพี่นี่เช่น ไอสไตน์ นิวตั้น อย่างนี้เป็นต้น หรือวิชาแคลคูลัสสอนมา คนเขาก็มาต่อๆ กัน ทำเทคนิคนั้น ใช้สมการนี้ แล้วก็สอนกันในห้องเรียน

คือถ้าสอนต่อตามกันจากคนที่คิดไว้คนแรกเนี่ย เราไม่ใช้เรียกคำว่าเป็นผู้สอนจริงๆ เราเรียกว่าเป็นผู้บอกต่อ ไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไรก็ตาม ถ้าเผื่อว่าคุณไม่ได้คิดค้นขึ้นเอง นั่นคือไม่ใช่ครูผู้สอนแล้ว แต่ว่าถ้าสอนตามคนอื่นเขา ก็เรียกว่าผู้บอกต่อ คือถ้าอัลเบริท์ ไอสไตน์มาสอนวิชาทฤษฏีสัมพันธภาพอย่างเนี๊ยะ เออ อันนี้เรียกว่าเป็นผู้สอนจริงๆ เพราะว่าคิดค้นขึ้นเอง ใช่มั้ย หรือเซอร์ไอแซค นิวตั้น สอนวิชาแคลคูรัสสิ่งที่เขาคิดค้นขึ้นเอง นี่ก็เป็นผู้สอนจริงๆ แต่คนอื่นที่สอนเรื่องนั้นๆ ต่อตามจากคนนี้ๆ อันนี้ถือว่าเป็นผู้บอกต่อเฉยๆ

 

มันต่างกันอย่างไงสำคัญอย่างไงตรงนี้ท่านผู้ฟัง เพราะว่าในธรรมวินัยนี้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเนี่ย มีผู้สอนคนเดียว คือ พระพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนคนเดียว อ้าว แล้วภิกษุนั้นนี้ที่สอนกัมฐานสอนสมาธิตามวัดนี่ ใคร อันนั้นเราเรียกว่าเป็นผู้บอกต่อ บอกต่อตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้สอนไว้ อันนี้เข้าใจให้ถูกต้องนะว่า

 

ข้อที่ 1 ในธรรมวินัยนี้ มีผู้สอนคือพระพุทธเจ้าคนเดียวอยู่แล้ว ซึ่งท่านปรินิพพานไปแล้วนะ เหมือนอย่างเซอร์ไอแซก นิวตั้น หรือว่า อัลเบริท์ ไอสไตน์ ก็ตายไปแล้ว ใครที่จะมาพูดเรื่องนี้ก็คือ สอนตามที่เขาพูด ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนนะคนเดียว ใครที่จะพูดบอกต่อตามที่พระพุทธเจ้าสอน เราไม่เรียกสอนแล้ว เราเรียกว่าบอกต่อตาม เพราะงั้นภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ที่บอกต่อตามที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ ก็จะมีสัญญลักษณ์เครื่องหมายบ่งบอกเอาไว้ อย่างเช่นว่า ถ้าเราไปตามวัดไม่ว่าจะเป็นทางเหนือทางใต้ ในประเทศหรือต่างประเทศหรือที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะลัทธิใดๆ วชิรยานคือพวกธิเบต มหายานอย่างจีนอย่างเวียดนาม หรือเถรวาทอย่างไทยพม่าศรีลังกาพวกนี้ เขาก็จะมีเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความที่เขายกย่องพระพุทธเจ้าอยู่ อาจจะเป็นพระพุทธรูป จะเป็นเจดีย์ เป็นป้ายบอก หรือว่ารูปเคารพรูปเหมือนอย่างใดๆ สักอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงความที่ อ่ะนี่ ยกพระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนนะ มีศาสดาองค์เดียวกัน เขาใช้คำนี้ มีศาสดาองค์เดียวกัน คือพระพุทธเจ้า

ในวันนี้นะท่านผู้ฟัง ข้าพเจ้าพูดถึงประเด็นในการที่เราจะมาศึกษาหาคำสอนของพุทธะเนี่ย ทำอย่างไงให้มันถูกต้อง อันดับแรกเลยนะ ผู้สอน คือมีคนเดียว คือ พระพุทธเจ้า คนอื่นที่สอนต่อตามนั้น เรียกว่าบอกต่อเฉยๆ

ในประเด็นที่ 2 ก็คือว่า คนที่บอกต่อตามเนี่ย ถ้าสามารถกำหนดบทพยัญชนะและอรรถะได้เหมือนกันหรือใกล้เคียงกับที่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดบทพยัญชนะและอรรถะเอาไว้ โอว อันนั้นดีมาก ใครทำได้เหมือนได้ใกล้เคียงอันนี้ก็เป็นความดีความงามของบุคคลนั้นๆ ของครูบาอาจารย์องค์นั้นๆ ของสำนักนั้นๆ นี่สำคัญนะเพราะว่าสาวกแต่ละท่านแต่ละคนความสามารถไม่เท่ากัน อย่างเช่น ท่านพระมหากัญจายานะสามารถอธิบายกำหนดบทพยัญชนะในการที่จะอธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ดีมากๆ เลย ใกล้เคียงกันกับที่พระพุทธเจ้าบอกเอาไว้ ท่านจึงเป็นเอตทัคคะคือความเป็นเลิศชนิดที่ในบรรดาผู้ที่จะบอกได้ นี่คือท่านเลิศที่สุดแล้ว บางคนอาจจะชี้ว่าเป็นท่านพระสารีบุตร แต่ว่าท่านพระมหาสารีบุตรเนี่ยความเข้าใจอรรถะแตกแยกแยะกระจายไปมากกว่า คือในความที่ท่านมีปัญญา แต่ถ้าในเรื่องการกำหนดบทพยัญชนะอธิบายนี่ต้องท่านพระมหากัญญจายานะ อันนี้ก็เป็นความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน ในเรื่องของบทพยัญชนะนี่ก็ด้วยนะอรรถะก็ต้องด้วยนะ บางคนกำหนดบทพยัญชนะถูกแต่อรรถะผิดก็ไปเรื่องใหม่ ต้องทั้งบทพยัญชนะและทั้งอรรถะ ดูอย่างกรณีของเทวฑัตอย่างเงี๊ยะ กำหนดอรรถะนี่คลาดเคลื่อน ไม่เข้าใจความที่ถูกต้อง อยู่ร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าก็จริง แต่ก็ไม่ได้ประโยชน์ ต้องทั้งบทพยัญชนะด้วย ทั้งอรรถะด้วยคือความหมาย

 

ทีนี้ในประเด็นที่ 2 ที่ว่า แต่ละคนแต่ละท่านก็ความสามารถของผู้บอกต่อก็ไม่เท่ากัน จึงมาสู่ในประเด็นที่ 3 ที่ว่า เราเกิดมาในท้ายภายหลัง ในสมัยที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว หลักการที่สำคัญนั้นก็คือ “ตัวมาติกา” ที่หมายถึงหัวข้อ นี่ประการที่ 3 นะตัวหัวข้อ

 

สมมุติเราไม่รู้ในเรื่องคำสอนของบุคคลนี้เลย พระพุทธเจ้าเนี่ยไม่รู้ท่านสอนอะไร อ้าวก็มีคนเขาบอกเรามาอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช่มั้ย ที่บอกมาเนี่ยเราเข้าใจก็มีไม่เข้าใจก็มี เราก็เลยเอาส่วนที่เราไม่เข้าใจเนี่ยไปถามพระ ก. พระ ก. ก็เลยอธิบายมาให้ เออส่วนที่เราเข้าใจก็มีส่วนที่เราไม่เข้าใจก็มี เราก็เลยเอาส่วนที่ไม่เข้าใจนี่ไปถามพระ ข. พระ ข. ก็อธิบายมาส่วนที่เราไปถาม เออเข้าใจก็มีไม่เข้าใจก็มี ก็เลยเอาส่วนที่ไม่เข้าใจเนี่ย ไปถามอุบาสก ค. อุบาสก ค. ก็เลยอธิบายมา ที่เราถามไป ส่วนที่เข้าใจก็มีส่วนที่ไม่เข้าใจก็มี เราก็เลยเอาส่วนที่ไม่เข้าใจไปถามอุบาสิกา ง. เขาก็อธิบายมาอีก เราก็ไปถามต่อมาอีก จนถึง ฮ. เรื่องที่คุยนี่เป็นคนละเรื่องไปเลยนะ

คือมีเกมส์ที่เขามักจะเล่นไปตามค่ายตามกิจกรรมรวมกลุ่มกันเนี่ย ให้คนหนึ่งเขียนหลังอีกคนหนึ่ง อ้าวก็เอารูปช้างมาเขียน คนที่หนึ่งก็เขียนหลังคนที่สอง คนที่สองก็เขียนหลังต่อๆ ไปโดยไม่พูดไม่ให้บอกกันว่าเป็นอะไรรูปที่เขียนลงไปที่หลังนี่ คนสุดท้ายโน่นเนี่ย เขียนออกมาวาดออกมาลงบนกระดาษ มาเปรียบเทียบดูกับรูปช้างรูปแรกเนี่ย แค่สิบคนยี่สิบคนเนี่ย ช้างกลายเป็นไดโนเสาร์ หรือว่าม้ากลายเป็นต้นไม้ไปเลย คนละเรื่องกันไป นี่นะคิดดู แค่คนที่เขาเล่นเกมส์กันเนี่ย ยังผิดเพี้ยนไปได้

ถ้าเราไม่ได้มีหลักเกณท์หลักการในการที่จะกลับมาที่ตัวแม่บท ไม่ต้องพอรอสองพันกว่าปีหรอกท่านผู้ฟัง เอาแค่ร้อยปีก็เสื่อมสูญสิ้นไปแล้ว ดูอย่างในสมัยพุทธกาลนะ ยังมีคนที่แบบว่าอรรถะไม่ถูกบทพยัญชนะไม่ได้ ย่อหย่อนแตกกันนั่นนี่ ปัญหาต้องขนาบแล้วขนาบอีก นั่นเพราะว่าพระพุทธเจ้าอยู่ พอท่านไม่อยู่แล้ว ถ้าไม่ได้มีการกลับมาที่ตัวแม่บท มันจะเพี้ยนไป

ทำอย่างไงที่ว่ากลับมาที่ตัวแม่บท แม่บทคืออะไร แม่บทคือหัวข้อท่านผู้ฟัง อย่างเราพูดถึงหัวข้อของอริยสัจสี่ อริยสัจสี่นี่เป็นหัวข้อของรายละเอียดอะไร ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์นี่เป็นหัวข้อของรายละเอียดอะไร ขันธ์ห้าไง รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เวทนาเป็นหัวข้อของการเป็นอะไร ทุกขเวทนาสุขเวทนาอทุกขมสุขเวทนา ไล่ไปนะ เจาะลงไปๆ

งั้นเราจึงต้องเขยิบลงมาที่หัวข้อ เช่น เราอ่านข้อมูลอย่างใดอย่างหนึ่งมา ไม่รู้นี่ ก็เขาบอกมาศึกษามาอย่างงี้อ่านมาอย่างนี้ ส่วนที่เข้าใจก็มีส่วนที่ไม่เข้าใจก็มี เราตั้งธงเอาไว้ก่อนนะ นี่มันมาติกาหัวข้ออะไรที่พูดถึง เอาหัวข้อนี้ไปถามพระ ก. ดู ท่านว่าอย่างไง พระพุทธเจ้าเทียบเคียงกับที่ท่านสอนในหัวข้อนี้ว่าอย่างไง เอ้า พระ ก. ก็อธิบายมา ส่วนที่เข้าใจก็มีส่วนที่ไม่เข้าใจก็มี ใช่มั้ย ไอ้ส่วนที่ไม่เข้าใจนี่อยู่ในหัวข้ออะไรที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ เราก็เอาหัวข้อนี้ไปถามพระ ข. ก็ได้ พระ ข. ก็อธิบายมาตามความเข้าใจของท่าน ส่วนที่เราเข้าใจก็มีส่วนที่เราไม่เข้าใจก็มี เอ๊ะเราก็มีไม่เข้าใจส่วนนี้ เอ๊ะเราก็เลยมาเทียบเคียงดูว่า ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้นี่หัวข้ออะไรในส่วนที่เราไม่เข้าใจนี้ เราก็เลยเอาไปถามอุบาสก ค. อุบาสก ค. ก็อธิบายมาตามความเข้าใจของเขา ส่วนที่เราเข้าใจก็มี ส่วนที่เราไม่เข้าใจก็มี นี่มันไม่เข้าใจนี่มันหัวข้ออะไรที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ เราก็เลยไปถามอุบาสิกา ง. อุบาสิกา ง. ก็เลยอธิบายให้ ส่วนที่เข้าใจก็มีส่วนที่ไม่เข้าใจก็มี ใช่ป่ะ เราก็เลยเอาส่วนที่ไม่เข้าใจมาเปรียบ เอ๊ พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่างไงหัวข้ออะไร เราก็เลยเอาหัวข้อนั้นไปถามต่อไปเรื่อยๆ จนถึง ฮ. เราจะยังคงอยู่ในหัวข้อแม่บทมาติกาที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้อยู่

หัวข้อเหล่านี้คืออะไร ชื่อว่าธรรมะต่างๆ ที่เราได้ยินได้ฟังกันมานี่ล่ะ อริยสัจสี่ อิทธิบาทสี่ โพชฌงค์ อินทรีย์ ขันธ์ห้า พวกนี้คือความที่ท่านบัญญัติเอาไว้ แต่งตั้งเอาไว้ บัญญัติเป็นหัวข้อ แต่งตั้งขึ้นไว้ว่าอันนี้ต้องทำความเข้าใจตรงนี้ ขันธ์ห้าผัสสะอายาตนะพวกนี้ ทำความเข้าใจในจุดนี้ๆ เป็นหัวข้อเจาะลงไปในรายละเอียด นี่คือประการที่สามนะ ที่ว่าเราจะต้องมาที่ตัวแม่บท ถ้าเผื่อว่าหลุดตรงนี้นะ คำสอนนี่ไม่ได้ตั้งอยู่นาน

ดังหน้าที่ของพระในข้อที่ 4 ภิกษุเนี่ยมีหน้าที่ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง และให้ทำสิ่งที่ได้ฟังนั้นมีความแจ่มแจ้งถึงที่สุด ต้องอธิบาย นี่เป็นหน้าที่ของภิกษุอยู่แล้วในการที่จะต้องอรรถาธิบาย เพราะฉะนั้นในคัมภีร์อรรถคาถาต่างๆ ที่ท่านได้มีการอธิบายเอาไว้ ท่านใช้หลักการที่สามและที่สี่นี่พูดเลย ว่าที่อธิบายนี่ในหัวข้ออะไร แม่บทคำที่ยกขึ้นมานั้นน่ะ อะไร ไปจรดอยู่ตรงที่พุทธพจน์ตรงไหน นี่คือหลักการที่ถูกต้องอยู่แล้ว ทีนี้สาระสำคัญที่เราจะต้องศึกษาก็คือว่า เราอย่าเอาตรงที่อธิบายนั้นน่ะเป็นหลัก เราเอาตัวแม่บทหัวข้อเดิมที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เอาตรงนั้นเป็นหลัก เอาในข้อที่สามนั้นเป็นหลัก ไม่ได้เอาในข้อที่สี่ ข้อที่สี่นี่เป็นคำอธิบาย

สมมุติพระ ก. พระ ข. อุบาสก ค. อุบาสิกา ง. อธิบายอะไรมาเนี่ย เราก็ทำความเข้าใจตรงนี้ ท่านอธิบายในหัวข้อแม่บทอะไร เอาตรงนั้นเป็นหลัก คือเกาะเอาไว้ เป็นที่พึ่งเอาไว้ เราก็จะไม่หลุดจากข้อแม่บทมาติกาที่พระพุทธเจ้าบอกเอาไว้ และนี่คือหน้าที่ของภิกษุอยู่แล้วที่ท่านทำอรรถคาถาอะไรต่างๆ เนี่ย เป็นหน้าที่ของท่านอยู่แล้ว คนศึกษานี่ต่างหากฉลาดหรือโง่ ถ้าโง่ ก็จะผิดเพี้ยนหยิบจับเอาจุดที่ผิดประเด็น พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับคนที่ไปจับงู แล้วจับแบบไม่ถูกวิธี ก็ถูกงูฉกตาย จะไปคิดว่าจะไปเอาประโยชน์จากพิษงูประโยชน์จากงูนั้น สุดท้ายตาย เหมือนคนที่ศึกษาเล่าเรียนธรรมะไม่ถูกต้อง แทนที่จะได้ประโยชน์กลับได้โทษ โทษอย่างไง

คือในประการที่ 5 นะ โทษมันมีอยู่ ที่ลักษณะว่าลบหลู่คุณท่าน ลบหลู่คุณของคนอื่น เอาดีเข้าตัว เอาชั่วเข้าคนอื่นเนี่ย เช่นมีคนเขาเอาอาหารมาถวายพระอย่างนี้เป็นต้น เขาจะทำความดีอย่างหนึ่งเนี่ย แล้วถ้าเราพูดขึ้นว่า สมมุตินะนี่คือการสมมุติ พูดว่าโอ๊ยนี่เอามาถวายพระเหรอ พระท่านไม่กินหรอก เขากินแต่ผัก เขาไม่กินอันนี้ ว่าอย่างงี้นะ เอ้า คนนั้นเขาจะทำความดี อย่างใดอย่างหนึ่งถูกป่ะ เราดันไปให้ความดีของเขาลดลง ลบหลู่ความดีของเขา ทำให้มันเศร้าหมอง อย่างนี้เป็นต้นนะ

คนที่เขารักษาศีลได้อยู่แล้วเนี่ย แล้วเขาก็ศึกษาธรรมะอยู่แล้วเนี่ย เราก็บอกว่า โอ๊ยที่คุณทำผิด มันไม่ถูก ไม่ได้เรื่อง อ้าว เขาทำความดีอยู่นะ เราไปบอกความดีที่เขาทำว่าไม่ดี คือลักษณะว่า ตำหนิความดีที่เขายังไม่มี ความดีอะไรที่ตัวเองมี แหม มาพูดมาโพทนา อันนี้คือลักษณะลบหลู่คุณท่าน แล้วก็ตีตนเสมอคนอื่นเขา ยกย่องตนเอง สมัยนี้ก็จะพูดว่า เอาดีเข้าตัว เอาชั่วเข้าคนอื่น หรือในตัวอย่างที่สองเช่นว่า ก็อาจจะรักษาศีลได้สี่ข้อ เราก็ไปตำหนิไอ้ข้อที่เขารักษาไม่ได้ โอ๊ยไปตำหนิข้อที่รักษาไม่ได้ ทำไมคุณไม่ยกย่องข้อที่เขารักษาได้แล้ว สิ่งที่ควรทำคือ เราควรจะยกย่องข้อที่เขารักษาได้แล้ว แนะนำสิ่งที่เขาควรทำให้มันยิ่งขึ้นไป อันนี้คือสิ่งที่ควรทำนะ

หรืออีกตัวอย่างนึงสิ่งที่ไม่ควรทำเช่นว่า เขารักษาศีลห้าได้แล้ว แล้วเขาพยายามจะไปปฏิบัติสองวันสามวันบ้าง เราก็ไปตำหหนิเขาว่า โอ๊ย สองสามวันมันจะไปได้อะไร นั่น นี่ดูฉันสิไปปฏิบัติธรรมมาตั้งเจ็ดวันสิบวัน ดีกว่าอีก ที่นั่นดีที่นี่ดี ก็ว่าไป ใช่ป่ะ อันนี้ไม่ควรทำ ว่าคุณไปตำหนิความดีที่เขาไม่มี แล้วก็ไปลบหลู่ความดีที่เขามีอยู่แล้ว ทำให้มันกระจอกงอกง่อยไป เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ สิ่งที่ควรทำในประการที่ห้านี้ก็คือ ยกย่องคุณงามความดี ทำให้มันดีมันดีมีอยู่แล้ว อันนี้สมควรจะยกย่องเขา แนะนำที่มันดีมีอยู่ต่อเนื่องต่อไป อันนี้ควรทำ นี่คือในข้อที่ห้า

ข้อที่ 6 ประเด็นในข้อนี้คือว่า ในสมัยพุทธกาลเองก็ตาม ถ้าพ่อแม่มีลูกหลายคน ลูกคนสุดท้อง คนที่เขายังเด็กอยู่อายุยังน้อย เกิดพ่อแม่ตายไปก่อน พ่อแม่ตายไปก่อน ลูกคนสุดท้องยังโตไม่ทันรู้จักว่าพ่อแม่เป็นอย่างไง พอเติบโตขึ้นมารู้ความมากขึ้น โตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็เลยคิดว่า เราไม่เคยอยู่ทันพ่อแม่ของเราเลย แต่ว่าพี่ของเรา คนโตนี่อยู่ทันพ่อแม่อยู่ เอ้า เราก็เอาท่านนี่แหล่ะเป็นพ่อด้วย เอาเป็นแม่ด้วย เอาพี่นี่แหล่ะนะ มีตำแหน่งเป็นพี่เนี่ย เอาเป็นทั้งพ่อด้วย เพราะว่าเกิดทันกันมาก่อน เอาเป็นทั้งแม่ด้วย แต่ว่าจริงๆ เป็นพี่ เรื่องนี้ก็มีเรื่องของพระจุลกาลมหากาลเป็นต้น พระจักขุบาลพวกนี้ คนน้องก็เอาคนพี่ที่เกิดทันพ่อแม่เป็นทั้งพ่อด้วยเป็นทั้งแม่ด้วยเป็นทั้งพี่ด้วย

หลักการนี้ก็เป็นอย่างนี้ท่านผู้ฟัง ตัวท่านผู้ฟังเอง ตัวข้าพเจ้าเอง เกิดมาไม่ทันพระพุทธเจ้า อ้าวแล้วใครเกิดทันพระพุทธเจ้าสมัยนี้ ถ้าเราเปรียบเทียบออกมาในทางคำสอนของพระพุทธเจ้านี่นะ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพี่ใหญ่สุด คนที่เป็นมือขาวของพระพุทธเจ้าคือท่านพระสารีบุตรอย่างนี้เป็นต้น ก็เอาบุคคลนี้ คือตำแหน่งเดียวกัน คือเป็นพี่น้องกัน บุคคลที่บวชมาในธรรมวินัยนี้ คนที่ศึกษาอุบาสกอุบาสิกาเป็นเหมือนกับพี่น้องกัน มีพระพุทธเจ้าเป็นพ่อ เป็นพ่อในการที่จะออกจากวิวัฏฏะ ออกจากสิ่งที่จะหมุนวนไป เอ้าที่นี้พ่อเราไม่อยู่ เราก็เอาพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ในที่นี้จะเป็นพระสารีบุตรหรือจะเป็นท่านพระอัญญาโกณฑัญญะก็ได้ หรือท่านเหล่านั้นก็ไม่อยู่แล้ว เอาใคร ก็เอาคนที่รองลงมา ก็เอาคนสุดท้ายนี่ก็คือท่านพระสุภัททะคนสุดท้ายที่ทันพระพุทธเจ้าอยู่ แต่ท่านก็ปรินิพพานไปแล้ว ก็ไล่ลงมาๆ เราก็จะเจอครูบาอาจารย์ต่างๆ เป็นอุปัชฌาครูบาอาจารย์ที่ท่านเกิดต่อมาเนี่ย ท่านรู้เข้าใจคำสอนศึกษามาก่อนเรา เราก็เอาท่านนี่แหล่ะ เป็นทั้งพี่ด้วย ตำแหน่งเป็นพี่อยู่แล้วนะ เป็นทั้งพ่อด้วย เป็นทั้งแม่ด้วย เป็นทั้งครูด้วย เป็นอาจารย์ด้วย จึงมีคำพูดที่เรียกว่า พ่อแม่ครูอาจารย์ เพราะบุคคลเหล่านี้ท่านศึกษามาก่อน มีความรู้ก่อนเรา ก็เอาท่านนี่แหล่ะเป็นผู้ที่จะศึกษา เพราะว่าถ้าเราจะมาศึกษาในทางคำสอนพุทธะ พุทธะนู่น ปรินิพพานไปแล้ว เราเกิดไม่ทันท่านด้วยซ้ำ แล้วทำอย่างไง ก็ต้องศึกษาจากคนที่เขารู้มาก่อน คือเป็นสาวกหรือผู้ที่ฟังตามปฏิบัติตามคำสอนของพุทธะนั้นๆ บอกต่อตามที่พระพุทธเจ้าสอนมา ความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากันนะในประการที่สอง

ประการที่หกตรงนี้ก็คือว่า เราก็เอาบุคคลนั้นๆ เป็นครูบาอาจารย์คอยให้ข้อมูล ทั้งนี้ทั้งนั้นในข้อที่สองที่ว่าความสามารถแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน ในข้อที่สามที่ว่าตัวเราเองก็ต้องกลับมาที่หลักในการที่จะมาที่มาติกาให้ได้ เราจึงมีการยกย่องครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตรงนี้ คือ สงฆ์ สงฆ์คือหมู่ หมู่ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามอะไร ตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้บอกไว้ ถ้าปฏิบัติดีปฏิชอบความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน ในเรื่องการปฏิบัตินี้ก็ส่วนหนึ่ง ในเรื่องการบอกต่อนี้ก็อีกส่วนหนึ่ง

ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล เวลาพระภิกษุไปจำพรรษาที่ไหนอยู่ที่ไหนก็ตาม อยู่เงื้อมผานั้น อยู่โรงหม้อนี้ อยู่ในป่าแห่งนั้นเนี่ย เขาก็จะเตรียมที่นั่งไว้ให้พระพุทธเจ้าเผื่อว่าท่านจะเสด็จมา ยามสุดท้ายแห่งราตรี โอวลุกกันขึ้นแล้ว หรือยามแรกแห่งราตรีจนถึงยามกลางยังไม่นอนกันเนี่ย พระพุทธเจ้ารู้พวกนี้พระท่านทำความเพียร บางทีท่านเสด็จไป โอวจะเสด็จมาแล้วไม่มีที่นั่งจะทำอย่างไง เอ้าเราเตรียมที่นั่งเอาไว้ก่อน เขาเป็นกันอย่างนี้นะท่านผู้ฟัง ที่นั่งว่างๆ ให้พระพุทธเจ้ามานั่งนะ แต่ว่าท่านปรินิพพานไปแล้วท่านผู้ฟังเข้าใจมั้ย ท่านปรินิพพานไปแล้วไม่อยู่แล้ว ท่านจะมานั่งได้อย่างไงล่ะ ทำร้ายจิตใจกันมาก ก็เอาพระพุทธรูปนี่มาตั้งเอาไว้ มาตั้งเอาไว้เพื่อว่าที่จะ เออ มาแทนพระพุทธเจ้าว่าเผื่อท่านจะมานั่ง แต่ท่านไม่มาหรอกท่านผู้ฟัง เพราะท่านปรินิพพานไปแล้ว อย่างดีที่สุดคือเขาเอาพระพุทธรูปมาตั้งเอาไว้

นี่มันบีบคั้นหัวใจกันมาก แต่ว่าทำได้แค่นี้ล่ะมากที่สุด เพราะว่าท่านไม่อยู่แล้ว ดีที่สุดที่ว่าจะ คือแทนกันไม่ได้นะท่านผู้ฟัง เราจะเอาพระพุทธรูปมาแทนพระพุทธเจ้า ต่อให้เราเห็นอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า เห็นธาตุสี่ท่าน จับเท้าท่าน เอาจีวรท่านมาเนี่ย มันก็แค่ธาตุสี่ เพราะว่าในบทพุทธคุณเก้าที่เราสวดกันได้ อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ เนี่ย ไม่มีตรงไหนที่ตาสีเขียว กายกะวาเท่ากัน มีฝ่ามือฝ่าเท้ามีลายดุจตาข่าย ไม่มีเลยนะ เพราะนั่นเป็นเรื่องของกายภายนอกเฉยๆ

เรากำลังพูดถึงคุณธรรมคือ “พุทโธ” คือความรู้ความตื่นความเบิกบาน สัทธาเทวะมะนุสสานัง เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นอรหันต์คือผู้ไกลจากกิเลส ชนะกิเลสแล้วอย่างนี้ เป็นคุณธรรมในจิตใจทั้งสิ้น ไม่ได้อยู่ที่กายเนื้อก้อนนั้น ไม่ต้องพูดถึงว่าจะเอาอิฐปูนหรือว่าทองแดงทองเหลืองมาแทนได้ อะ-สะ-โม พุทโธ คือเปรียบไม่ได้ ไม่มีอะไรจะมาเปรียบ เขาก็จึงเผื่อท่านจะมานั่ง เอาที่ว่างๆไว้ พอไม่มานั่งแล้ว โอวเสียใจทำไง เอาพระพุทธรูปมาตั้งเอาไว้

กราบพระพุทธเจ้าเนี่ย อย่าให้ไปติดอยู่ที่อิฐหินปูนทรายทองเหลืองทองแดงอยู่ที่พระพุทธรูป ให้มันถึงพุทโธจริงๆ หลวงพ่อพุทธทาสท่านเคยกล่าวเอาไว้

 

...กราบพระธรรมนี่อย่าไปติดคัมภีร์ กราบพระสงฆ์อย่าไปติดอยู่ที่ลูกชาวบ้าน แต่ให้ถึงพุทโธธัมโมสังโฆนั้นน่ะจริงๆ...

 

นี่น่าจะประเด็นที่หกหรือเจ็ดแล้วก็ไม่รู้ แต่เวลาที่เราศึกษาทำความเข้าใจเนี่ย ถ้าเรายังมีความไม่ลงใจ มีความเคลือบแคลงนะ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบไว้เหมือนกับสุนัขคือสุนัขจิ้งจอกที่มันเป็นโรคหูชัน คือเป็นโรคเรื้อน ผิวหนังก็จะเป็นชันตุๆสักนิดหน่อยนึง มันก็จะคันท่านผู้ฟัง แล้วก็เลยคิดว่า เออไปอยู่ใต้ต้นสักมันจะหายคัน พอไปอยู่ใต้ต้นสักจริงๆ มันก็คันเพราะว่าด้วยความที่เป็นโรคเรื้อนของมัน มันก็เลยเกา มันก็บอกว่าอยู่ใต้ต้นสักนี่ไม่ดี ไปอยู่ใต้ต้นกระบกดีกว่า มันก็เลยไปอยู่ใต้ต้นกระบกคิดว่าจะดีจะหายคัน พอไปอยู่เข้าจริง มันก็คัน เพราะด้วยความที่เป็นโรคเรื้อนของมัน มันก็เกา มันก็เลยบ่นว่าอยู่ใต้ต้นกระบกนี่ไม่ดี ไปอยู่เงื้อมผานั้นดีกว่า เผื่อมันจะดีมันจะหายคัน พอไปอยู่เงื้อมผานั้น ปรากฎว่าก็คันอีกท่านผู้ฟัง ด้วยความที่เป็นโรคเรื้อนของมัน มันก็เกา เกามันก็อยู่ไม่เป็นสุข บ่นว่าอยู่ที่เงื้อมผานี้ไม่ดี อยู่ไม่เป็นสุข แย่อย่างงู้นแย่อย่างนี้ คัน มันก็เลยไปอยู่ริมน้ำ อยู่ริมน้ำคิดว่ามันจะหายคันจะดีอย่างงั้นดีอย่างนี้ พอไปอยู่ริมน้ำจริงๆ เพราะว่าด้วยความที่เป็นโรคเรื้อนของมัน มันก็คัน มันคันแล้วมันก็อยู่ไม่เป็นสุข บ่นว่าอยู่ริมน้ำไม่ดี

 

ความเคลือบแคลงเห็นแย้ง ไม่ลงใจ คือวิจิกิจฉา อยู่ที่ไหนมันก็จะไม่สบาย สมาธิมันไม่มีทางที่จะมาลงกันกับวิจิกิจฉาได้เลย ถ้ามีอันหนึ่งต้องไม่มีอันหนึ่ง ถ้ามีสมาธิวิจิกิจฉาจะอยู่ไม่ได้ ถ้ามีวิจิกิจฉาสมาธิก็จะอยู่ไม่ได้ มันเหมือนน้ำกับน้ำมันไม่เข้ากัน ถ้าเรายังมีความเคลื่อบแคลงเห็นแย้งไม่ลงใจนะ ไปวัดไหน ครูบาอาจารย์องค์ไหน มันไม่มีทางที่จะทำจิตให้มันสบายได้เลย รวมลงเป็นสมาธิไม่ได้ ก็จะสงสัยไปเรื่อย

 

ความสงสัยเป็นลักษณะอย่างนี้ท่านผู้ฟัง พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับคนนำทรัพย์ข้ามทางกันดาร ต้องคอยระแวงระวังอยู่เสมอ อย่างถ้าเราไปซื้อทองซื้อเพชรมาจากร้านทองมากๆ หรือว่าเบิกเงินมาเป็นแสนเป็นล้านเนี่ย เดินออกมาจากร้าน เดินออกมาจากธนาคารเนี่ย มีคนเดินสวนมาท่าทางงงนิดหน่อย เราจะกังวลเขาแล้ว ระแวงแล้ว ทั้งที่คนนั้นเขาไม่ได้จะทำอะไรเราเลยนะ ความระแวงมันเกิดขึ้นกับเราทันที คนนี้เดินผ่านไปไม่มีปัญหา คนที่สองเดินมาปุ๊ป เราก็ระแวงขึ้นทันที ทั้งที่คนนั้นเขาก็ไม่ได้จะมาทำอะไรเรานะ เขาเดินผ่านไปเฉยๆ แต่ความชั่วความเลวร้ายความผิดอกุศลธรรมคือวิจิกิจฉามันเกิดขึ้นที่ใจของเราเลยนะ โอวทั้งๆ ที่คนนั้นเขาไม่ได้ทำอะไรเลย นี่คือวิจิกิจฉา คือความเคลือบแคลงเห็นแย้งไม่ลงใจ จะแก้อย่างไง ให้มี “ศรัทธา”

 

ศรัทธาคือความมั่นใจ ให้เรามีความมั่นใจในผู้สอน คือพระพุทธเจ้า ผู้สอนคือพระพุทธเจ้าคนเดียว มีหนึ่งเดียวในธรรมวินัยนี้ คนอื่นสอนไม่ได้ นี่พูดรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ พระพุทธเจ้าสอนได้คนเดียว ให้มีความมั่นใจในธรรมะ ธรรมะคือคำสอนนี่ว่าต้องลงรับกันไม่ขัดกัน สามารถปฏิบัติได้ มีความกว้างขวาง มีรายละเอียดมากมาย เราศึกษาถูกมั้ย ให้เรามีความมั่นใจในธรรมะ ศึกษาถูกนี่เป็นอย่างไง ต้องมาที่มาติกาแม่บท เอาข้อที่สามให้มีความมั่นใจในผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เหล่าสงฆ์สาวกที่ปฏิบัติดีปฏิชอบเนี่ยท่านผู้ฟัง มีอยู่ ครูบาอาจารย์พวกนี้ท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ให้เรามีความมั่นใจตรงนี้ ใครก็ตามที่ปฏิบัติได้ตามธรรมะนั้น ก็ต้องออกมาเป็นหมู่ที่ดีได้เหมือนกัน เขาเรียกว่าเป็นพุทโธได้เหมือนกัน

 

 

พอมีความเข้าใจในประเด็นต่างๆเหล่านี้ เออ ว่าผู้บอกต่อบางทีความสามารถก็ไม่เท่ากัน เป็นหน้าที่ของเราในการที่จะกลับมาที่ตัวมาติกาข้อแม่บทเหล่านี้ ครูผู้สอนคือพระพุทธเจ้ามีเท่านั้น เอ้า เรามีพุทโธธัมโมสังโฆเป็นหลักแล้วเนี่ย วิจิกิจฉาจะระงับไปหายไป เราจะสามารถเห็นคุณความดีของคนอื่นได้ ไม่ยกตนไม่ลบหลู่คนอื่น คุณความดีในข้อไหนเราเห็นสังเกตุ หยิบมาใช้งาน วิจิกิจฉาระงับไป จิตใจเราจะมีความสบาย เราจะสามารถที่จะศึกษาทำความก้าวหน้า เดินตามมรรคแปดในธรรมวินัยให้มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นได้แน่นอน

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง