พิจารณา..เพื่อเจริญ (มรณสติ)

รายการ "ธรรมะรับอรุณ Live" โดย พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
ร่วมดำเนินรายการโดย คุณ เตือนใจ สินธุวณิก ออกอากาศทาง Facebook วันที่ 26 ก.ค.2561 เวลา 23.00 น. ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 28 ก.ค.2561 เวลา 05.00 น.

 

HIGHLIGHTS:

  • ความสำคัญของวันอาสาฬหบูชา
  • สิ่งใดที่ทำให้ธิดาช่างทอหูกสามารถเห็นธรรมได้

บทคัดย่อ

 

วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน เป็นวันที่มีพระรัตนตรัย (พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์) ครบองค์สามบริบูรณ์ครั้งแรกในโลก โดยพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี แคว้นมคธ จนพระอัญญาโกณฑัญญะได้บรรลุธรรม และขอบวชเป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ต่อมาพระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นกันและได้อุปสมบทตามลำดับ

พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เรียกว่า "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" หมายถึง พระสูตรว่าด้วยการยังธรรมจักรให้เป็นไป นั่นคือ ธรรมะของพระพุทธองค์เหมือนการหมุนวงล้อธรรมที่ได้เริ่มเคลื่อนแล้วจากจุดเริ่มต้นในวันนี้ ซึ่งใจความสำคัญของการปฐมเทศนา มีหลักธรรมสำคัญ 2 ประการ คือ

  1. มัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นกลาง ๆ ถูกต้องและเหมาะสมที่จะให้บรรลุถึงจุดหมายได้ มิใช่การดำเนินชีวิตที่เอียงสุด 2 อย่างหรืออย่างหนึ่งอย่างใด คือ
    • การหมกมุ่นในความสุขทางกาย มัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง รวมความเรียกว่าเป็นการหลงเพลิดเพลินหมกมุ่นในกามสุข หรือ กามสุขัลลิกานุโยค
    • การสร้างความลำบากแก่ตน ดำเนินชีวิตอย่างเลื่อนลอย เช่น บำเพ็ญตบะการทรมานตน คอยพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น ซึ่งการดำเนินชีวิตแบบที่ก่อความทุกข์ให้ตนเหนื่อยแรงกาย แรงสมอง แรงความคิด รวมเรียกว่า อัตตกิลมถานุโยค

    ดังนั้นเพื่อละเว้นห่างจากการปฏิบัติทางสุดเหล่านี้ ต้องใช้ทางสายกลางซึ่งเป็นการดำเนินชีวิตด้วยปัญญา โดยมีหลักปฏิบัติตามหลักของอริยมรรคมีองค์แปด ได้แก่

    • สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) คือ รู้เข้าใจถูกต้อง เห็นตามที่เป็นจริง
    • สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) คือ คิดสุจริตตั้งใจทำสิ่งที่ดีงาม
    • สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) คือ กล่าวคำสุจริต
    • สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) คือ ทำการที่สุจริต
    • สัมมาอาชีวะ (อาชีพชอบ) คือ ประกอบสัมมาชีพหรืออาชีพที่สุจริต
    • สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) คือ เพียรละชั่วบำเพ็ญดี
    • สัมมาสติ (ระลึกชอบ) คือ ทำการด้วยจิตสำนึกเสมอ ไม่เผลอพลาด
    • สัมมาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นชอบ) คือ คุมจิตให้แน่วแน่มั่นคงไม่ฟุ้งซ่าน
  2. อริยสัจสี่ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐของอริยะ ซึ่งคือ บุคคลที่ห่างไกลจากกิเลส ได้แก่
    • ทุกข์ ได้แก่ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ บุคคลต้องกำหนดรู้ให้เท่าทันตามความเป็นจริงว่ามันคืออะไร ต้องยอมรับรู้ กล้าสู้หน้าปัญหา กล้าเผชิญความจริง ต้องเข้าใจในสภาวะโลกว่าทุกสิ่งไม่เที่ยง มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ไม่ยึดติด
    • สมุทัย ได้แก่ เหตุเกิดแห่งทุกข์หรือสาเหตุของปัญหา ตัวการสำคัญของทุกข์ คือ ตัณหาหรือเส้นเชือกแห่งความอยากซึ่งสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ
    • นิโรธ ได้แก่ ความดับทุกข์ เริ่มด้วยชีวิตที่อิสระ อยู่อย่างรู้เท่าทันโลกและชีวิต ดำเนินชีวิตด้วยการใช้ปัญญา
    • มรรค ได้แก่ กระบวนวิธีแห่งการแก้ปัญหา หรืออริยมรรคมีองค์แปด

เนื้อหาหมวดธรรมและคำสอนต่างๆ ในพุทธศาสนา แตกแขนงมาจากบทธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ว่าเป็นคำสอนที่ทรงปฏิบัติเองได้ผลในการละกิเลส เมื่อผู้อื่นปฏิบัติตามก็ได้ผลเช่นกัน เป็นเส้นทางธรรมและคำสอนที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง พร้อมด้วยอรรถะและพยัญชนะ

นอกจากนั้น ก็ยังมีเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นตามมาซึ่งได้กล่าวไว้ในบท “อนัตตลักขณสูตร” ซึ่งทรงเทศนาเพิ่มเติมแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยทรงกล่าวขยายความเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเป็น “ทุกข์” ในอริยสัจสี่เท่านั้น บอกถึงความที่เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ควรจะพิจารณาให้เห็นอย่างไร

 

คำถาม : ผู้ถามต้องการความแจ่มแจ้งในพุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าทรงถามธิดาช่างทอหูก ได้เข้าใจนัยยะทางธรรมของทั้งคำถามและคำตอบทั้ง 4 ข้อนั้นแล้ว แต่ไม่เข้าใจว่าอะไรหรือตรงไหนที่ทำให้ธิดาช่างทอหูกสามารถเห็นธรรมได้ จึงต้องการคำชี้แนะเพื่อเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติด้วย

คำตอบ : เป็นเรื่องเกี่ยวกับหญิงสาวผู้เป็นธิดาของช่างทอหูก ผู้ทำหน้าที่กัลยาณมิตรให้กับตนเอง ด้วยการทำตามโอวาทของพระบรมศาสดาที่ทรงสอนให้พุทธบริษัทพิจารณามรณสติ เป็นการมองโลกในแง่ดีและแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ

  1. เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก
  2. หากกรรมที่ไม่ดีมีอยู่ให้รีบละ แต่หากกรรมไม่ดีไม่มีให้อยู่อย่างปิติและปราโมทย์

ธิดาช่างทอหูกได้ปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่องโดยการพิจารณามรณสติถึง 3 ปีเต็ม หลังจากนั้นธิดาช่างทอหูกได้มีโอกาสมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอีกครั้งเพื่อฟังพระธรรมเทศนาเหมือนเดิม พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามเธอในท่ามกลางพุทธบริษัทถึง 4 คำถามว่า

  • คำถามที่ 1 ทรงถามว่า “กุมาริกา เธอมาจากไหน” ธิดาช่างทอหูกตอบว่า “ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”
  • คำถามที่ 2 ทรงถามว่า “เธอจะไปไหน” ธิดาช่างทอหูกตอบว่า “ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”
  • คำถามที่ 3 ทรงถามว่า “เธอไม่ทราบหรือ” ธิดาช่างทอหูกตอบว่า “ทราบ พระเจ้าข้า”
  • คำถามที่ 4 ทรงถามว่า “เธอทราบหรือ” ธิดาช่างทอหูกตอบว่า “ไม่ทราบ พระเจ้าข้า”

ทั้งนี้สามารถตีความจากคำถามทั้ง 4 ข้างต้น ได้ดังนี้

  • คำถามที่ 1 หมายถึง ไม่ทราบว่าตนเองจุติมาจากภพไหน (จุติภพ)
  • คำถามที่ 2 หมายถึง ไม่ทราบว่าตนเองตายจากชาตินี้ จะไปเกิดที่ไหน (ภพเกิด)
  • คำถามที่ 3 หมายถึง ทราบถึงภาวะความตายของตนเอง คือตนเองต้องตายแน่นอน
  • คำถามที่ 4 หมายถึง ไม่ทราบว่าวันเวลาตายของตนเอง

 

พระพุทธเจ้าทรงชมเชยธิดาช่างทอหูก ในความเป็นผู้มีใจจดจ่อต่อการเจริญมรณานุสสติ เพราะเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิตั้งแต่ได้ฟังธรรมครั้งแรก มีสมาธิและปัญญาพอประมาณ ศรัทธาเต็มเปี่ยม ปฏิบัติอย่างเต็มที่ มีศีลบริบูรณ์ อานิสงส์นี้ทำให้นางได้โสดาปัตติผลและบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน

ธิดาช่างหูกถวายบังคมพระพุทธเจ้าเพื่อกลับบ้าน ในขณะนั้นนายช่างหูกผู้เป็นบิดาเหนื่อยจากการงานนั่งหลับอยู่ นางได้สอดด้ายหลอดเข้าไป ด้ายหลอดนั้นได้กระทบปลายเฟืองเสียงดังแล้วตกไปเบื้องล่าง นายช่างหูกตื่นขึ้นกระชากปลายหูกกลับมากระทบกับหน้าอกของนางอย่างแรงและนางถึงแก่ความตายทันที เมื่อละโลกไปแล้วจึงได้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

บิดานายช่างหูกเสียใจมากจึงได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงปลอบว่า "อย่าเศร้าโศกเลย ในสังสารวัฏอันมีเบื้องต้นและเบื้องปลาย อันบุคคลไม่อาจรู้ได้นี้ น้ำตาของผู้ที่หลั่งออกมา เพราะมรณกรรมแห่งปิยชนที่รัก มีธิดาเป็นต้นนั้น มีประมาณยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรเสียอีก” นายช่างหูกนั้นเมื่อได้ฟังพระพุทธพจน์อันมีเหตุผล ก็บรรเทาความโศกได้บ้างและขออุปสมบท ไม่นานนักจึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ด้วย

บางครั้งในสังสารวัฏนี้เราอาจจะพบเจอความไม่ยุติธรรมอยู่บ้าง บางคนอาจจะเสียชีวิตเมื่อยังไม่ถึงวัยอันควร บางคนอาจจะทำกรรมดีแต่ยังไม่ได้รับผลดีในชาติปัจจุบันนี้ ดังนั้นขอให้ทุกคนเห็นถึงความไม่เที่ยง ให้มีศรัทธามั่นใจในเรื่องของผลกรรม ทำให้เราสามารถตั้งอยู่ในความดีได้ ทำในสิ่งที่ควรทำ ละในสิ่งที่ควรละ มีดวงตาเห็นแจ้งในธรรม เพื่อให้เป็นผู้พ้นจากภัยในวัฏสงสารนี้ได้

 

“ท่านทั้งหลายจงเจริญมรณานุสสติว่า

ชีวิตของเราไม่ยั่งยืน ความตายของเราแน่นอน

เราพึงตายแน่แท้ ชีวิตของเรามีความตายเป็นที่สุด

ชีวิตของเราไม่เที่ยง แต่ความตายเที่ยง

เพราะฉะนั้น พวกท่านทั้งหลาย พึงเจริญมรณานุสสติเถิด”

 

- - - ตอบคำถาม: คุณ Rattawud Srivisut

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง