บุญเกิดที่จิต

HIGHLIGHTS:

  • การสวดมนต์ดูหนังสือสวดมนต์ได้หรือไม่
  • การกรวดน้ำ ขณะที่พระสงฆ์ให้พร หลังจากที่ให้ทานแล้วนั้น เมื่อมีคนอื่นมาเกาะต่อๆ กัน ไม่ค่อยชอบใจ เพราะทำให้นึกถึงอานิสงส์และแผ่ส่วนกุศลไปให้ญาติไม่ทัน
  • อานิสงส์ของการถวายข้าวพระพุทธหน้าพระพุทธรูป
  • คำว่า “รัตตัญญู” ที่หมายถึง เป็นผู้รู้ราตรี หมายความว่าอย่างไร
  • การทำบุญตักบาตรในพิธีต่างๆ ทำไมต้องนิมนต์พระ 9 รูป และถ้านิมนต์พระแค่รูปเดียวได้หรือไม่

บทคัดย่อ

 

(๑) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล ทักษิณาของผู้นั้น ชื่อว่าบริสุทธิ์ฝ่ายทายก ฯ

(๒) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล ทักษิณาของผู้นั้นชื่อว่า บริสุทธิ์ฝ่ายปฏิคาหก ฯ

(๓) ผู้ใดทุศีล ได้ของมาโดยไม่เป็นธรรม มีจิตไม่เลื่อมใส ไม่เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนทุศีล เราไม่กล่าวทานของผู้นั้นว่า มีผลไพบูลย์ ฯ

(๔) ผู้ใดมีศีล ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรม และผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในคนมีศีล เรากล่าวทาน ของผู้นั้นแลว่า มีผลไพบูลย์ ฯ

(๕) ผู้ใดปราศจากราคะแล้ว ได้ของมาโดยธรรม มีจิตเลื่อมใสดี เชื่อกรรมและผลของกรรมอย่างยิ่ง ให้ทานในผู้ปราศจากราคะ ทานของผู้นั้นนั่นแล เลิศกว่าอามิสทานทั้งหลาย ฯ

- ทักขิณาวิภังคสูตร ที่ ๑๒ -

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คุณราตรี ราชบุรี (จดหมาย)

คำถามที่ 1 : การสวดมนต์ดูหนังสือสวดมนต์ได้หรือไม่

 

คำตอบ : การทรงจำธรรมะหรือบทสวดมนต์ได้นั้นเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งการดูหนังสือเพื่อที่จะให้จำได้ และสวดมนต์ได้ถูกต้องนั้น ดีแล้ว

 

 

คำถามที่ 2 : การกรวดน้ำ ขณะที่พระสงฆ์ให้พร หลังจากที่ให้ทานแล้วนั้น เมื่อมีคนอื่นมาเกาะต่อๆ กัน ไม่ค่อยชอบใจ เพราะทำให้นึกถึงอานิสงส์และแผ่ส่วนกุศลไปให้ญาติไม่ทัน

 

คำตอบ : การให้ทานนั้น เราได้บุญตั้งแต่ก่อนที่จะหยิบยื่นให้ แค่คิดว่าจะให้นั้น เราได้บุญแล้ว เป็นจาคานุสติ นึกถึงการสละออกเป็นจาคะ การให้เป็นทาน สติตั้งขึ้นทันที สติเป็นบุญ เป็นหนึ่งในมรรคแปด เป็นบุญเกิดขึ้นในจิตของเราทันที ซึ่งเป็นผลจากศรัทธาและความเลื่อมใส แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ

  • ก่อนให้ : มีจิตศรัทธา ทำให้มี “จิตน้อมไป”
  • ระหว่างให้ : มีจิตศรัทธา ทำให้เกิด “ความเลื่อมใส”
  • หลังให้ : มีจิตศรัทธา ทำให้เกิด “ความปลื้มใจ” และเมื่อระลึกถึงตรงนี้เมื่อไหร่ก็เป็นบุญตลอด

การจะเป็นบุญขึ้นอยู่กับว่า เรามีจิตศรัทธา เลื่อมใส มากน้อยแค่ไหน แต่ถ้ามีสิ่งอื่นที่เป็นอกุศลผ่านมา ทำให้ขัดเคือง ไม่พอใจ จะทำให้ศรัทธานั้นตก ทำให้ความน้อมไป ความเลื่อมใสและความปลื้มใจ ก่อนให้ ระหว่างให้และหลังให้ นั้นตกลง ทำให้จิตใจมีความเศร้าหมอง บุญนั้นจะได้ไม่เต็ม ซึ่งอกุศลนั้น คือ ความตระหนี่ ที่อยู่ในจิตไปครอบงำความคิดที่จะให้ ออกมาจากจิตที่มีความศรัทธา พอมันครอบงำ ศรัทธานั้นก็เลยเศร้าหมอง

การที่ไม่อยากให้เขาเกาะนั้น มาจากจิตที่ตระหนี่หรือเปล่า ให้พิจารณาดู ถ้ามาจากจิตที่ตระหนี่ ทำให้มีความคิดที่ไม่อยากให้ใครมาเกาะ เพราะว่าบุญของชั้น อันนี้แสดงว่ามีความเศร้าหมองในบุญ ทำให้ระลึกบุญนั้นไม่ได้ มีความเศร้าหมองหลังให้ ความปลื้มใจมันก็มีความเศร้าหมอง มันก็ลดลง จึงรู้สึกเคือง ผ่านไปห้าปีสิบปี มาระลึกถึงทานที่เคยให้เป็นจาคานุสติ เรื่องราวตรงนั้นมันก็ตามมาด้วย

เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไร ตั้งสติไว้ สติเป็นนายทวาร สติเป็นยามที่จะป้องกันความคิดที่ไม่ดีเหล่านี้ ไม่ให้มันเข้ามา ให้ไปเลย ให้แล้วยังจะหวงอะไร ให้ไปเลยของที่ให้ไปแล้วนั้น แบ่งปันให้ได้อย่างไม่มีประมาณ อันนี้จิตเราจะมีความสูงขึ้น ดีขึ้น

ประเด็นที่สำคัญในการที่จะอุทิศส่วนกุศล มันไม่ใช่เรื่องน้ำ มันเรื่องของบุญ แล้วถามว่า บุญเกิดที่ไหน บุญไม่ได้เกิดที่น้ำ “บุญเกิดที่จิต” ไม่ได้เกิดที่ข้าวของ แต่เกิดที่จิต ถ้าเรามีบุญ ถ้าเรามีจิต อันนี้เราแผ่ส่วนกุศลให้เขาได้ จะมีน้ำไม่มีน้ำ ไม่ใช่สาระสำคัญ เขาจะมาเกาะหรือไม่มาเกาะ แล้วจะเป็นยังไง ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ที่สำคัญ จิตของเรา รักษาให้ดี อย่าให้มีความตระหนี่เกิดขึ้น จะทำให้บุญของเรามีความเศร้าหมอง เพราะฉะนั้น เราต้องตั้งสติของเราเอาไว้

 

 

คำถามที่ 3 : อานิสงส์ของการถวายข้าวพระพุทธหน้าพระพุทธรูป

 

คำตอบ : การให้ที่มีผู้ให้และผู้รับนั้น เรียกว่า “ทาน” ถ้ามีแต่ผู้ให้ ไม่มีผู้รับนั้น เรียกว่า “การบูชายัญ” เช่น การบูชาบรรพบุรุษของคนจีน เขาไม่ได้จะมารับของจากเรา บุญที่เกิดจากการให้ทานก็จะมีแค่นั้น แต่ว่าการที่จะมาระลึกคนที่ดีๆ คนที่มีคุณธรรมสูง ผลอานิสงส์ก็จะมาก จึงต้องแยกพูดในเรื่องของทานที่เอาอาหารไปถวาย หรือพูดถึงจิตที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นพุทธานุสติ ต้องพูดแยกกัน ทำความเข้าใจตรงนี้ให้ดี

เพราะอานิสงส์ของทานที่ถวายในบุคคลที่มีราคะ โทสะ โมหะ น้อยจะได้ผลมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการอานิสงส์ของทานตรงนั้น ให้ได้มากๆ ต้องมีผู้รับ ทานที่ถวายในผู้ที่มีศีล มีสมาธิ มีปัญญามาก มีราคะ โทสะ โมหะ น้อย การถวายนั้น ผลของทาน อานิสงส์ของทานที่มีผู้รับนั้น ได้อานิสงส์มากกว่าการนำไปตั้งหน้าพระพุทธรูป บูชาคนที่ตายไปแล้วส่วนการระลึกถึงคนที่ดีๆ มีคุณธรรมสูงๆ เช่น พระพุทธเจ้า เป็นการดีแน่นอน จะได้อานิสงส์ตรงจุดนี้

 

 

คำถามที่ 4 : คำว่า “รัตตัญญู” ที่หมายถึง เป็นผู้รู้ราตรี หมายความว่าอย่างไร

 

คำตอบ : “รัตตัญญู” หมายถึง ผ่านคืนและวันมามาก ซึ่งผู้ที่เป็นเลิศในธรรมวินัยนี้ผู้ที่ผ่านราตรีมามาก คือ ท่านพระอัญญาโกณทัญญะ เพราะท่านบวชเป็นภิกษุรูปแรก และดีที่สุดคือ พระพุทธเจ้า ซึ่งถ้าเป็นในภาษาไทยจะนับจำนวนปีในการบวชเป็นพรรษา แต่ในภาษาบาลีจะนับเป็นราตรี

การที่เป็นผู้รู้ราตรีไม่ได้จะหมายถึงโดยตรงกับความรู้ที่มากขึ้น บางคนอาจจะเป็นผู้ที่รู้ราตรีอยู่ก็จริง แต่ว่ายังไม่มีปัญญา ปัญญายังน้อย บางคนอาจจะยังไม่ได้รู้ราตรีมาก แต่อาจจะมีปัญญามากได้ อันนี้จะดูโดยส่วนเดียวไม่ได้ ต้องแยกวิเคราะห์ ปัญญาก็ส่วนหนึ่ง อายุพรรษาก็ส่วนหนึ่ง

 

 

คุณธัญมน (อีเมล์ – เว็บไซต์)

คำถาม : การทำบุญตักบาตรในพิธีต่างๆ ทำไมต้องนิมนต์พระ 9 รูป และถ้านิมนต์พระแค่รูปเดียวได้หรือไม่

 

คำตอบ : การทำบุญให้ทานนั้นดีอยู่แล้ว น้อยก็ตามมากก็ตาม ไม่ใช่ว่ามีน้อยแล้วจะให้ไม่ได้นั้น มันมาจากความคิดของจิตที่มีความตระหนี่ ก็เลยจะไม่ให้ ทำให้คนที่มีน้อย ก็ยิ่งมีน้อยลงไปอีก เพราะด้วยความตระหนี่ พอมีน้อย ก็จะตระหนี่ ก็จะไม่ให้ พอไม่ให้ก็จะไม่เกิดบุญ พอไม่เกิดบุญ ก็ยิ่งไม่มี พอไม่มีก็ยิ่งไม่ให้ พอยิ่งไม่ให้ ก็ยิ่งไม่เกิดบุญ พอไม่เกิดบุญ มันก็ยิ่งมีแต่จนลงๆ แต่จิตใจของคนที่เขามี คำว่า “มี” หมายถึง จิตใจกว้างขวาง มีน้อยก็แบ่งน้อยให้ ไม่ได้คิดว่า นั่นจะน้อยหรือมาก

..อยู่ที่จิตของเรา อย่าให้จิตของเรามันเศร้าหมองไป ด้วยกิเลสที่อยู่ในจิตที่ไม่ว่าออกมาในรูปของความตระหนี่ ก็จะมีความคิดต่างๆ นานาที่จะทำให้บุญของเราเศร้าหมอง แต่ให้เราตั้งสติเอาไว้ให้ดี การให้ทานนั้นเป็นสิ่งดีแน่นอน ทั้งก่อนให้ ระหว่างให้และหลังให้ ก่อนให้มีศรัทธา ทำให้มี “จิตน้อมไป” ระหว่างให้ มีศรัทธา ทำให้เกิด “ความเลื่อมใส” และหลังให้ มีศรัทธา ทำให้เกิด “ความปลื้มใจ” บุญที่เกิดจากการให้ทานนั้น ก็จะมีผลมากมีอานิสงส์มากจริงๆ

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง