เริ่มต้นที่การระลึกรู้

HIGHLIGHTS:

  • ในทางจิตใจของเรา เรากำหนดสติ ตั้งสติขึ้น พิจารณาเห็นตามความจริง ว่าสุขก็มีทุกข์ก็มี
  • สติคือเสาเขื่อนเสาหลัก สติที่ตั้งขึ้นทำให้การปรุงแต่งทางกายระงับลง การปรุงแต่งทางจิตระงับลง
  • เราเอาความจริง เราไม่ได้จะเอาความสุขความสงบ..สงบแล้ว ยังไงต่อ จะต่อกันได้ “ต้องวาง”
  • วางความยึดถือในขันธ์ 5 ต้องเห็นความจริงในขันธ์ 5 บางทีมันก็ให้เกิดสุขเวทนา ขันธ์ 5 บางทีมันก็ให้เกิดทุกขเวทนา
  • เวทนาก็เป็นหนึ่งในขันธ์ 5 พอเราเห็นความจริงในขันธ์ 5 เราต้องวาง มันจะได้ไม่ต้องต่อ วางเลย วางความยึดถือในจุดนั้น จะทำให้เราถึงที่สุดจบของการปฏิบัติได้

บทคัดย่อ

 

[๑๗๑๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีอายุร้อยปี พึงกล่าวอย่างนี้กะผู้มีชีวิตอยู่ร้อยปีว่า มาเถิด บุรุษผู้เจริญ ชนทั้งหลายจักเอาหอกร้อยเล่มทิ่มแทงท่าน ในเวลาเช้า ...ในเวลาเที่ยง ... ในเวลาเย็น ท่านนั้นถูกเขาเอาหอกสามร้อยเล่มทิ่มแทงอยู่ทุกวันๆ มีอายุร้อยปีมีชีวิตอยู่ร้อยปี จักตรัสรู้ อริยสัจ ๔ ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้โดยล่วงร้อยปีไป กุลบุตรผู้เป็นไปในอำนาจแห่งประโยชน์ควรจะรับเอา ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะว่าสงสารนี้มีเบื้องต้นที่สุดอันบุคคลไปตามอยู่รู้ไม่ได้แล้ว เบื้องต้นที่สุดแห่งการประหารด้วยหอก ดาบ หลาว และขวานย่อมไม่ปรากฏฉันใด ก็ข้อนี้พึงมีได้ฉันนั้นว่า ก็เราไม่กล่าวการตรัสรู้อริยสัจ ๔ พร้อมด้วยทุกข์ โทมนัส แต่เรากล่าวการตรัสรู้อริยสัจ ๔ พร้อมด้วยสุข โสมนัส อริยสัจ ๔ เป็นไฉน? คือ ทุกขอริยสัจ ฯลฯ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.

- สัตติสตสูตร ว่าด้วยการตรัสรู้อริยสัจ ๔ -

 

 

มีโอกาสเมื่อไหร่..มากหรือน้อย..ต้องมีฝึกให้จิตมีความสงบ

 

เวลาที่เรามีโอกาสเมื่อไหร่ก็ตาม เมื่อไหร่ก็ตาม จะเป็นเวลาสั้น ยาว แค่หนึ่งนาทีสองนาที ครึ่งชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง ต้องมี ในการที่เราจะใช้เวลานั้น มาในการที่จะให้เกิดความสงบ ให้มีการสำรวมจิตใจของเรา แทนที่จะเพ่งเล็งไปในภายนอก ก็ให้เกิดการระลึกรู้กำหนดรู้เข้ามาในภายใน ใช้ช่วงเวลาที่เรามีไม่ว่าจะมากหรือน้อย สั้นหรือยาว สักช่วงใดช่วงหนึ่งต้องมี ในการที่จะฝึกทำปฏิบัติให้จิตใจของเรานั้นมีความสงบ มีสติตั้งเอาไว้ ด้วยวิธีการกระทำนั้นไม่ยาก ไม่ได้ต้องใช้เครื่องมืออะไรที่เป็น hard ware เป็นสิ่งของในภายนอกเลย ในการที่เรากำหนดตั้งจิตของเราเฉยๆ การทำนั้นเริ่มจากการที่เรามาระลึกถึง

 

 

ระลึกถึงอยู่ในภายใน..การระลึกถึงในที่นี้หมายถึงการตั้งสติขึ้น

 

คำว่าระลึกนั้นหมายถึงการนึกถึงนั่นเอง แทนที่เราจะไปนึกถึงเรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้ เรื่องงานที่จะทำ ความคิดนึกอะไรต่างๆ นั่นคือการไประลึกถึงสิ่งภายนอก ในที่นี้ให้เรามาระลึกนึกถึงอยู่ในภายในของเรา ตรงไหนคือในภายในมันเยอะแยะไปหมด ใต้ผิวหนังลงมานี่ก็ในกายทั้งสิ้น บางคนถ้าเจ็บป่วยเป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่งในกาย เช่น เป็นมะเร็งปอด เป็นมะเร็งกระดูก เป็นโรคกระเพาะ มีเนื้องอกในสมองหรืออย่างใดๆ โอ๊ะพอนึกถึงจุดนั้น บางทีก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมาทันที เอาใหม่เราไม่ได้ระลึกถึงในลักษณะที่เป็นความคิดนึกไปในเรื่องอื่นต่างๆ อย่างนั้น แต่การระลึกถึงในที่นี้หมายถึงการตั้งสติขึ้น

 

 

ระลึกถึงลมหายใจ..โดยไม่เข้าไปยินดียินร้ายในสิ่งที่ระลึกถึง นั่นคือ การที่มีสติ

 

เริ่มจากเรามาระลึกถึงลมหายใจของเรา ลมหายใจนี้เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติธรรมดาของมันอยู่แล้ว คือถ้าเราไม่หายใจสักห้านาทีหกนาที บางคนอาจจะนานกว่านั้นหรือบวกลบก็ประมาณนี้ล่ะ มันก็จะมีชีวิตอยู่ไปต่อไม่ได้ คนที่มีปัญหาเรื่องระบบการหายใจเขาก็ยังเอาเครื่องช่วยหายใจมาช่วยใส่ต่อให้ หายใจไปได้ แม้จะหายใจอยู่ด้วยเครื่องช่วยหายใจหรือว่าหายใจเองอยู่ก็ตาม ให้เรามาระลึกรู้ตรงนี้ คำว่าระลึกรู้นะ ถ้าเผื่อว่าบางคนมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ แต่พอมานึกถึงลมหายใจ บางทีเครียดได้ ว่า เอ๊ะ ฉันเป็นโรคนั้นโรคนี้ เอาใหม่ วิธีการที่เราระลึกถึงเนี่ยท่านผู้ฟัง มันมีวิธีการอยู่ วิธีการที่จะระลึกถึงโดยไม่เข้าไปยินดียินร้ายในสิ่งที่ระลึกถึงนั้น นั่นคือการที่มีสติ ทำอย่างไร

 

 

ข้อทื่ 1 ไม่ต้องบังคับลม

 

เริ่มจากลมหายใจของเรา เราหายใจเข้าเราหายใจออกอยู่อย่างเป็นธรรมชาติเป็นธรรมดา โดยไม่ต้องไปบังคับให้ลมหายใจนั้นมันเร็วหรือมันช้า แต่ให้หายใจเข้าหายใจออกอย่างเป็นธรรมชาติธรรมดา ถ้ามันจะเบาก็เบาของมัน ถ้ามันจะแรงก็แรงของมันไป ใช้เครื่องช่วยหายใจ มันก็ตามจังหวะของเขา หรือว่าบางทีสั้นยาวไม่ต้องบังคับใดๆ นี่คือข้อที่ 1 ไม่ต้องบังคับลม หรือถ้าจะเป็นความคิดนึกไปในเรื่องใดๆ ก็ไม่ต้องบังคับ ข้อที่ 1 นะคือไม่ต้องบังคับ

 

 

ข้อที่ 2 คือ ไม่ต้องตามลม

 

ข้อที่ 2 ก็คือว่าไม่ต้องตามลมหายใจ ไม่ต้องตามลมที่เข้าไปจนถึงคอถึงอกถึงท้อง ไม่ต้องตามลมที่ออกมาจากกระบังลมไปจนถึงคอจนถึงปลายจมูกออกไป ไม่ต้องตามลมออกไป แต่ให้รู้ ณ ที่ตำแหน่งเดียว พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้เหมือนกับช่างกลึง ช่างกลึงที่เขาจะต้องกลึงชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเหล็กหรืองานไม้ เวลาที่เขากลึงชิ้นงานไปเนี่ย ช่างกลึงเขาจะเอาใบมีดที่เป็นหัว ที่ไว้สำหรับจะปาดเนื้อของเหล็กหรือไม้นั้นออก เพื่อที่จะขึ้นรูปไปตามที่ต้องการนั้นได้

ขณะที่เขาปาดไปอยู่เนี่ยท่านผู้ฟัง เอามีดเอาอุปกรณ์เข้าจ่อจี้เข้าไป เพื่อให้มันปาดเนื้อของมันออกเนี่ย เขาจะต้องเอาใจมาจดจ่อคอยดูอยู่ ณ ที่ตำแหน่งที่จุดสัมผัส จะไม่ได้เอาไปรู้ถึงคันบังคับเร็วหรือช้า หรือมือจับที่ให้ใบมีดมันจดจ่อเข้าไป ไม่ได้จะไปมอง ณ จุดอื่นๆ เลย เพราะอะไร เพราะว่าถ้าเอาใจไปใส่ทางอื่น แล้วเกิดใบมีดมันกินเนื้อชิ้นงานมากเกินไปเนี่ย มันก็เสียรูป หรือบางทีเกินกำลังของเครื่องกลึง เครื่องกลึงอาจจะพังได้ มีปัญหาต่างๆตามมา หรือถ้าไม่ได้มามองดูให้ดี ใบมีดไม่ได้มากินชิ้นงานเลย โอวงานมันก็เดินไปไม่ได้

 

 

ระลึกรู้อยู่ ณ ตำแหน่งเดียว

 

คือถ้าเราจะคอยตามลมเข้าลมออก ตามความคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ มันก็ไปตามสิ่งนั้น สิ่งนั้นมีอารมณ์เกิดขึ้นมาอย่างไรๆ ก็จะต้องได้ตามมันไปล่ะ แต่ในที่นี้คือให้เรามาระลึกรู้อยู่ ณ ที่ตำแหน่งเดียว เอาตำแหน่งไหน ตำแหน่งไหนก็ได้สักตำแหน่งหนึ่งท่านผู้ฟัง ที่เราพอจะรับรู้ถึงสัมผัสของลมหายใจได้ หรือบางคนลมหายใจนั้นเบ๊าเบา จนกระทั่งว่าแทบจะรับรู้ถึงสัมผัสไม่ได้เลย อ้าวลองอีกก็ได้ว่า ลองหายใจแรงๆ ดูสักสองสามครั้ง เราลองหายใจแรงๆ ดูสักสองสามครั้ง รับรู้ถึงสัมผัสของลมได้ ณ ที่ตำแหน่งไหน อยู่ในท่ามกลางโพรงจมูกนี่แหล่ะ ก็เอาจิตของเราเนี่ย มาตั้งไว้ ณ ที่ตรงนี้

 

 

เอาจิตมาตั้งไว้ ณ ที่ตำแหน่งเดียว คือ ตำแหน่งที่รับรู้ถึงสัมผัสของลม

 

คำว่าเอาจิตมาตั้งไว้ ณ ที่ตรงนี้หมายถึง เอาการรับรู้เอาใจจดจ่อเอาใจใส่มาไว้ ณ ที่ตำแหน่งนี้ กำหนดจิตลงมาที่นี่ คือไม่ได้ว่าตามลม ความรู้สึกไปเข้าหรือออก ไม่ได้ตรงนั้น แต่เอาจิตมาตั้งไว้ ณ ที่ตำแหน่งเดียว คือ ตำแหน่งที่เรารับรู้ถึงสัมผัสของลมหายใจ ทีนี้เราไม่จำเป็นต้องไปบังคับให้ลมหายใจมันแรงอยู่ตลอด ทำหายใจเข้าออกแรงๆ สักสองสามครั้งเนี่ย เพื่อให้รู้ถึงตำแหน่ง แล้วก็เอาจิตตั้งไว้ตรงนั้น แล้วก็หายใจอย่างเป็นปกติธรรมดาต่อไป เวลาที่หายใจแบบเป็นธรรมดาๆ สัมผัสนั้นมันอาจจะแผ่วเบาหรืออาจจะแทบจะไม่มีเลยก็ตาม แต่ก็ให้จิตของเรามาจดจ่อไว้ ณ ที่ตำแหน่งเดิม คือตำแหน่งที่เรารับรู้ถึงลมมาก่อนนั้น แล้วก็หายใจอย่างเป็นธรรมชาติธรรมดา ไม่ต้องบังคับต่อไป

 

 

บางคนอาจจะนึกถึงคำว่า “พุทโธ” ไปในการตั้งสติขึ้น

 

ลักษณะการที่ทำงานเหมือนช่างกลึงที่เอาจิตมาจดจ่ออยู่ ณ ที่เดียว ไม่ได้ต้องตามลมที่หายใจเข้าหายใจออก ก็เป็นลักษณะเดียวกันเหมือนกัน เวลาที่เราไปรับรู้การคิดนึกอย่างอื่นๆ ต่างๆ ใดๆ บางคนอาจจะนึกถึงพุทโธ ใช้คำว่า “พุทโธ” ไปในการตั้งสติขึ้น บางคนอาจจะมีคำอื่นๆ หลวงปู่มั่นก็เคยสอนคำว่า “เย-พุท-โช-กะ-ปิชู-โร” พระพุทธเจ้าเองท่านก็เคยสอนภิกษุรูปหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ของท่านพระสารีบุตร เป็นช่างทองมาก่อนหลายร้อยชาติ ก็ให้นึกถึงคำว่า “โล-หิ-ตะ-กัง” คือ หมายถึงสีแดง หรือจะเป็นคำอื่นๆ ใดๆ ก็ตาม ให้เราระลึกนึกถึงอยู่ที่ตำแหน่งเดียว เอาซักจุดใดจุดหนึ่ง บางคนก็สอนถึงท่ามกลางอกบ้าง ที่ตรงโพรงจมูกบ้าง หรือไว้ที่ท้องบ้าง แล้วแต่จุดไหนก็ได้ เอาสักจุดหนึ่ง ไม่ต้องตามลมหายใจ หรืออารมณ์ใดๆ ที่เกิดมาจากความคิดนึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่ต้องตามมันไป

 

 

ไม่ตามความคิด..อย่าไปเอาใจไปจดจ่อไว้ในสิ่งนั้น

 

แล้วในขณะที่เรามาตั้งสติ ตอนนี้ใช้คำว่า ตั้งสติแล้วนะ ระลึกถึงลมหายใจในลักษณะนี้อยู่ ถ้ามีความคิดนึกอื่นๆ ใดๆ ผ่านมา อาจจะเป็นเรื่องว่า วันนี้ต้องไปทำไอ้นี้ โอ้วลืมไปเลยนะเนี่ย หรือว่าปัญหาที่เคยเกิดขึ้น โอ๊ะมันต้องมีวิธีแก้แบบนี้ หรือความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามีคู่ครอง เรื่องลูกเรื่องญาติอะไรต่างๆ ผ่านมาเนี่ยนะ จะมีความคิดนึกใดๆ ผ่านมา เราไม่ต้องไปบังคับความคิดนั้นเหมือนกัน แล้วเราก็ไม่ต้องไปตามความคิดนั้นด้วย ทำไงถึงจะไม่ตามความคิดหนึ่งอย่างใดที่มันผ่านมาได้ วิธีการคืออย่าไปเอาใจไปจดจ่อไว้ในสิ่งนั้น ไม่อยากมอง..ไม่อยากดู ก็หลับตาสิ มันไปทางอื่น มันก็ไม่เห็นแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบเหมือนกับว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมันอยู่ข้างหน้าเรา เราไม่อยากมอง เราก็หันไปทางอื่นสิ หรือเราไม่อยากดู เราก็หลับตาสิ หลับตาหรือว่าหันไปทางอื่น มันก็ไม่เห็นแล้ว เหมือนกัน ความคิดนึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ตอนนี้เราจะไม่คิดมันเนี่ย เราจะไม่ได้ไปตามมันเนี่ย ก็อย่าเอาจิตใจไปใส่ในความคิดนั้น มันมามันก็มาตามเหตุปัจจัย บางทีมันมีระบบสัมผัสในสมอง มีปฏิบัติกิริยาเชื่อมต่อด้วยกระแสไฟฟ้า เป็นคลื่นความถี่อย่างใดๆ บางทีมันเกิดเป็นความคิดขึ้นมา เป็นความจำขึ้นมา มีเหตุปัจจัยของการมีอยู่ มันก็คงอยู่ต่อไป แต่เหตุปัจจัยของมันดับไป มันก็ดับไปเหมือนกัน

 

 

เราจะทำอย่างไรกับความคิดต่างๆ

 

อ้าวแล้วเราจะทำอย่างไรกับความคิดต่างๆ เหล่านี้ ไม่ต้องทำอะไรเลยท่านผู้ฟัง มันมามันก็มา มันไปมันก็ไป มันอยู่มันก็อยู่ของมัน อ้าวแล้วเราจะต้องทำยังไง เราก็มาตั้งสติไว้อยู่กับลมหายใจเหมือนเดิม มาตั้งสติไว้อยู่ ณ ที่ตำแหน่งเดิม ให้เอาใจจดจ่ออยู่ตรงนี้ คำว่าเอาใจจดจ่อ ไม่ใช่ถึงขนาดว่า บังคับอย่างที่ว่าไป แต่ก็ไม่ใช่ว่า ปลดปล่อยให้จิตใจนั้นไปตามความคิดนึกต่างๆ ที่มันผ่านมาไปเลย คือ ไม่ได้ปล่อยปละละเลยไป ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ว่า บังคับขู่เข็นต้องเอาต้องให้ได้

 

 

จดจ่อ..ไม่ใช่บังคับ ไม่ใช่ย่อหย่อน

 

พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบถึงการทำความเพียรในลักษณะที่แบบย่อหย่อนเกินไป ก็เปรียบเหมือนกับที่เราจับนกกระจาบสองมือ ถ้าจับแล้วเกิดหลวมมือเกินไป นกนั้นมันก็บินหนีไปได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าจับแน่นเกินไป บีบมันแน่นเกินไปเนี่ย นกนั้นก็ตายได้เหมือนกันนะ เหมือนกันเวลาที่เราตั้งสติขึ้นจากการที่เรามากำหนดรู้ลมหายใจ

ถ้าเรากำหนดความเพียรตั้งความเพียรของเราเอาไว้เนี่ยนะ การที่เราตั้งสติขึ้นไว้ คือคุณมีความเพียรแล้ว ถ้าเรากำหนดแบบว่าหละหลวมเกินไป ย่อหย่อนเกินไป บางทีมันเผลอสติได้ ไปตามความคิดนึกนั้น อ้าวเผลอไปแล้วลืมไปแล้ว พลาดไป หรือถ้าเรากำหนดแบบเพ่งจดจ่อเกินไปเนี่ย บังคับเลย ขู่เข็ญเอาเลย บางทีมันก็จะปวดระหว่างคิ้วได้ ปวดศีรษะบ้าง เกร็งไปตามร่างกายบ้าง เออแทนที่ปฏิบัติสมาธิ จะได้ความสงบ แต่ว่าไปบังคับเอา มันก็เป็นการฝืนอีก บางทีเป็นประสาทไปก็มีนะท่านผู้ฟัง

 

 

พอดีๆ..ควบคุมอยู่พอประมาณ เป็นไปตามธรรมชาติของมันๆ

 

เพราะฉะนั้นเราทำยังไง ก็พอดีๆ คำว่า “พอดีๆ” นั้น คือไม่ใช่ปล่อยไปเลย ปล่อยตามความคิด ไม่ใช่ คำว่า พอดีๆ นั้น จะต้องเป็นลักษณะที่มีการควบคุมอยู่พอประมาณ คือ ไม่ใช่ไม่ควบคุมเลยนะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าควบคุมหนักแน่นจนเหมือนกับบังคับเอา แต่ว่าต้องมีการควบคุมอยู่พอประมาณ การควบคุมอยู่พอประมาณนั่นคือ สัมมาวายามะ คือ สัมมาสติที่ต้องมาด้วยกัน เพื่อให้องค์ประกอบต่างๆ ความคิด สัมมาสังกัปปะ ความดำริอะไรต่างๆ เนี่ยมันรวมกัน เข้ากันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน การที่ถ้ามันเข้ากันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั่นนะ สมาธิจะเกิด เราจะให้สมาธิเกิดได้ ก็ตั้งสติของเราขึ้นไว้ ตั้งความเพียรของเราขึ้นไว้ ในการที่จะมาระลึกถึงลมหายใจอยู่ ณ ที่ตำแหน่งเดียว ไม่ต้องบังคับ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องบังคับลมให้เร็วหรือช้า แรงหรือค่อยอย่างใดๆ แต่ให้เป็นไปตามธรรมชาติของมัน ไม่ต้องเกร็งไหล่ เกร็งคอ เกร็งหลัง แต่ให้ปล่อยไหล่ คอ หลังนั้นอย่างเป็นธรรมชาติสบายๆ

 

 

อานาปานสติ

 

ถ้านอนอยู่นะ ลุกนั่งเถอะท่านผู้ฟัง ลุกนั่งให้มีคอตรงหลังตรง การที่เรานั่งคอตรง หลังตรง ถ้าสามารถทำได้นะ ลุกนั่งเลย อันนี้จะมีผลดีกับการทำสมาธิในระยะยาว คือ ไม่ใช่งอคอพับลงไป หรือว่ายังขี้เกียจนอนอยู่ ไม่ลุกซักที ก็ลุกได้แล้ว ตั้งตัวตรงขึ้นมา ดำรงสติ ตั้งสติเอาไว้ ระลึกถึงลมหายใจอยู่อย่างนี้ เราทำไปท่านผู้ฟัง พระพุทธเจ้าตรัสไว้บอกว่า ถ้าเราคิดนึกตริตรึกในเรื่องใดๆ มาก จิตของเราจะน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ ถ้าเรามาคิดนึกตริตรึกอยู่กับลมหายใจ แล้วลมหายใจมันคืออะไร อานาปาน คือ ลมหายใจเข้าลมหายใจออก อ้าวเป็นเครื่องมือให้ตั้งสติได้ สติก็จะมีกำลังมากขึ้นมา

 

 

อนุสติ 10

 

เราระลึกถึงเรื่องอะไรอื่นอีกได้บ้าง พระพุทธเจ้าก็ได้ ตรงใดตรงหนึ่งในเรื่องราวความดี ความงาม คุณธรรมของท่านอย่างใดๆ อันนี้ก็ทำให้ตั้งสติขึ้นได้ บางคนอาจจะมีการพิจารณาใคร่ครวญไปในกาย กายเป็นของเน่าเปื่อยอย่างนี้ๆ เป็นของไม่สวยงามอย่างนี้ๆ ตั้งแต่ปลายผมมาจนถึงพื้นเท้า ประกอบด้วยของไม่สะอาดอย่างต่างๆ มีตับ มีเลือด มีน้ำเหลือง หนอง ของเน่า ของเหม็นอยู่ในกายนี้หมด หรือว่าจะระลึกนึกถึงความตาย โอย! เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก บางทีแก่ก็ตาย หนุ่มก็ตาย สาวก็ตาย ตายด้วยโรคบ้าง ตายด้วยอุบัติเหตุบ้าง ตายด้วยคนทำร้ายบ้าง ตายด้วยภัยธรรมชาติบ้าง โอ้! จิปาถะหลายอย่าง ความตายมีมาก เอ! ความดีเรามีหรือยัง

 

 

สติคือเสาเขื่อนเสาหลัก

 

เราพิจารณาคิดนึก เอาความคิด เอาจุดใดจุดหนึ่งที่ถ้าเราตั้งแล้วท่านผู้ฟัง ตริตรึกคิดนึกมาเรื่องนี้ ลมหายใจเนี่ยอยู่เป็นประจำๆ อยู่เรื่อยๆ ต่อเนื่อง จะทำให้สติของเราตั้งขึ้น มีกำลังขึ้นได้ พอสติของเรามีกำลัง พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับเสาเขื่อนเสาหลัก สตินี่คือเสาเขื่อนเสาหลักนะ ที่เอาไว้สำหรับผูกสัตว์ที่มันมีความป่าเถื่อน ยังมีพยศมีความไม่เชื่องอยู่ เช่น ช้างป่าหรือม้าป่า หรือสัตว์อื่นๆ ใดๆ ที่เขาผูกไว้ เพื่อที่จะไม่ให้มันหนีกลับไปที่อยู่ที่กินของมัน เสาที่มีความมั่นคงจะผูกไว้ได้ มันจะหนีไปไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นนั้นคือว่า หูของเราที่มันพยายามจะต้องไปรับรู้เสียง หรือจมูกที่มันจะต้องไปพยายามรับรู้กลิ่น ช่องทางใจที่มันจะมีความคิดนึกอื่นๆ อย่างใดๆ เกิดขึ้น มันจะมีความสงบลง สงบลงในที่นี้เพราะว่าด้วยอำนาจของเสาที่ผูกมันอยู่ พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับการเอาลิง เอานก เอาจระเข้ เอาสัตว์พวกนี้มาผูกไว้กับเสา คือมันก็จะต้องหนีกลับไปที่อยู่ของมันใช่ไหมหล่ะ ทีนี้พอมันหนีไปไม่ได้ เพราะว่า เสามันมั่นคง เชือกมันแข็งแรง ดึ๊งดึงๆๆ ยังไงมันก็ไม่ไป สุดท้ายมันก็เหนื่อย พอเหนื่อยแล้ว ก็ต้องมายืนเจ่า นั่งเจ่า นอนเจ่า อยู่ข้างเสาเขื่อนเสาหลักนี่แหละ เหมือนกันเวลาเราตั้งสติขึ้น สตินี่คือเสานะ เราท้ำทำจนกระทั่งสติของเรามีกำลังแล้วนี่ ผัสสะต่างๆ มันจะเบาลง มันจะระงับลง ทำให้มีการปรุงแต่งของจิต เนี่ยระงับ การปรุงแต่งของจิตกับความคิดนึกนี่แหละท่านผู้ฟัง ความคิดนึก การรับรู้สิ่งภายนอก เสียงบ้าง ภาพบ้าง ก็จะเบาลง ระงับลง อย่างน้อยเสียงบางทีมันก็ยังมีอยู่ เสียงคนข้างบ้าน เสียงเขาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ กลิ่นอาหารอะไรต่างๆ แต่ถ้าเรามีสติไว้อย่างดีท่านผู้ฟัง สิ่งต่างๆ เหล่านั้น มันจะมาเข้าสู่ช่องทางคือใจของเราไม่ได้ เพราะว่าเรามีสติตั้งเอาไว้ เหมือนยามที่เขาเฝ้าอยู่ที่ประตูนี่แหละ พอมีคนจะผ่านมา อ้าวคนนี้มีบัตร ให้เข้าได้ คนนี้ไม่มีบัตร ไม่มีธุระ ก็ไม่ให้เข้า เสียงบางอย่างบางทีเราก็เลือกฟังเอาท่านผู้ฟัง เสียงที่มันจะมากวนเราก็ไม่ฟังไม่เอา ความคิดนึกที่มันจะไม่ดี เราก็ทิ้งมันไป เสียงอันไหนที่มันจะมีประโยชน์ ความคิดนึกอันไหนที่มันจะดี เราก็รับรู้เอาใคร่ครวญเอา แยกแยะกันไปได้

 

 

สติที่ตั้งขึ้นทำให้การปรุงแต่งทางกายระงับลง การปรุงแต่งทางจิตระงับลง

 

สติที่มีขึ้น ตั้งขึ้น ทำให้การปรุงแต่งในทางจิตนั้นระงับลง การปรุงแต่งทางจิตระงับ ก็มีการปรุงแต่งทางกายก็ระงับไปด้วย กายบางทีก็จะมีการเคลื่อนไหวที่ลดน้อยลง มีความนิ่งมากขึ้น พอเรามีการปรุงแต่งทางกายด้วย มีการปรุงแต่งทางจิตด้วย ระงับลงๆๆ จิตของเราก็จะเริ่มค่อยเป็นอารมณ์อันเดียว คำว่าเป็นอารมณ์อันเดียวนั้นท่านผู้ฟัง มันมีความสุขที่เกิดจากในภายใน แน่นอนว่า มันไม่เหมือนกับความสุขที่เราไปกิน ไปดื่ม ไปเที่ยว ไปเล่น อันนั้นคือในทางภายนอก เยี้ยวๆ ดนตรีนั่นนี่โน่น นั่นก็เป็นความสุขแบบหนึ่ง เป็นทางภายนอก

 

 

ความสุขในภายใน

 

วันนี้ ณ วินาทีนี้ เรามาหาความสุขในภายใน ความสุขในภายในที่เกิดจากการที่เราตั้งสติขึ้น มีการปรุงแต่งทางกายทางจิตระงับลง จิตเริ่มเป็นอารมณ์อันเดียว อาจจะมีปีติอาจจะไม่มีปีติ อาจจะมีสุขหรือไม่ก็ตาม หรือว่าเป็นอุเบกขาล้วนๆ มันดีทั้งนั้น ดีอยู่ในภายใน เราต้องทำความเข้าใจท่านผู้ฟังว่า เรานั่งสมาธิเนี่ยนะพูดก็พูดเถอะ ไม่ได้จะเอาความสงบตรงนี้ ความสงบไม่ใช่จุดประสงค์ของการทำสมาธิ ไม่ได้ว่าจะให้เกิดสุข เพราะบางทีไม่ได้ก็จะเครียด โอ้ว! วันนี้ชั้นนั่งไม่ได้เลย เอ! เมื่อวานยังนั่งได้ ทำไมวันนี้เป็นอย่างนี้ เราไม่ได้จะเอาความสุขนะท่านผู้ฟัง พูดกันตรงๆ

 

 

เราเอาความจริง เราไม่ได้จะเอาความสุข

 

เราทำสมาธิ ตั้งสติขึ้นเนี่ย คือ ความสุขอาจจะเป็นทางผ่าน ผ่านไปถึงอะไร ผ่านไปให้เห็นตามความเป็นจริง เราเอาความจริง เราไม่ได้จะเอาความสุข เพราะความสุขบางทีมันไม่จริง อาจจะเป็นทางผ่านหน่ะ ความสุขความทุกข์นี่แหละเป็นทางผ่าน ผ่านให้เราเห็นความจริงในความสุขนั้นด้วย ในทุกข์นั้นด้วย เราทำยังไงถึงจะเห็นความจริงในผัสสะต่างๆ ที่เราตั้งอยู่ คือ เราจะไม่เห็นความจริงได้ ถ้าเผื่อว่าเรายังมีความพอใจยินดีในสิ่ง ในอารมณ์ ในความคิดนึกอันเป็นที่ตั้งแห่งความพอใจ เราก็จะเห็นแต่ความดี ความสวย ความงาม ความเหมาะสมของมันอยู่อย่างเดียว นั่นคือมีแต่ความพอใจใช่ไหม หรือสิ่งไหนที่ทำให้เราไม่น่าพอใจ ไม่ชอบ มีความขัดเคืองมันมากระทบเนี่ย เราก็ไม่พอใจในมันขัดเคืองในมัน ก็จะเห็นแต่ข้อร้าย ข้อไม่ดี ข้อเสียของมันอยู่หมด นี่ก็มีอคติ

 

 

อคติลำเอียงเพราะรัก เพราะโกรธ เพราะหลง เพราะกลัว..คือ ไม่ได้เห็นสัจจะ

 

ถ้าเรายังมีความลำเอียง มีความอคติไม่ว่าจะลำเอียงเพราะรัก เพราะโกรธ หรือเพราะหลง หรือเพราะกลัวก็ตาม มันก็จะยังเงี่ย ไม่เห็นตามความเป็นจริง เห็นแต่ด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ไม่ว่าจะด้านดีหรือด้านเสีย พอไม่เห็นตามความเป็นจริงอย่างนี้ ไม่เห็นสัจจะ ก็จะมีความสุขไปตามสิ่งที่ชอบใจ มีความทุกข์ไปตามสิ่งที่ไม่น่าชอบใจ ก็ขึ้นๆ ลงๆ นั่นแหละ ไปตามกระแสของโลก วันนี้นั่งสมาธิได้ โอ! สุขใจจัง อีกวันหนึ่งนั่งสมาธิไม่ได้ โอ้! ทุกข์ใจจัง ทำไมเป็นแบบนี้ โอ้ว! อย่างนี้ก็ไม่ต่างกับอยู่บ้านนะท่านผู้ฟัง กินอาหารอร่อยก็สุขดี แต่พอดูว่าที่ซื้อมา ใส่ในอาหารมันมีแมลงสาบอยู่ด้วย อ้าวก็ทุกข์ไปอีกแบบหนึ่ง สุขทุกข์มันปนมาในชามเดียวกัน คือ ไม่ได้เห็นสัจจะ คือ อย่างไรก็ตามก็ยังดีหน่ะที่ว่า มาหาความสุขในภายใน ยังดีกว่าเสพความสุขในทางกามใช่ไหมหล่ะ ก็ดีขึ้นในระดับหนึ่ง แต่ว่าเรานั่งสมาธิ ไม่ได้จะเอาความสุขที่เกิดจากในภายในนี้ มันเป็นทางผ่านเฉยๆ ให้เราเห็นเอาความจริง

 

 

ความจริงอยู่ที่ตรงไหน

 

ความจริงอยู่ที่ตรงไหน ความจริงอยู่ที่ตรงที่ทั้งความสุขด้วยนั้น ความจริงก็อยู่ตรงที่ทั้งความทุกข์ด้วยนั้น เราจะให้เห็นความจริงได้จากสติที่ตั้งขึ้น สติที่ตั้งขึ้นเกิดเป็นสมาธิแล้ว บางทีมันมีผลพลอยได้ เขาเรียกว่า by product เนี่ย ของความสุขเกิดขึ้น พระพุทธเจ้าจึงบอกไงท่านผู้ฟังว่า คุณจะมาให้เห็นความจริง คุณจะมาให้เห็นความรู้แจ้งเนี่ยนะ ต่อให้เขาแทงคุณด้วยหอกร้อยเล่ม ทุกวันเช้ากลางวันเย็น คือ วันละสามร้อยครั้ง เป็นเวลาร้อยปี เพื่อที่ให้แลกว่า คุณจะต้องรู้อริยสัจให้ได้เนี่ยนะ พอจบหมดร้อยปีวันละสามร้อยครั้งเนี่ย ฟันธงให้ได้คุณรู้แน่นอน ให้เอาเลย ให้ตอบตกลงเขาเลย เขา confirm ให้ขนาดนี้ เป็นอุปมาอุปมัยที่บ่งบอกถึงว่า มันต้องรีบมันต้องด่วน มันต้องรีบตกลงเอา แต่ไม่ได้หมายความว่า การที่จะมารู้อริยสัจ มันต้องมีความทุกข์ มีความโทมนัส ไม่ใช่ แต่ประกอบด้วยสุขทีเดียว

 

 

ความสุขความทุกข์เป็น by product

 

ในระหว่างทางที่เราจะมารู้ความจริงเนี่ย ในเรื่องอริยสัจ 4 ผ่านทางกระบวนการที่เราตั้งสติขึ้น ประกอบด้วยสุขโสมนัสจริงๆ จากสมาธิที่เราได้ ลึกก็ตามตื้นก็ตาม นุ่มนวลหยาบบ้าง มากบ้างน้อยบ้าง อันนี้ก็ธรรมดา ตามกำลังของสติของสมาธิที่เรามี ไม่ได้จะเป็นไปด้วยกับความทุกข์ที่ต้องมานั่งทนลำบาก ไม่ใช่ แต่ว่าในจิตใจมีความสุขอยู่ จะเห็นได้ผ่านมาทางนี้ได้ เราไม่ได้จะเอาความสุขนั้นอย่างที่ว่า แต่เป็น by product เป็นสิ่งที่มันมาด้วยกัน อาจจะเกิดขึ้น หรือบางทีอาจจะไม่เกิดไม่เป็นไร แต่ว่าต้องเห็นความจริงในสุขนั้นในทุกข์นั้น ในผัสสะที่มากระทบนั้น จะเห็นความจริงได้ ต้องไม่ยินดียินร้ายในสิ่งนั้น จะไม่ยินดียินร้ายในสิ่งที่มากระทบต่างๆ ได้ ต้องตั้งสติขึ้น ตั้งสติขึ้นได้ ก็ด้วยลมหายใจของเราที่ตั้งเอาไว้ ทำครั้งแรกท่านผู้ฟัง บางทีมันก็หลุด เหมือนเด็กฝึกขับจักรยาน ขี่ขึ้นคร่อมครั้งแรก บางทีมันก็ล้ม แรงไปยังไม่พอ momentum ยังไม่ได้ talk ยังไม่ถึง มันก็ทรงตัวไม่ได้ ปรับมุมองศาแรงไม่ถูก มันก็ล้ม ทำความเร็วน้อยไปมากไปบ้าง มันก็ต้องมีการปรับการทำ

 

 

สงบแล้วยังไงต่อ จะต่อกันได้ต้อง “วาง” วางความยึดถือในขันธ์ 5 มันจะได้ไม่ต้องต่อ

 

ในทางจิตใจของเรา เรากำหนดสติ ตั้งสติขึ้น ให้มาพิจารณาเห็นตามความจริง ว่าสุขก็มีทุกข์ก็มี เห็นตามความจริงในทั้งความสุขความทุกข์แล้วยังไงต่อ หลายคนก็จะคิดแบบนี้แหละ เออชั้นมาถึงจุดที่ทำให้สงบแล้วยังไงต่อ อยู่ต่อไปหรือว่าต้องคิด อ้าวแล้วคิดแล้วยังไงต่อเนี่ย มันก็มีที่ให้ต่อนะ คือถ้าจะต่อกันได้ ต่อกันได้ก็คือว่า “ต้องวาง” วางแล้วมันจะต่อไม่ได้ไง วางอะไร วางความยึดถือ ความยึดถือในอะไร ยึดถือในขันธ์ 5 อ้าว! ความยึดถือในขันธ์ 5 อยู่ตรงไหน อยู่ตรงขันธ์ 5 นั่นแหละ เราจะวางความยึดถือในขันธ์ 5 ที่มันติดอยู่กับขันธ์ 5 นั้นได้ เราก็ต้องเห็นความจริงในขันธ์ 5 จะเห็นความจริงในขันธ์ 5 อย่างที่ว่าเนี่ยแหละท่านผู้ฟัง ตั้งสติขึ้น ขันธ์ 5 บางทีมันก็ให้เกิดสุขเวทนา ขันธ์ 5 บางทีมันก็ให้เกิดทุกขเวทนา เวทนาก็เป็นหนึ่งในขันธ์ 5 อ้าว! พอเราเห็นความจริงในขันธ์ 5 เราต้องวางนะท่านผู้ฟัง มันจะได้ไม่ต้องต่อ ไม่ต้องมาคิดว่าต้องทำอะไรต่อ เพราะว่าถ้าวางแล้วมันก็ไม่มีอะไรจะต่อ วางเลย วางความยึดถือในจุดนั้น จะทำให้เราถึงที่สุดจบของการปฏิบัติได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง