ปัญญาเป็นอันดับสูงสุด

HIGHLIGHTS:

 

  • ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมจะมีปัญญาอยู่ในทุกขั้นของศีล สมาธิ
  • แม้แต่ปัญญาที่เป็นขั้นสูงสุดก็ยังไม่ใช่อานิสงส์ของการปฏิบัติธรรม เพราะปัญญาเป็นส่วนแห่งมรรค
  • การปฏิบัติธรรมจะมีการพ้นชนิดที่ไม่กลับกำเริบเป็นที่สุดจบเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย

บทคัดย่อ

 

“...ธรรมทั้งปวงมีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด ธรรมทั้งปวงมีวิมุติเป็นแก่น ธรรมทั้งปวงมีอมตะเป็นที่หยั่งลง ธรรมทั้งปวงมีนิพพานเป็นที่สุดจบ”...

มูลสูตร

 

แต่ถ้ามันกลับกำเริบอีก ทำอีก ทำใหม่ ทำบ่อยๆ ทำซ้ำๆ ปฏิบัติให้มันดี จนกระทั่งมันไม่กลับกำเริบนั่นแหละ ในธรรมวินัยนี้ มีการพ้นแห่งจิตชนิดที่ไม่กลับกำเริบเป็นประโยชน์เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย มีสิ่งนี้เป็นแก่นสารของการปฏิบัติ ตรงนี้นะเป็นยอด เป็นยอดหมายถึงเขาต่อยอดขึ้นไปยอดของยอดเลยนั่นน่ะ นี่คือปัญญา มีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด ตามสายขึ้นไปที่มันจะไปต่อยอดแล้วก็ต่อยอดกันได้ ต้องมีสติไปตามสายงาน ยอดที่อยู่สูงเนี่ยน้ำหนักส่งตรงมาตรงกลางอย่างดีนะ ตรงกลางตรงแก่นของมันนี่น่ะ คือวิมุต

 

...สุขทุกข์นี่ธรรมดานะท่านผู้ฟัง สุขทุกข์นี่ธรรมดา มีเกิดขึ้นอยู่ทุกวันๆ ตื่นเช้ามางัวเงียง่วงนอนยังต้องไปทำงาน รู้สึกหงุดหงิด โอว นั่นก็เป็นความทุกข์ เข้าห้องน้ำล้างหน้ามาสดชื่นดี เออ นั่นก็เป็นความสุข ไปออกจากบ้านรถติด นั่นก็เป็นความทุกข์ ถึงที่ทำงานแล้ว เจอคนชอบใจบ้างไม่ชอบใจบ้าง สุขทุกข์มีเป็นธรรมดา ทำให้บางคนมีความคิดว่า โอว ฉันทำงานมาหนักหนา สุขบ้างทุกข์บ้าง ทุกข์ก็ทุกข์จริงๆ สุขบางทีก็สุขจริงๆ โอวงั้นมาปฏิบัติธรรมดีกว่า จะได้มามีความสุขได้บ้าง ดีบ้าง

อันนี้เข้าใจผิดเลยนะ คิดว่าปฏิบัติธรรมจะมาหาความสุข ชนิดที่เป็นสุขเวทนา พระพุทธเจ้าเตือนเอาไว้ว่า เวทนานี่เป็นสิ่งที่พึ่งไม่ได้นะ ถ้าเราคิดว่าเราจะมาปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะมาหาความสุข คุณคิดผิดแล้ว นี่ให้ข้าพเจ้าเตือนแบบชัดๆแจ่มแจ้งว่า การปฏิบัติธรรมนั้นไม่ได้เพื่อที่จะมาหาความสุข ใช่อยู่อาจจะมีสุขบ้างเป็นทางผ่าน ผ่านไปถึงอะไร ตรงนี้เป็นเรื่องราวที่จะมาพูดให้นักปฏิบัติทั้งหลายได้ฟัง

เวลาท่านไปปฏิบัติธรรมที่วัดหรือว่าสำนักหรือว่าสถานปฏิบัติธรรม ที่จะบริหารงานเป็นระบบของมูลนิธิ เป็นวัดหรือว่าสถานบันอย่างใดอย่างหนึ่ง ไปปฏิบัติแล้ว เออทีนี่สวยดี วิวงาม อากาศดี อาหารอร่อย แหมถ้าไปปฏิบัติแล้วได้แค่นี้นะ มันไม่ได้ต่างอะไรกันกับคุณไปเที่ยวตามรีสอรท์ ไปชายทะเล น้ำตก ภูเขา ก็ค่าเท่ากัน เพราะนั่นเป็นความสุขจากสิ่งภายนอก ตาหูลิ้น เหมือนกันเลยไม่ต่างกัน ที่คิดว่าฉันจะไปวัดเพื่อที่จะได้ความสุขแบบว่าวิวสวย สถานที่ดี อากาศเย็นสบาย แค่นั้นนะ ได้ประโยชน์น้อยเกินไป

คือก็ได้อยู่ความสุขแบบที่ไปวัดก็ยังดีกว่าไปห้างสรรพสินค้าอ่ะนะ แต่ว่าได้น้อยเกินไป ยังมีที่เหนือกว่านั้นไปอีก ขั้นที่เหนือกว่านั้นไปอีกนั่นคือ ความสุขที่เกิดจากสมาธิส่วนที่เกิดจากในภายใน ใช่อยู่ เราอยู่ในที่สงัดเงียบ มีนกร้องจิ๊บๆ มีคลื่นมีลม เออ เนี๊ยะ มันจะเหนี่ยวนำให้เกิดความสุขในภายในได้ อันนั้นเป็นปิติเป็นสุขชนิดที่ต้องอาศัยเครื่องล่อนะ อาศัยรสมาล่อผ่านทางลิ้น อาศัยเสียงนกร้องมาผ่านทางหู อาศัยภาพวิวสวยๆมาล่อผ่านทางตา พอมีปิติที่เป็นอามิส ต้องอาศัยเครื่องล่อ เออ จิตสงบดีไปนั่งสมาธิ ก็จะได้ปิติชนิดที่เป็นนิรามิส อาจจะเหนี่ยวนำให้เกิดขึ้นตามได้อยู่ นี่คือในขั้นที่ 2 ที่เราต้องการว่าปิติหรือสุขที่เป็นนิรามิส คือไม่ต้องอาศัยเครื่องล่อ อันนี้ได้ ดี คือดีกว่าในกรณีแรก กรณีที่สองนี่ก็ดีขึ้นมาอีกนะ เป็นความสุขที่เกิดจากในภายในจริงๆ

แต่ความสุขที่เกิดจากในภายในจริงๆ ถ้าสามารถทำได้ดีจริงๆเลย ไม่ต้องอาศัยเครื่องล่อสิ อากาศร้อนทำได้มั้ย ไม่ได้กินอาหารอร่อยๆทำได้มั้ย ไม่ได้อยู่ในที่เย็นสบาย มีคนด่าคนว่า เดินทางนั่นนี่ ทำได้มั้ย โอว บางท่ีมันทำยากนะ อ้าว ก็ต้องลองฝึกทำให้มันได้ ถ้าได้ในระดับที่สองชนิดที่เรียกว่า อยู่ที่ไหนก็ได้ นั่งปวดขาก็ยังได้ความสุขในภายใน ไม่ได้กินข้าวเย็น เป้นสถานที่ฝนตกบ้างอากาศร้อนบ้างเย็นบ้าง ก็ยังทำได้ นี่คือดีในระดับที่สองขึ้นมา

แต่ว่า พระพุทธเจ้าเตือนเอาไว้ เปรียบเหมือนกับคนที่เขาล่องมาตามกระแสแม่น้ำคือตกลงไปในแม่น้ำนี่ล่ะ แล้วก็ถูกกระแสน้ำเชี่ยวกรากเลย พัดๆซัดๆไป โอวถูกน้ำพัดแล้วทำไง ไปถึงบริเวณหนึ่ง ที่มันมีต้นไม้หญ้ากิ่งไม้ที่อยู่ตามริมตลิ่งที่มันย้อยลงมาปกคลุมริมตลิ่ง คนนั้นเขาก็พยายามที่จะค้าวใบหญ้าใบไม้กิ่งไม้ที่มันย้อยลงมาปกตามริมตลิ่งริมฝั่งเนี่ย เพื่อทีจะดึงตัวเองเข้าไปสู่ฝั่ง แต่ในขณะที่ดึงเท่านั้นเอง เพราะว่าด้วยความแรงของกระแสแม่น้ำก็ทำให้เจ้าใบไม้กิ่งไม้หรือหญ้าที่พยามจับเกาะมันแล้วก็ดึงเข้าเนี่ย หลุดขาดติดมือมา โอ๊ย เสียใจ โอ๊ยเกือบได้แล้วเชียว ก็ต้องทุกข์ใจ ถูกน้ำซัดต่อไปอีก

อันนี้พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้กับ “เวทนา” คือความรู้สึก เอ้าไม่ต้องพูดถึงทุกข์เอาสุขมันเลย ความรู้สึกอย่างใดอย่างหรึ่ง คิดว่าฉันนั่งสมาธิแล้วมันสุขดี ถ้าคิดว่าจะเอาแค่นี้ แต่ความสุขชนิดที่เป็นเวทนาชนิดที่น่าพอใจเนี่ย มันพึ่งไม่ได้นะ

 

ตัวเราปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ฝึกปฏิบัติ ไม่ได้จะเอาความสุข ความสุขนั้นเป็นแค่ทางผ่านเฉยๆ แต่อะไรที่เราต้องการในการปฏิบัติธรรม นั่นคือ “ปัญญา” ธรรมะทั้งหลายมี “ปัญญา” เป็นอันดับสูงสุด ไล่ลงมาเลยจาก ศีล

 

คนที่จะมารักษาศีล เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่พูดเล่นตลกโปกฮา ไม่พูดโกหก ไม่ดื่มสุราเมรัยเนี่ย เขาจะทำอย่างงั้นได้ เขาก็จะต้องมีความรู้มีความเข้าใจว่า ทำไม่ดี มันไม่ดี กินเหล้า คบเพื่อนชั่ว ตียุงตบยุง หรือว่าลักขโมยเล็กๆน้อยๆไม่ดีน่ะ ไม่ดีก็ไม่ทำก็แล้วกัน คนที่คิดได้มีความเข้าใจนะ นั่นคือเขามีปัญญาแล้ว ปัญญาเล็กๆน้อยๆนี่เกิดขึ้น ณ จุดที่คุณรักษาศีลได้นั่นเลย เวลาที่เราเก็บของได้เนี่ย อือหือจะคืนเจ้าของดีมั้ย ถ้าคิดเพียงแค่ฉาบฉวย เออเราเก็บเงินตรงนี้เก็ยโทรศัพท์ตรงนี้เนี่ย จะเอาไปใช้ได้อย่างงั้นอย่างงี้ อันนั้นไม่ใช่ปัญญาแล้วนะ นั่นเป็นความคิดไปในทางกาม ว่าของนี้ที่เราเก้บได้ไม่ว่าจะเป็นเงินโทรศัพท์ สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉันจะเอาไปตรงนี้เอาไปขายได้เงินนั่นนี่ ความคิดนั้นไม่ใช่ปัญญา แต่เป้นความคิดไปในทางกาม ความคิดที่เข้าข่ายในลักษณะที่จะเอาทรัพย์ที่มีเจ้าของอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์ของตนๆ

พอมีความคิดไปในทางกามเกิดขึ้น ปัญญา สมาธิ สติ อะไรมันก็จะเศร้าหมองลง มันจะแบบว่าจากที่สว่างๆมันก็จะมืดลงนิดหนึ่ง แล้วก็จะมัวหมองไป ขุ่นขึ้นไป แต่ว่าถ้าเรามาใช้ปัญญา ดูให้ดีนะนี่ของมีเจ้าของนะ ต้องเก็บไปให้เจ้าของ ปึ้งขึ้นทันที ปัญญาเกิดทันที ปัญญาในการที่รู้ว่า อะไรมันดี อะไรมันไม่ดี คำว่าดีหรือไม่ดี เราไม่ได้หมายถึงเอาความดีหรือไม่ดีตามที่คนนั้นพูดคนนี้พูด คนที่เป็นโจร อยู้แล้วมีนิสัยแบบนี้ เขาจะต้องบอกวา คุณจะไปคือนของเจ้าของทำไม โง่คนคิดแบบนี้ เอ้าก็ความดีของเขาเป็นไปในแบบที่เขาคิดเอา แต่ดีหรือไม่ดีนั้นต้องดูจากที่คนดีเขาว่ากัน คนดีเป็นวิญญูชน เขามีความดีวัดกันอย่างไง เอาตรงนั้น

ความดีในที่นี้ ความถูกต้องในที่นี้ นั่นคือ “ปัญญาที่จะเกิด” ในการที่ว่าฉันรักษาความดีตรงนี้ให้ได้ การที่คุณพยายามที่จะรักษาความดี จากเรื่องแค่ว่าศีลธรรมดา ไม่ใช่แค่การลักขโมย ยังรวมถึงการฆ่า ฆ่าแม้แต่ไม่ใช่สัตว์ใหญ่ๆ เอาสัตว์เล็กๆน้อยๆ มด ปลวก ยุง เออ เห็นรักษาความดีนี้ นั่นคือปัญญาเกิดทันที บางทีเราจะกินอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ได้เบียดเบียนใครนี่นา จะกินเหล้า จะกินอาหารที่มันเบียดเบียนสัตว์อื่น หรือว่าไม่ได้กินอาหารที่เบียดเบียนสัตว์อื่น แต่ถ้ากินมากเกินไป ก็กลายเป็นเบียดเบียนตัวเอง คนที่เห็นได้ แล้วก็เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคทั้งปริมาณที่กิน ทั้งสิ่งของที่กิน อันนี้คือมีปัญญาเกิดเลยนะ มีปัญญาเกิด

 

ให้เรารักษาศีล เพื่อที่จะะเอาปัญญาตรงนี้ ให้ปัญญาเป็นอันดับสูงสุด

 

ในธรรมวินัยนี้พระพุทธเจ้าเคยบอกไว้กับเหล่าภิกษุทั้งหลายในพระสูตรที่ชื่อว่า มหาสาโรปมสูตร เปรียบเทียบไว้บอกว่า มีคนเขาจะไปหาแก่นไม้แต่กลับไปเอาเปลือกเอายอดเอาใบของมันเท่านั้นเอง แหมมันเอาไม่ถูกที่ จะไม่สำเร็จประโยชน์ในการทำกิจอย่างใดๆที่ควรต้องทำด้วยแก่นไม้ได้หรอก เหมือนกันถ้าเราปฏิบัติธรรม เออคุณไปวัดมาเหรอ ดีๆ อนุโมทนาด้วยนะ เขายกย่องสรรเสริญ เขาอนุโมทนาด้วย เขาชื่นชมด้วย เออใช่ๆ ฉันไปเก็บคะแนนมาเรียบร้อย ตอกบัตรเรียบร้อยแล้ว ไม่เสียวันลาด้วย แน่ะ ถ้าหวังเอาแค่นี้นะ เหมือนคนต้องการแก่นไม้แล้วเอาแค่กาบเอาแค่ใบแค่ดอกมันไปแค่นั้น มันจะไม่สำเร็จประโยชน์

 

แต่ถ้าเอาแก่นไม้จริงๆ มันอยู่ลึกเข้าไปโน่น อย่าไปเอาแค่ใบดอก อย่าไปเอาแค่กาบ เปลือกสะเก็ด อย่าไปเอาแค่กระพี้ แต่ต้องคว้าเอาแก่นข้างในโน่น เหมือนกัน ศีลก็ไม่ได้เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมายในการปฏิบัติธรรม แต่เราต้องการปัญญาจากการที่เรารักษาศีลได้ มันผ่านตรงนี้ไปก่อน ต้องการปัญญาตรงนี้

 

นี่ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขาจะมาอนุโมทนาชื่นชมคุณไปวัดตอกบัตรเรียบร้อย นั่นลาภสักการะเสียงสรรเสริญเยินยอเท่านั้นเองนะ แต่พูดถึงศีลเลย ศีลนี่เป็นสิ่งดี แต่เราไม่ได้จะเอาตรงศีลเท่านั้นท่านผู้ฟัง

ศีลเป็นทางผ่าน ผ่านไปไหน ได้อะไรในทางผ่านนี้ ได้ปัญญานะ ศีลได้ความไม่ร้อนใจเป็นอานิสงส์ พอไม่ร้อนใจแล้ว จะมีปิติมีปราโมทย์ได้ มีปิติมีปราโมทย์จิตมีคามเป็นสุขก็รวมเป็นอารมณ์อันเดียว สมาธิ ไม่ได้จะเอาสมาธินี่เป็นจุดมุ่งหมายเลยนะ เป็นแค่ทางผ่านเฉยๆ สมาธินี้แน่นอนท่านผู้ฟัง มีความสุขที่มาจากในสมาธิ เพราะปิติก็ตาม สุขที่เกิดจากอุเบกขา หรือว่าอุเบกขาล้วนๆเนี่ย มันมีความสุขที่เหนือกว่าประณีตกว่าดีกว่ากามสุขแน่นอน อาหารอร่อยวิวสวยๆอากาศดีๆนี่คือกามสุข ความสุขที่เกิดจากทางตาทางหู ความสุขที่เกิดจากในภายในนั้นดีกว่า เป็นปิติเป็นสุขอันนี้ดีกว่าแน่นอน เป็นมาในเทือกของสมาธิแล้ว เป็นทางที่ผ่านกันมาแล้ว

แต่การปฏิบัติธรรม ไปวัดนั่งสมาธิ หรือปฏิบัติที่ไหนก็แล้วแต่ ไม่ได้มีความถึงพร้อมด้วยสมาธิเป็นอานิสงส์ คือถึงพร้อมนี่หมายความว่า ได้ตรงนี้แล้วก็จบ ฉันเลิศแล้วดีแล้ว นั่นคือว่าเราไล่มาตั้งแต่อันดับแรกคือว่า ยกย่องอนุโมทนา สรรญเสริญบินดีด้วย ตอกบัตรเคาะเวลา ไม่ใช่แค่นั้น เอ้ายังรักษาศีลได้ ศีลนี้เป็นความดี ดีอยู่แต่ไม่ใช่แค่นั้น ไม่คิดว่าเอาตรงนี้แล้วฉันก็พร้อมแล้วฉันได้รักษาศีล โอเคดีอยู่ แต่ว่า ไม่ใช่แค่นั้น อย่าเอาตรงนี้เป็นที่สุด อย่าคิดว่าตรงนี้จบแล้วก็ถึงพร้อมแล้ว ฉันได้ถึงที่สุดของการปฏิบัติแล้ว ไม่ใช่ ยังมีต่อไปอีก มีต่อไปถึงจิตสงบเป็นอารมณ์อันเดียว มีสุขเวทนาเกิดขึ้น สุขหนอๆ ไม่เคยสุขอย่างนี้มาก่อนเลย บางคนก็เลยคิดว่า ฉันได้แค่รักษาศีล ฉันไม่ได้ความสุข ฉันไม่ได้อะไรเลยในการปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ

เพราะอะไร ดูให้ละเอียด ดูอะไรให้ละเอียด ไล่มาตั้งแต่ศีล ศีลเรารักษาได้ นี่คือปัญญาเกิด เราต้องการปัญญานะ เราต้องการเห็นตามความเป็นจริง คนที่รักษาศีลได้ไม่มีปัญญาคุณทำไม่ได้หรอก คิดดูให้ดีๆ ระหว่างความชั่วกับความดี ฉันเลือกความดี ฉันไม่เลือกความลั่ว แล้วปัญญาไม่เกิดเดี๋ยวนั้นเลยเหรอ โอวเกิดอยู่แน่นอน น้อยก็ตามนะ มีแน่ เราจะเอาตรงนี้ เราจะเอาปัญญาตรงนี้ แน่นอนศีลมันเกิดมาด้วยกัน มีอานิสงส์คือความไม่ร้อนใจเกิดขึ้น ปัญญาก็เกิดขึ้นด้วย ปัญญาเกิดขึ้นสะสมไป ใส่ไว้ตรงยอด ต่อมาอีก มีปิติมีสุขเกิดขึ้น ปิติสุขที่เกืดจากการรักษาศีล มีความไม่ร้อนใจ เกิดขึ้นในภายใน ทำสมาธิให้เกิดขึ้น สุขเวทนา ปิติชนิดที่เป็นนิรามิส ไม่ได้เกี่ยวเนื่องด้วยกาม โอ๊ยคนที่วางความคิดในทางกามแล้วมาเอาความสุขในภายใน ทำไมจะไม่มีปัญญา มีปัญญาแน่นอน ปัญญาเกิดตรงนั้นเลยนะ สุขเวทนาก็เกิดด้วย เกิดในสมาธินั่นแหละ แต่เราไม่ได้จะเอาสุขเวทนาตรงนั้น ไม่ได้จะเอาสมาธิเป็นที่สิ้นสุดจบ ถึงพร้อมแล้วก็จบตรงนี้ไม่ใช่ เหมือนกับศีลนั่นแหละ เราไม่ได้ว่าจะเอาถึงพร้อมด้วยศีล

เหมือนกับตอนที่มีคนชมมีคนอนุโมทนายกย่องด้วย ทำดีนะ เราก็จะไม่ได้เอาแค่ตรงนั้น ไล่ขึ้นไปตามลำดับนะ จากลาภสักการะเสียงสรรเสริญเยินยอนั่นนี่อนุโมทนาอะไร อ่ะ ดี ดีกว่าด่าใส่กัน อ้าวก็ดี แต่ตรงนั้นไม่ใช่แก่น ไม่ใช่ที่จะเอา ต่อมาอีกเอาศีล คือเราหลุดมาจากตั้งแต่ตรงชื่อเสียง เขายกย่อง คุณวางตรงนั้นได้ ปัญญาเกิดแล้วหน่อยนึง เราจะเอาตรงปัญญาตรงนี้ ไปต่อได้อีกมั้ย ได้เพราะว่าปัญญาก็ส่งกันให้สูงต่อไปเป็นทอดๆ ในเรื่องศีล รักษาศีลได้ดี ไม่เอาของเจ้าของคนอื่น ไม่ฆ่าสัตว์ลักทรัพย์พวกนี้ ก็มีปัญญาเกิดขึ้นเห็นความจริง ว่าโอวนั่นไม่ไดี อันนี้ดีกว่า เราจะไปทำทำไมสิ่งไม่ดี ทำสิ่งดีสิ ปึ๊ง ปัญญาก็เกิด

อาจจะมีคนด่าด้วย ไม่โง่ ไม่เอาของเขา อ้าว ดุด่าไม่เป็นไร เราไม่ได้จะเอาตรงนั้น เราเอาเรื่องศีล ศีลทำให้เกิดปัญญาด้วย เก็บสะสมเอาไว้ แต่ศีลไม่ใช่ที่สุด ทำไปทำไปสะสมไป ความไม่ร้อนใจมีขึ้น มีปิติสุขเกิดจากในสมาธิ วางความคิดในทางกามพยาบาทเบียดเบียนได้ มีสมาธิเกิดขึ้น โอว วางได้ตรงนั้นสมาธิเกิด วางความคิดในทางกาม วางความคิดในทางพยาบาทเบียดเบียน สมาธิเกิดแน่นอน ปัญญาก็เกิดด้วย ปัญญาเกิด ความสุขเกิด สมาธิก็เกิด แต่ว่าไม่ใช่เอาตรงสมาธิ สุขเวทนาตรงนี้เป็นที่สุดจบ

เพราะว่าอย่างที่ว่าเวทนานั่นน่ะก็พึ่งไม่ได้ จับกิ่งไม้ใบไม้อะไรที่มันย้อยจากฝั่งลงมา เราจะไปยึดหยิบจับแล้วดึงตัวให้เข้าสู่ฝั่งไม่ได้ คิดว่าจะทำให้ได้สุขเวทนาแบบนี้ คราวนี้ทำไม่ได้เลย นั่น มันจึงทุกข์เดี๋ยวนั้น มันจะทุกข์เหมือนกับที่เขาล่องมาตามกระแสน้ำที่ถูกพัดจัดแล้วก็ขาดหลุดติดมือทั้งใบไม้ใบหญ้า ก็เสียใจแน่นอน โอ๊ย มาปฏิบัติธรรมครั้งนี้ฉันไม่ได้อะไรเลย เหมือนกับว่ามีสุขไม่ได้ ไม่ใช่นะท่านผู้ฟัง แต่สิ่งที่เราต้องการในการปฏิบัติธรรมคือเรื่องของปัญญา ปัญญาคืออะไร ปัญญาในที่นี้คือความเห็น เห็นอะไร เห็นความจริง ความจริงของอะไร ความจริงของผัสสะต่างๆไง ที่มากระทบ ให้เราต้องไปผิดศีล เห็นความจริงว่า ผิดศีลไม่ดี ปัญญาเกิด เห็นความจริงที่เขาแบบยกย่องเรา พูดว่าให้เราบ้าง ชมบ้างด่าบ้าง ก็ธรรมดา นี่มีปัญญาแล้วนะ ปัญญาเกิดทั้งในเสียงชมเสียงด่า นี่คือขั้นพื้นฐาน ปัญญาเกิดทั้งอากาศดีอาหารอร่อยอากาศเย็นสบายวิวสวย นี่ปัญญาเกิดในทางกามขั้นที่สอง ผ่านมา ปัญญาเกิดในขั้นที่สามเรื่องของสมาธิ ผ่านไปอีก เราไม่ได้จะเอาสมาธิที่เกิดอยู่ในภายใน คือเป็นทางผ่านเฉยๆ

ตรงนี้แหละที่พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า ในการที่เราจะมารู้ในอริยสัจสี่ที่เคยเปรียบเทียบไว้เหมือนกับ ถ้าให้แลกกันระหว่างที่ว่า ให้เจ้าหน้าที่ทหารเอาหอกมาแทง ตอนเช้าร้อยเล่ม ตอนกลางวันอีกร้อยเล่ม ตอนเย็นอีกร้อยเล่ม แทงที่อกที่ขาที่หลังที่หัว โอ๊ย เจ็บมากแน่นอน ร้อยปีด้วยซ้ำ เอ้า วันละสามร้อยเล่มตลอดร้อยปี ถ้าการันตีให้ได้ว่า คุณจะรู้อริยสัจสี่ ปัญญาทั้งหมดนะ ปัญญาพละเห้นได้ในอริยสัจสี่ โอ๊ย ถ้ามาการันตีขนาดนี้นะ เอาเลย

 

แต่ขอโทษ การที่มารู้อริยสัจสี่ ไม่ใช่กับด้วยทุกข์ กับด้วยโทมนัสนะ แหมคิดว่ากว่าจะมารู้อริยสัจสี่ ฉันต้องทนทุกข์ขนาดหอกแทงสามร้อยเล่มนานร้อยปี เอ้ายอมทุกข์แล้วกัน ไม่ใช่ ในการปฏิบัติเพื่อให้รู้อริยสัจสี่ ประกอบด้วยสุขโสมนัสทุกขั้นตอนด้วยซ้ำ

 

อย่างที่ว่านี่ คุณไปวัดคุณไม่ได้อะไร ไม่ได้สมาธิ รักษาศีลบางทีก็ไม่ได้ ยังอนุโมทนา บางคนแอบกินข้าวเย็น ก็ต้องกินศีลได้ไม่ครบ เขายังอนุโมทนา ยังได้ชื่อเสียง ยังได้ลาภสักการะ ยังได้เสียงสรรเสริญบ้าง คุณรักษาศีลได้ มีศีลเป็นอานิสงส์ ศีลเป็นสามัญญผลทำไมจะไม่ดี ดี ถึงแม้จะไม่ได้สมาธิ ยังได้ศีล เอ้าก็ได้ศีลด้วย ได้สมาธิจิตสงบด้วย ได้สมาธิก็ดี ดีอยู่แล้ว ความสุขทุกขั้นตอน เห็นมั้ย เป็นความสุขทุกขั้นตอนมา แต่เราไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น ไม่ได้เอาความถึงพร้อมในจุดๆนั้น หวังตรงจุดนี้ไม่ใช่

 

ต่อมาอีก ปัญญา ปัญญาในที่นี้ก็ยังมีละเอียดไปอีก ปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริงคือญานทัศนะ แต่ขอโทษปัญญายังละเอียดลงไปอีก ว่าเราจะวางไอ้เจ้าตัวปัญญาที่ว่า ฉันเอาปัญญาตรงนี้แหละ ปัญญาก็ยังเป็นส่วนของมรรค ปัญญาก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยเหตุอาศัยปัจจัย สิ่งใดเป็นอนัตตา สิ่งนั้นท่านผู้ฟังลองตอบดุ คิดพิจารณาดูว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเป็นอนัตตา อาศัยเหตุปัจจัยของสิ่งอื่นเกิด ไม่ได้เป็นตัวอัตตาของมันเอง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข คิดให้ดีๆก่อนแล้วค่อยตอบ

 

ฟังอีกครั้งนึง สิ่งใดต้องอาศัยเหตุปัจจัยอย่างอื่นเกิด ไม่ได้เป็นอัตตาตัวตนของมัน แต่ว่ามีความเป็นอนัตตา สิ่งนั้นเนี่ยเป็นทุกข์หรือเป็นสุข คนที่เขามีปัญญาเขาจะรู้ว่ามันเป็นทุกข์นะ ทำไมถึงเป็นทุกข์ เพราะมันไม่ได้จะทนอยู่ในสภาพเหมือนเดิมเองได้อยู่ตลอดเวลาไง ต้องอาศัยสิ่งอื่นไง ถ้าอาศัยสิ่งอื่น แล้วสิ่งอื่นไม่ได้เป็นอย่างนั้น ความที่มันจะเกิดขึ้นมาก็ต้องไม่ได้ ก็เปลี่ยนแปลงไป ไอ้ความที่มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ที่ว่าเป็นทุกข์ คุณสมบัติที่ว่ามันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้นั่นน่ะ ทุกข์

ความที่มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้เพราะเหตุเปลี่ยนเนี่ย เป็นทุกข์นะ อะไรที่เขาเรียกว่าเป็นทุกข์ คุณสมบัติที่มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ นั่นน่ะคือทุกข์ ความที่มันเปลี่ยนแปลงไปทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้เพราะเหตุเปลียนเนี่ย เป็นทุกข์นะ ไม่ได้เป็นสุข ในเมื่อมีความเป็นทุกข์ แปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรแล้วหรือ ถามตัวเองดู ที่เราจะเอาปัญญานั้นน่ะ ที่มีความเป็นอนัตตานะนั่นน่ะ ว่าเป็นตัวเราของเรา ไม่ควรนะ ไม่ควร ไม่ควร

 

เราจะมายึดถือเอามรรคก็ไม่ได้ ก็ต้องไล่ต่อมาอีก ปัญญานี้ก็ต้องวางนะ ว่าปัญญาเป็นอันดับสูงสุด ก็ยังมีละเอียดลงไปอีก ละเอียดลงไปวางไอ้เจ้าความรู้ญาณทัศนะ สิ่งต่างๆเหล่านี้วางลงไปอีก ก็จะละเอียดลงๆ คือตอนนี้เริ่มเข้าถึงแก่นแล้วนะ ในธรรมวินัยนี้จึงมีวิมุตเป็นแก่น แก่นในที่นี้หมายถึงความพ้น พ้นจากอะไร พ้นจากกระแสที่มันไปตามเหตุตามปัจจัยนี่ล่ะ พ้นจากกระแสของตาหูจมูกลิ้นกายและใจ พ้นจากรูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ พ้นกัน พอพ้นกันนี่เริ่มเข้าถึงแก่นแล้ว แก่นของการปฏิบัติ นั่น คือความพ้นความเหนือ

 

สุขทุกข์เข้าใจเลยเป็นธรรมดา บางทีเราเจอทุกขเวทนามากกว่าสุขเวทนา ก็ไม่ได้ไปโทษว่า ฉันดวงไม่ดีเลยต้องไปสะเดาะเคราะห์ ไปอย่างงั้นอย่างงี้ ไม่ต้องพูดถึงแล้ว พอเข้าใจแล้ว พ้นจากสุข พ้นจากทุกข์ได้ เจอสุขมากหน่อยก็ไม่ได้ว่า โอว ช่วงนี้ดวงดีแหะ เออทำบุญที่นั่นที่นี่บ้าง ก็ไม่ต้องเข้าใจอย่างนั้น เพราะว่าเหนือแล้ว เหนือจากกระแส สุขก็มีทุกข์ก็มีก็ธรรมดา ฉันยังทำความดีของฉันต่อไป มีสัมมาทิฏฐิความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว ทำไป ตามมรรคแปดไป มีความพ้นกันเป็นแก่นแล้ว นี่คือ เข้าถึงแก่นแล้ว พอเข้าถึงแก่นแล้ว คือพ้นกันแล้วเนี่ย แล้วมันจบหรือยัง ดูตรงที่ว่า ถ้ายังมีการกลับกำเริบอยู่ นั่นคือยังไม่จบ ก็ต้องทำต่อไปอีก

การกลับกำเริบนี้เป็นอย่างไง โอวฉันคิดว่าฉันมาปฏิบัติธรรมดีแล้ว เข้าสมาธิได้ดี สุขก็เข้าใจล่ะจากสมาธิก็เป็นธรรมดา เจอรูปวิวอะไรต่างๆอากาศดีน่าพอใจอาหารอร่อย ก็ไม่มีปัญหา อร่อยไม่อร่อยก็ไม่มีปัญหา เออเจอสมาธิก็ดี ได้ก็ดีเป็นความสุขผ่านมา ไม่ได้จะยึด วางได้ ทุกข์ก็มีก็ธรรมดา เข้าใจดีแล้ว แต่พอกลับบ้านไป หรือบางทีมันมีอาการอย่างไรมันกลับกำเริบขึ้นมาอีก บางทีได้บางทีไม่ได้ แสดงว่ายังต้องทำต่อไปอีก

ถ้ายังมีการกลับกำเริบ ยังไม่จบ ทำต่อไป ทำแบบไหน ทำแบบเดิม ทำซ้ำเหมือนเดิม เหมือนสับหมูท่านผู้ฟัง ป๊อกๆๆนี่ พลิกแล้วก็สับอีก พลิกแล้วก็สับอี๊ก สับแล้วสับอีก สับอีกสับแล้ว มันก็จะมีความละเอียดลงๆ ละเอียดนี่หมายความว่าคนนั้นมีความชำนาญทั้งในการเข้าการดำรงอยู่การออกของสมาธิ สมถะวิปัสสนาเห็นตามความเป็นจริง ไม่ใช่เฉพาะเวลานั่ง ยืนได้มั้ย เดินได้มั้ย ไม่ใช่เฉพาะเวลาอยู่วัด อยู่บ้านได้มั้ยเดินทางได้มั้ย ที่ทำงานได้มั้ย ทำให้มีความชำนาญให้มีความละเอียดทุกขั้นตอน เหมือนอย่างช่างเขาเจียรไนยเพชร เขาเจียด้านหนึ่ง เขาต้องเจียอีกด้านหนึ่ง เจียให้มันเป็นเหล่ยมเป็นมุมเป็นด้านตามแบบกรรมวิธีของช่างจึงจะเสร็จ

เช่นเดียวกันเมื่อเราพ้นแล้ว จากการพิจารณาจากการทำสมาธิได้ มันมีการกลับกำเริบมั้ย ถ้ามีการกลับกำเริบ ทำอีก ทำบ่อยๆจนไม่กลับกำเริบ ในพรหมจรรย์การปฏิบัตินี้ มีความพ้นแห่งจิต ชนิดที่ไม่กลับกำเริบเป็นอานิสงส์เป็นประโยชน์ที่มุ่งหมาย มีการพ้นชนิอที่ไม่กลับกำเริบแห่งจิต เพราะอะไร เพราะสิ่งต่างๆที่เราจะรับรู้มาจากภายนอกที่เรียกว่าอินทรีย์ เสียงมันจะเข้าลิ้นไม่ได้ ก็ต้องมาเข้าหู หูมันจะเป็นใหญ่ อินทรีย์คือหู...อินทรีย์ห้าอย่างที่ไม่เสวยโคจรของกันและกัน มันจึงตรงเข้าสู่ใจ มีใจเป็นช่องทางที่จะให้อินทรีย์ทั้งหลายแล่นไปสู่ ทุกอย่างมันจะมารวมตกอยู่ที่ช่องทางคือใจ เหมือนกับแม่น้ำทุกสายต้องไหลลงทะเล ทะเลนี่จึงเป็นใหญ่กว่าแม่น้ำทุกสาย ทุกอย่างต้องไหลรวมเข้าสู่ใจ ใจนี่จึงเป็นใหญ่ เป็นใหญ่ในการที่จะรวบรวมสิ่งต่างๆไว้ทั้งหมด ถ้าใจยังไม่พ้น พ้นอยู่แต่ยังกลับกำเริบได้ ก็ยังต้องทำต่อไป พ้นเป็นบางครั้งบางคราวดีมั้ย ดี

คุณไปวัดก็ดีกว่าไปห้างสรรพสินค้า ไปเทคไปผับ แต่ถ้าเผื่อว่าจะไม่ได้อะไรเลย ได้แค่เห้นวิวสวยๆ บาวัดก้ทำไว้อย่างดี ก็ยัังดีกว่าไปที่อื่น แต่นี่ยังไม่ที่สุด อ้าวได้ศีลมั้ย ยังแอบกินข้าวเย็น แต่รักษาศีลก็ยังดี ไม่คุยติฉินนินทาใคร ไม่เอากิเลสไปอวดที่วัด แต่ในทางพูดจา พูดให้มีความสมัครสามัคคีกันดีมั้ย ดี แต่ยังไม่สุด เพราะเดี๋ยวกลับบ้านมันกลับกำเริบได้ ทำสมาธิให้เกิดขึ้นได้มั้ย ดีกว่านะตรงนี้ มีความสุขในภายใน ดีมั้ย ดี ดีแล้วมีปัญญาด้วย วางได้ด้วย ไม่ติดในสุขนั้นด้วย เห้นตามความเป็นจริงด้วยดีมาก ละเอียดขึ้นมา เขาเรียกว่าเป็นญาณทัศนะ

 

แต่ถ้ามันกลับกำเริบอีก ทำอีก ทำใหม่ ทำบ่อยๆ ทำซ้ำๆ ปฏิบัติให้มันดี จนกระทั่งมันไม่กลับกำเริบนั่นแหละ ในธรรมวินัยนี้ มีการพ้นแห่งจิตชนิดที่ไม่กลับกำเริบเป็นประโยชน์เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย มีสิ่งนี้เป็นแก่นสารของการปฏิบัติ ตรงนี้นะเป็นยอด เป็นยอดหมายถึงเขาต่อยอดขึ้นไปยอดของยอดเลยนั่นน่ะ นี่คือปัญญา มีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด ตามสายขึ้นไปที่มันจะไปต่อยอดแล้วก็ต่อยอดกันได้ ต้องมีสติไปตามสายงาน ยอดที่อยู่สูงเนี่ยน้ำหนักส่งตรงมาตรงกลางอย่างดีนะ ตรงกลางตรงแก่นของมันนี่น่ะ คือวิมุต

 

 

เราปฏิบัติธรรมไปให้มีจุดมุ่งหมาย มีสิ่งที่จะสุดจุดจบเป็นแก่นสารของการปฏิบัติ คือความพ้นชนิดที่ไม่กลับกำเริบอีก ฝึกทำไปท่านผู้ฟัง ถ้ายังมีการกลับกำเริบยังต้องทำต่อไปอยู่ ไม่ท้อไม่ถอย ไม่หมดกำลังใจ เพราะอะไร เพราะว่าในทุกขั้นตนของการปฏิบัตินั้นเรามีความสุขอยู่ตลอด ถ้าเราเห็นตามความเป็นจริงนั่นคือเราสุขทันที แต่ถ้าทุกข์ ใช่ป่ะ แสดงว่านั่นไม่เห็นตามความเป็นจริง ยังทุกข์อยู่ แต่ถ้าฉลาดมองฉลาดดูฉลาดเห็น จะสามารถเห็นความสุขได้ในทุกขเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือผัสสะอย่างใดอย่างหนึ่งได้แน่นอน นั่นเป็นปัญญาด้วย

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง