อุบาสกชื่อสคารวมาณพ

HIGHLIGHTS:

  • ธรรมะอะไรที่ทำให้ “พราหมณ์” อย่างสคารวมาณพ นั้นยอมลงใจ มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า
  • ศาสดาที่ประกาศคำสอนมีอยู่กี่ประเภท และ พระพุทธเจ้าของเราเป็นศาสดาในประเภทใด
  • พระพุทธเจ้าทรงได้อริยะปัญญาอันยิ่ง หลังจากทำวิชชา 3 ให้เกิดขึ้น
  • การจะรู้ได้ว่าเทวดามีหรือไม่ สามารถรู้ได้โดยฐานะคือผู้ที่จะเข้ามารู้ว่าเทวดามีนั้น จะต้องมีเครื่องรู้หรือศรัทธาในระดับที่รับรู้ได้

บทคัดย่อ

 

สคารวสูตร… เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “พุทธประวัติ” ที่พระพุทธเจ้าทรงเล่าให้ในสคารว มาณพฟัง ...สคารวมาณพเกิดอยู่ในวรรณะพราหมณ์และได้ศึกษามนต์ต่างๆ ของพวกพราหมณ์ เช่นพวกไตรเภท พิธีทำมนต์ต่างๆ … ซึ่งสคารวมาณพก็ได้มาพบกับนางธนัญชานีพราหมณีที่เกิดในวรรณะพราหมณ์เช่นกัน นางธนัญชานีก็มักจะอุทานว่า “นะโมตัสสะ” 3 รอบ … สคารวมาณพเห็นอย่างนี้ก็รู้สึกว่าไม่เป็นมงคล ส่วนนางธนัญชานีพราหมณีก็ไม่ได้โกรธตอบ ทั้้งเป็นผู้นับถือในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อธิบายถึงคุณของพระพุทธเจ้าให้สคราวมาณพฟัง … และได้ชวนให้สคารวมาณพซึ่งเกิดในวรรณะพราหมณ์นั้นหันมาฟังคำของพระพุทธเจ้า เพื่อให้ได้ยินได้ฟังเข้าใจด้วยตนเอง

ถัดจากนั้นไม่นาน พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาที่สวนมะม่วงใกล้กับที่สคารวและธนัญชานีพรามณีอาศัยอยู่ เมื่อนางธนัญชานีทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าก็ได้ชวนให้สคารวมาณพไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พอสคารวมาณพได้ทักทายพระพุทธเจ้าแล้วก็ได้เอ่ยถามว่าพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาแบบไหน พระพุทธเจ้าก็ทรงอธิบายให้ฟังว่า ศาสดาที่ประกาศคำสอนนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ประเภทแรก คือฟังตามคนหนึ่งมา ตัวเองนำมาปฏิบัติตามที่รู้เองเห็นเอง และมาประกาศ ประเภทที่ 2 อาศัยความเชื่ออย่างเดียวว่าอย่างนี้เท่านั้นอย่างอื่นไม่ใช่ ประเภทที่ 3 คือ รู้เองเห็นเอง ไม่ได้ฟังตามใครมา ปฏิบัติเองบรรลุถึงที่สุดอันยิ่งแล้วประกาศให้คนอื่นรู้ตาม ซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาในประเภทที่ 3 … ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง แล้วทรงเริ่มเล่าถึงพุทธประวัติ ตั้งแต่สมัยที่ประทับอยู่ในพระราชวัง มีคู่ครอง และ เริ่มออกผนวชท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของพระราชบิดา - พระราชมารดา แสวงหาครูบาอาจารย์จนได้ฌาณขั้นสูงถึงขั้นอากิญจัญญายตนะ และ เนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่ทรงเห็นว่าแม้ได้ฌาณขั้นสูงสุดนี้ก็ไปสุดแค่ที่พรหมชั้นอรูป ไม่ใช่หนทางการหลุดพ้น พระองค์จึงออกไปหาสิ่งที่เป็นกุศลเป็นสันติวรบทจนเสด็จไปถึงอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบันคือ พุทธคยา) ขณะที่ประทับอยู่ที่แห่งนี้เองก็เกิดอุปมากับพระองค์ด้วยกันถึง 3 ข้อ ข้อแรกคือ เหมือนไม้ที่ยังสดอยู่แช่อยู่ในน้ำ 2.) ไม้ที่ยังสดอยู่แต่ไกลจากน้ำ 3.) ไม้แห้งและไกลจากน้ำ … การจุดไฟจากไม้ที่อยู่ในน้ำย่อมทำไม่ได้ หรือจุดจากไม้เปียกก็จุดไฟได้ยาก การจะจุดไฟต้องจุดไฟจากไม้ที่แห้ง จุดกับไม้สีไฟเป็นเปลวไฟเป็นประกายไฟขึ้นมาได้ ...ทำให้รู้ว่าสิ่งที่อยู่ภายนอก เป็นน้ำคือวัตถุกาม สิ่งที่อยู่ภายในคือยางไม้เป็นความเปียกของไม้เปรียบเหมือนกิเลสกาม เมื่อมีทั้ง 2 อย่าง จะทำความเพียรด้วยทุกรกิริยา หรือ ไม่ทำทุกรกิริยาก็ไม่มีทางได้ แต่ถ้าไม่มีวัตถุกาม ไม่มีกิเลสกามต่อให้ทำหรือไม่ทำทุกรกิริยามันก็จะต้องได้ ตรงนี้จึงเป็นจุดสำคัญที่พระพุทธเจ้าตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำทุกรกิริยาเพื่อให้บรรลุ ...แต่เมื่อทรงลองทำทุกรกิริยาแล้วก็พบว่าไม่อาจหลุดพ้นได้เพราะขาดอริยะปัญญา … ซึ่งอริยะปัญญาเกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเลิกทำทุกรกิริยาและหันมารับอาหาร พร้อมทำวิชชา 3 ให้เกิดขึ้นและที่วิชชา 3 เกิดขึ้นตรงนี้เพราะบารมีเต็มแล้วหลังทำทุกรกิริยาเพราะการทำทุกรกิริยาเป็นการเพิ่มบารมีของพระองค์ทำให้เกิดปัญญาอินทรีย์ขึ้นมา ...

หลังจากเล่าเรื่องราวของพระองค์ตั้งแต่เป็นโพธิสัตว์และได้เสด็จออกบวช มาทำทุกรกิริยา จากนั้นก็หันมาเดินตามทางสายกลางได้ ฌาณ 1 2 3 4 วิชชาทั้ง 3 ตรงนี้ทำให้เห็นทั้ง ศีล ปัญญาของพระพุทธเจ้า ตัวสคารวมาณพก็เริ่มมีความเลื่อมใส ยกย่องในพระพุทธเจ้า...และได้ขอสมาทานไตรสรณคมณ์ในที่นั้น

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง