ท้าพิสูจน์ธรรมบท 4

HIGHLIGHTS:

  • ธรรมบท 4 บทนี้ ที่ท้าให้ใครก็ได้มาพิสูจน์ เป็นธรรมะที่เป็นของเลิศ มีอยู่มานาน ไม่เคยถูกลืมเลือนลางหายไปเลย แม้แต่ในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตที่จะมาถึงก็ตาม
  • สิ่งใดเป็นของถูกของดีมาก่อน พระพุทธเจ้าก็ทรงรับเข้าไว้
  • ธรรมบท 4 บทนี้จึงเป็นจุดที่ลงกันได้เข้ากันได้ มีความเห็นที่ลงกันในเรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ค้านไม่ได้

บทคัดย่อ

 

“ดูกรปริพาชกทั้งหลาย บทแห่งธรรม 4 ประการนี้ บัณฑิตสรรเสริญว่าเป็นเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นประเพณีของพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย นักปราชญ์ย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ วิญญูชนทั้งสมณะและพราหมณ์ไม่เกลียดบทแห่งธรรม 4 ประการเป็นไฉน คือ บทแห่งธรรมคืออนภิชฌา, บทแห่งธรรมคือ อพยาบาท, บทแห่งธรรม คือ สัมมาสติ. บทแห่งธรรมคือสัมมาสมาธิ.”

ดูกรปริพาชกทั้งหลาย บทแห่งธรรม 4 ประการนี้แล บัณฑิตสรรเสริญว่าเป็นเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นประเพณีของพระอริยะ เป็นของเก่า ไม่กระจัดกระจาย ไม่เคยกระจัดกระจาย บัณฑิตย่อมไม่รังเกียจ จักไม่รังเกียจ วิญญูชนทั้งสมณะ และพราหมณ์ไม่เกลียด บุคคลใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เราบอกคืนบทแห่งธรรมคือ อนภิชฌานี้แล้ว จักบัญญัติสมณะหรือพราหมณ์ผู้มากไปด้วยอภิชฌา ผู้มีราคะแรงกล้าในกามทั้งหลาย ดังนี้ เราพึงกล่าวในเพราะคำนั้นกะบุคคลนั้นอย่างนี้ว่า จงมา จงกล่าว จงพูดเถิด เราจักดูอานุภาพของเขา ดังนี้”

จตฺกฺก. อํ. ๒๑/๓๘/๓๐.

 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ปริพพาชกทั้งหลาย ที่สำนักปริพพาชก ใกล้ฝั่งแม่น้ำสิปปินี เมืองราชคฤห์ ถึงธรรมบทสี่นี้ว่า เป็นธรรมะที่เป็นของเลิศ เป็นของเก่า มีอยู่มานาน ไม่เคยถูกลืมเลือนลางหายไปเลย แม้แต่ในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตที่จะมาถึงก็ตาม ที่พระองค์ทรงรับรอง ไม่ใช่ทรงบัญญัติขึ้นเอง, เป็นการแสดงให้เห็นว่า สิ่งใดเป็นของถูกของดีมาก่อน ก็ทรงรับเข้าไว้.

"...ในคำสอนของพุทธะ บริบูรณ์สมบูรณ์สิ้นเชิง งดงามไปหมดทั้งกระบวนการตั้งแต่ตัวศาสดามาถึงคำสอนถึงหมู่ที่ปฏิบัติตาม มีความบริบูรณ์อยู่ในตัว ด้วยความเป็นอย่างนี้ จึงทำให้คำสอนนั้นสามารถใช้ได้ตลอดกาล ถูกต้องตรงตามจริง ผู้ปฏิบัติเองก็สามารถเห็นผลได้ และที่สำคัญสามารถท้าให้คนมาพิสูจน์ได้ มาใคร่ครวญพิจารณาดูว่ามันจริงหรือไม่จริง ซึ่งเรียกว่า “เอหิปัสสิโก” คือ ชวนให้มาพิสูจน์

ธรรมบท 4 บทที่ท้าให้ใครก็ได้มาพิสูจน์ คือ

  • อนภิชฌา ความไม่เพ่งเล็งด้วยความใคร่ในอารมณ์ทางกามทั้งหลาย (อภิชฌา มีพื้นฐานมาจากความยินดีพอใจในกาม คือ กามราคะ กามฉันทะ แล้วพัฒนาขึ้นไปเป็นความเพ่งเล็ง)
  • อพยาบาท ความไม่คิดประทุษร้ายเบียดเบียน (ความพยาบาทมีพื้นฐานมาจากความโกรธ ความขัดเคือง (ปฏิฆะ) โทสะ จนมาถึงคิดอาฆาตผูกโกรธ ต้องการทำลายกันต่อไป ๆ)
  • สัมมาสติ ความระลึกชอบอยู่เสมอ ระลึกถึงสิ่งทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ ให้มาระลึกถึงในทางหลีกออกจากกาม ระลึกในทางไม่พยาบาท ระลึกในทางไม่เบียดเบียน พระพุทธเจ้าทรงบบัญญัติความครบถ้วนของเรื่องของสติไว้ในหัวข้อที่ชื่อว่า “สติปัฏฐานทั้ง 4”
  • สัมมาสมาธิ ความตั้งใจแน่วแน่ชอบอยู่เสมอ มีจิตเป็นอารมณ์อันเดียว ถ้าจะพูดถึงความบริสุทธิ์บริบูรณ์ของสมาธินี้ ก็ต้องพูดถึง “ฌานที้ง 4”

เป็นธรรมะที่ไม่ว่าใครก็ตาม จะระดับใด ศาสนาใดก็ค้านไม่ได้ ตรงนี้จึงเป็นจุดที่ลงกันได้เข้ากันได้ มีความเห็นที่ลงกันในเรื่องนี้...อยู่ที่ว่าเราจะเอาไปใช้งานอย่างไร แต่แน่นอนว่า เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ค้านไม่ได้ เป็นสิ่งที่เชิญมาพิสูจน์

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง