พิจารณาให้มากรอบเพื่อปัญญาอันยอดยิ่ง

HIGHLIGHTS:

  • ถ้าเรามีความเข้าใจแล้วว่าความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุของความทุกข์ นีเเป็น “ปัญญา” จะให้เกิดปัญญานี้ได้ว่า “ตัณหานี้เป็นเหตุของความทุกข์ ไม่ใช่เป็นต้นเหตุของความสุข...เราจะสามารถแยกแยะได้ว่า “ฉันทะก็อย่างหนึ่ง ตัณหานี้ก็อย่างหนึ่ง ตั้งฉันทะไว้อย่างไรให้เกิดเป็นอิทธิบาท ในขณะเดี๋ยวกันเพื่อที่จะละตัณหา
  • พิจารณาเข้าไปจนกระทั่งว่ามาถูกทาง ให้เกิดปัญญาในอันดับสูงสุดที่ว่า “ตัณหาละได้แล้ว ละตัณหาได้แล้ว และรู้ด้วยว่า ละหมดเรียบร้อยแล้ว”
  • คนสามารถตั้งความเพียรไว้ได้โดยที่ไม่มีตัณหา, นิโรธคือ ความดับไม่เหลือของตัณหานี้มีอยู่...ทำตามมรรค 8 ไปให้มันละเอียด มันจะถึงจุดนี้ได้...เราต้องทำให้มันแจ้งให้มันเกิดมีให้มันเกิดขึ้นให้ได้ ทำให้มันถึง ทำให้มันสว่างขึ้นมา
  • ในแต่ละข้อธรรมะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขันธ์ 5, ในเรื่องสมุทัย, นิโรธ และ มรรค จะต้องทำความเข้าใจใคร่ครวญพิจารณาหลายรอบ ทำซ้ำทำย้ำแล้ว มันจะค่อยสะสม ๆ นี้คือ “มีสติเป็นอธิบดี” วิมุตติก็จะเกิดขึ้นในใจได้

บทคัดย่อ

“ภิกษุ ท.! ตลอดกาลเพียงไรที่ญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา อันมีปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจ์ทั้งสี่ เหล่านี้ยังไม่เป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี; ตลอดกาลเพียงนั้น เรายังไม่ปฏิญญาว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้วซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์.

ภิกษุ ท.! เมื่อใดญาณทัศนะเครื่องรู้เห็นตามเป็นจริงของเรา อันมี ปริวัฏฏ์สาม มีอาการสิบสอง ในอริยสัจจ์ทั้งสี่ เหล่านี้เป็นญาณทัศนะที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยดี; เมื่อนั้น เราก็ปฏิญญาว่าเป็นผู้ได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะแล้ว ซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์.”

- บาลี มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๒๘/๑๖๖๔.

 

เป็นเนื้อหาที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเทศน์ไว้ในธรรมจักรกัปปวัตรสูตรแก่ภิกษุปัญจวคีย์ทั้งห้า ที่อิสิปตนมฤคทายวัน.

“...ได้รู้ชัดยิ่งแล้วซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ได้รู้ชัดแจ้งอย่างยิ่งแล้วซึ่งความก่อขึ้น ซึ่งความดับไม่เหลือ และทางให้ถึงความดับไม่เหลือ แห่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ

ภิกษุท.!  เมื่อใดแล  สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้  มารู้จักความก่อขึ้นแห่งอุปาทานขันธ์ห้า.  รู้จักความตั้งอยู่ไม่ได้ของอุปาทานขันธ์ห้านี้.รู้จักอุปาทานขันธ์ห้าในแง่ที่มันให้รสอร่อย,  รู้จักอุปาทานขันธ์ห้าในแง่ที่มันให้แต่โทษร้ายกาจ,  ทั้งรู้จักอุบายที่ไปให้พ้นอุปาทานขันธ์ห้านี้เสีย  ตามที่ถูกที่จริง ;  ภิกษุท.!  เมื่อนั้นแหละ  สาวกของพระอริยเจ้าผู้นั้น  เราเรียกว่า  เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา  เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน จักตรัสรู้ธรรมได้ในกาลเบื้องหน้า.”

 

 

ทรงคิดค้นเรื่องเบญจขันธ์ ก่อนตรัสรู้ ๑

 

ภิกษุ ท.!  ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ เมื่อเรายังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ความสงสัยได้เกิดขึ้นแก่เราว่า อะไรหนอเป็นรสอร่อยของรูป, อะไรเป็นโทษของรูป, อะไรเป็นอุบายเครื่องพ้นไปได้จากรูป ? อะไรหนอเป็นรสอร่อยของเวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ, อะไรเป็นโทษของเวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ, อะไรเป็นอุบายเครื่องพ้นไปได้จากเวทนา...สัญญา...สังขาร...วิญญาณ ?

ภิกษุ ท.!  ความรู้ข้อนี้ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า สุขโสมนัสใด ๆ ที่อาศัยรูปแล้วเกิดขึ้น สุขและโสมนัสนั้นแลเป็น รสอร่อยของรูป; รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทรมาน มีการแปรปรวนเป็นธรรมดา ด้วยอาการใด อาการนั้นเป็น โทษของรูป; การนำออกเสียได้ ซึ่งความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ การละความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ ในรูปเสียได้ นั้นเป็น อุบายเครื่องออกไปพ้นจากรูปได้.

(ในเวทนา....สัญญา....สังขาร....วิญญาณ ก็นัยเดียวกัน).

 

“ภิกษุ ท. !  ตลอดเวลาเพียงไร ที่เรายังไม่รู้จักรสอร่อยของอุปาทานขันธ์ทั้งห้าว่าเป็นรสอร่อย ไม่รู้จักโทษว่าเป็นโทษ ไม่รู้จักอุบายเครื่องออกว่า เป็นอุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริง, ตลอดเวลาเพียงนั้น เรายังไม่รู้สึกว่าได้ตรัสรู้ พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา พร้อมทั้งมนุษย์.

ภิกษุ ท. !  เมื่อใดแล เรารู้จักรสอร่อยของอุปาทานขันธ์ทั้งห้าว่าเป็นรสอร่อย รู้จักโทษว่าเป็นโทษ รู้จักอุบายเครื่องออกว่าเป็นอุบายเครื่องออก ตามที่เป็นจริง, เมื่อนั้น เราก็รู้สึกว่าได้ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาพร้อมทั้งมนุษย์.

ก็แหละญาณทัสสนะเครื่องรู้เครื่องเห็น เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความหลุดพ้นของเราไม่กลับกำเริบ, ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย, บัดนี้ภพเป็นที่เกิดใหม่ มิได้มีอีก, ดังนี้.”

 

ถ้าเรามีความเข้าใจแล้วว่าความอยากอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเหตุของความทุกข์ นี้เป็น “ปัญญา” แต่ถ้าเรามีความเข้าว่า เราจะได้สุขมา ตั้งเป้ามีความอยาก นั่นคือ ยังไม่เกิดปัญญา จะให้เกิดปัญญานี้ได้ ลองพิจารณาใคร่ครวญฟังธรรม ทำความเข้าใจฟังซ้ำฟังย้ำ สะสมเข้าไปจนกระทั่งมันเริ่มมีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด ในความเข้าใจที่ว่า “ตัณหานี้เป็นเหตุของความทุกข์ ไม่ใช่เป็นต้นเหตุของความสุข พอเราเข้าใจในข้อที่ 1 ในรอบที่สองนี้ ก็ต้องเข้าใจว่า ตัณหานั้นต้อง “ละ” ไม่ใช่เก็บเอาไว้

เมื่อเรามีความเข้าใจ มีปัญญาเป็นอันดับสูงสุดเกิดขึ้นในใจ ข้อที่ตัณหาเป็นเหตุของความทุกข์ เราจะสามารถแยกแยะได้ว่า “ฉันทะก็อย่างหนึ่ง ตัณหานี้ก็อย่างหนึ่ง ตั้งฉันทะไว้อย่างไรให้เกิดเป็นอิทธิบาทในขณะเดียวกันเพื่อที่จะละตัณหา ในความที่เราทำซ้ำทำย้ำมันจะมีความละเอียดลงไป ตรงนี้เราจะต้องคมมาก ๆ ความคมนั้นคือ “ปัญญา”

เมื่อปัญญามีความคมอยู่มาก มีความละเอียดลงไปในของจิตของเรา จากการที่ฟังซ้ำฟังย้ำ ทำซ้ำทำย้ำ...พิจารณากันให้ดี พิจารณากันให้รอบคอบ ทำซ้ำทำซ้ำว่า การละตัณหา มันไม่ใช่ว่า ไม่มีความเพียร ความเพียรนี้ก็ส่วนหนึ่ง พิจารณาเข้าไปจนกระทั่งว่ามาถูกทาง ให้เกิดปัญญาในอันดับสูงสุดที่ว่า “ตัณหาละได้แล้ว ละตัณหาได้แล้ว และรู้ด้วยว่า ละหมดเรียบร้อยแล้ว” นี่คือรอบที่สองในส่วนของสมุทัย

คนสามารถตั้งความเพียรเป็นสัมมาวายามะได้โดยไม่ให้เกิดมีตัณหา มีนิโรธคือ ความดับไม่เหลือของตัณหานี้มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี มีอยู่ในขณะที่เราก็ทำสัมมาวายามะได้ด้วย เราก็ทำความเพียร ตั้งเป้าอะไรของเราไป แต่ว่า “ทุกขนิโรธ” มีอยู่...ทำตามมรรค 8 ไปให้มันละเอียด มันจะถึงจุดนี้ได้ แล้วก็จะให้ถึงความรู้ในข้อที่ 2 ว่า “ทุกขนิโรธคือ ความดับไม่เหลือของตัณหาว่า เราต้องทำให้มันแจ้งให้มันเกิดมีให้มันเกิดขึ้นให้ได้ ทำให้มันถึง ทำให้มันสว่างขึ้นมา อย่าใช้ทางลัด คือ ตัณหาบางทีมันเป็นทางลัดให้เราอยาก พอเราอยากปุ๊บ เราก็เหมือนกับมีเลย วาดฝันไป แต่ว่าเป็นแค่ของในความฝัน คือ มันไม่ใช่ของจริง แต่มันทำให้เราละเมอเพ้อไป หลงไป เพลินไป เราจึงจะต้องดับตัณหานี้ ทำให้มันเกิดขึ้น คือ ตัณหาต้องไม่มี และก็ต้องให้เกิดปัญญาแจ่มแจ้งว่า “ฉันได้ทำแล้ว” ซึ่งมันไม่เหมือนกันระหว่างการมีความเพียรกับการที่มีตัณหา

ในรอบที่ 4

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง