ความเสมอกันในวรรณะทั้ง 4

HIGHLIGHTS:

  • คำสอนที่ว่าวรรณะพราหมณ์ดี วรรณะอื่นเลวเป็นคำสอนที่มีทิฐิที่ไม่ถูกต้อง ยังมีการยึดถือตัวตนอยู่
  • พระมหากัจจานะแจกแจงนัยยะ 5 ประการ ที่ทำให้คนทั้ง 4 วรรณะมีความเสมอภาคกัน (เรื่องโภคทรัพย์ , อกุศลกรรมบท 10 , กุศลกรรมบท 10 , การรับโทษตามกฎหาย , การบวชเป็นสมณะ)
  • คนดีไม่ดี จะไปสวรรค์หรือลงอบายเป็นเดรัจฉาน-เปรต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวรรณะแต่ขึ้นอยู่กับความดีความเลวที่ตนเองเป็นผู้กระทำ
  • ถ้าเราได้ฟังได้ยินอะไรมาแล้ว “ไม่ทำโยนิโสมนสิการ” ให้ดี ฟังแล้วเชื่อในทันทีโดยไม่พิจารณาถี่ถ้วนก็จะกลายเป็น “มิจฉาทิฐิ”
  • คนเรา “เสมอกัน” ตรงที่การปฏิบัติ แม้จะมีหน้าที่ต่างกันอาชีพต่างกัน แต่สิทธิของเราเหมือนกันคือ การรักษาศีล สิทธิในการที่จะปฏิบัติตามกุศลธรรม

บทคัดย่อ

 

“มธุรสูตร” เป็นเรื่องพระเจ้ามธุรได้กราบเรียนถามท่านพระมหากัจจานะที่อยู่เมืองมธุรา ซึ่งพระเจ้ามธุรราชเป็นผู้ครองเมืองในขณะนั้น … พระเจ้ามธุรราชได้กราบเรียนท่านเรื่องวรรณะ เพราะพวกพราหมณ์บอกว่าวรรณะพราหมณ์เท่านั้นที่บริสุทธิ์และดี วรรณะอื่นเลวเป็นวรรณะดำ ผู้ที่ไม่ใช่พราหมณ์เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มีแต่พราหมณ์เป็นผู้บริสุทธิ์ เป็นบุตรที่เกิดจากพรหม พระเจ้ามธุรราชเลยถามว่าพระมหากัจจานะมีีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร …

ท่านพระมหากัจจานะได้กล่าวว่าเป็นเพียงคำ “โฆษณา” เท่านั้นบัณฑิตพึงเข้าใจอย่างนี้ และได้อธิบายไว้ทั้งหมด 5 นัยยะด้วยกัน นัยยะแรกคือเรื่องโภคทรัพย์ เรื่องข้าวเปลือก เงินทอง ถ้าใครสักคนใดคนหนึ่งอยู่ในวรรณะใดวรรณะหนึ่ง แล้วมีความต้องการเงินทองเหล่านี้และคนในวรรณะใดก็ตามไปคอยตื่นก่อนนอนทีหลัง พินอบพิเทารับใช้ผู้อื่นเพราะตกอยู่ในอำนาจทองและเงิน … ท่านพระมหากัจจานะก็ทวนถามพระเจ้ามธุราชว่า “4 วรรณะนี้ก็เสมอกันไม่ใช่หรือ” นัยยะที่ 2 อกุศลกรรมบท 10 ประการ ใครที่ทำอกุศลกรรมบท10 ก็ต้องไปทุคติไปอบาย (นรก เดรัจฉาน เปรตวิสัย) ท่านมธุรราชก็เห็นด้วยเหมือนกัน...พระมหากัจจานะเลยสรุปว่า “4 วรรณะนี้ก็เสมอกัน” เพราะถ้าใครที่อยู่ในวรรณะไหนก็ตามทำชั่วก็ต้องไปอบาย ตกนรกเหมือนกัน นัยยะที่ 3 กุศลกรรมบท 10 ประการ … ใครที่ทำกุศลนี้ก็จะต้องไปสบายไปสวรรค์ “4 วรรณะนี้ก็เสมอกัน” ไม่มีใครสูงกว่าใคร ดังนั้นที่ว่าวรรณะนั้นสูงกว่าก็เป็นเพียงคำโฆษณาเท่านั้น … นัยยะที่ 4 คนที่ทำผิดกฎหมาย...พระราชาก็ต้องลงอาญาคนทำผิดเหล่านั้นอยู่ดี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่วรรณะไหน หากทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกไต่สวน “ถูกลงโทษไม่ต่างกัน” ท่านพระมหากัจจานะก็แจกแจงให้ท่านมธุรราชเห็นชัดเจนว่าวรรณะทั้ง 4 ไม่ต่างกันนัยยะที่ 5 เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งบวชเป็นบรรพชิตไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือน ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ว่าเป็นทาส นักโทษ ชาวนา ชาวบ้าน ไม่ว่าจะมาจากวรรณะใดก็ตามก็ได้รับการยกย่องนบไหว้ เมื่อบวชออกมาแล้วก็เสมอกันหมด … เป็นผู้สงบ(สมณะ) ความเป็นวรรณะก็ไม่มี … พระมหากัจจานะยกนัยยะทั้ง 5 มาให้พระเจ้ามธุรราชได้โยนิโสมนสิการให้เปรียบเทียบในใจเอง … ซึ่งพระเจ้ามธุรราชก็มีสัมมาทิฐิและกราบขอให้พระมหากัจจานะเป็นที่พึ่งหลังจากได้ยินได้ฟังและใคร่ครวญตามจนแจ่มแจ้งมีธรรมะเข้าสู่ใจ แต่พระมหากัจจานะได้ให้พระเจ้ามธุรเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง (สรณะ) เพราะตัวท่านเป็นเพียงสาวก ซึ่งพระเจ้ามธุรราชได้ยินดังนั้นก็อยากไปกราบไปหาพระพุทธเจ้า แต่เวลานั้นพระองค์ทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว… แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงทิ้งพระธรรมคำสอนให้เราปฏิบัติตามได้อยู่ เป็นที่พึ่งได้

...ตราบใดที่ยังมีอริยมรรคมีองค์ 8 พระอรหันต์ก็ยังมีอยู่ในโลกแน่...

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง