เกาะเพื่อปล่อยและพร้อมที่จะพัฒนาต่อไป

HIGHLIGHTS:

  • ลักษณะความแตกต่างระหว่างการจับการเกาะ และ การยึด, เวลายึด (อุปาทาน) นั้นเอามาเป็นของเรา แต่การจับการเกาะ นั่นคือ เอาเป็น ที่พึ่ง (สรณะ) เพื่อพร้อมที่จะปล่อย เพื่อพร้อมที่จะพัฒนาต่อไป
  • ทุกข์ในสังสารวัฏ...ทางออกจริง ๆ จะต้องว่ายทวนกระแสของกิเลสตัณหา บางทีมันก็ไม่ได้สุข ไม่ได้สบาย ณ ตอนนั้น ซึ่งพอทวนกระแสแล้วอาจจะมีทุกขเวทนาเกิดขึ้นบ้าง แต่ว่ามันคุ้มในการที่เราจะหลุดออก พ้นออกจากเครื่องร้อยรัด เครื่องผูก เครื่องกางกั้นต่าง ๆ (สังโยชน์) ที่จะผูกให้เราต้องไปทุกข์อีกกาลนานแสนนาน
  • คนที่ไม่เกาะ ไม่ยึด มันเบา เบาไม่ใช่เบาภายนอก แต่มันเบาอยู่ในใจ
  • คนที่เกาะนั้นมีความยืดหยุ่นพร้อมที่จะปล่อย ทำความยืดหยุ่นนั้นให้มันมีในทางกาย ทางวาจา ทางใจ ซึมซาบไปทั้ง 3 ช่องทาง ปฏิบัติให้ดี ปฏิบัตืให้ชอบ
  • เน้นย้ำว่า ในแต่ละคำศัพท์ ไม่ว่าจะแบบใดก็ตาม เช่น อย่างที่ยกขึ้นมาในที่นี่ (เกาะ/ยึด) อาจจะมีรายละเอียดที่คล้ายกัน แต่ว่ามีความแตกต่างกันอยู่มาก ดังนั้นเราจึงต้องคม ต้องรัดกุม รอบคอบ มีความไม่หละหลวมในการใช้ในการใคร่ครวญ ในการกำหนดบทพยัญชนะ จะทำการปฏิบัติขอวเราให้มีความก้าวหน้า เจริญรุ่งเรืองได้

บทคัดย่อ

 

“...พวกเธอจง มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด ฯ

อย่างไรเล่า จึงจะชื่อว่า มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือจงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ เป็นผู้มีเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลก อย่างนี้แล

อานนท์ ภิกษุจึงจะชื่อว่า มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งคือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ดูกรอานนท์

ผู้ใดผู้หนึ่งในบัดนี้ก็ดี โดยที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง มิใช่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุของเราที่เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาจักปรากฏอยู่ในความเป็นยอดยิ่ง ฯ”

มหาปรินิพพานสูตร

 

การเกาะไม่เหมือนกับการยึด ต่างกันตรงที่ว่า เวลายึด นี่เอามาเป็นของเรา แต่เวลาเกาะ ๆ พร้อมที่จะปล่อย เพื่อที่จะก้าวหน้าต่อไป

“สรณะ” คือ การเกาะเอาไว้เป็นที่พึ่งต้องทำให้มาก ถ้าไม่มีต้องทำให้มี ถ้ามีอยู่แล้วต้องพัฒนาให้มีมากจนมั่นคงเป็นที่พึ่งได้

“...ลักษณะของสรณะหรือว่าเกาะ อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นที่ว่า เกาะนี้เพื่อพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ทำสิ่งอื่น ๆ ใหม่ ๆ ที่มันดีงามให้เกิดขึ้น เอาตรงนี้เป็นหลักไว้ก่อน แล้วก็พัฒนาสิ่งที่ดีให้มันมีมากขึ้น นั่นคือ ปล่อย เพื่อไปเอาสิ่งที่ดีกว่า เป็นหลักได้กว่า นี่แหละคือ ลักษณะของการเกาะ คือ เกาะเพื่อพร้อมที่จะปล่อย ไม่ใช่ว่าเกาะนี้จะเอามาเป็นของตัวเอง แต่เกาะนี้พร้อมที่จะปล่อยในการที่จะไปสู่ที่ ๆ มันดีกว่า...ที่ว่าดี ๆ นั้นดีตามความที่บัณฑิตผู้รู้ท่านกล่าวเอาไว้ นั่นคือ สังโฆ คือหมู่ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ, บุคคลที่มีความสามารถระดับสัมมาสัมพุทโธ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จำแนกแจกธรรม นั่นคือ พุทโธ หรือว่า ความรู้ความเรียนของท่าน ที่ถึงแม้ตัวท่านจะไม่อยู่แล้ว แต่ว่ายังมีสิ่งที่เป็นคำสอนบอกเอาไว้ ประกาศไว้อย่างดีด้วยทั้งบทพยัญชนะและความหมาย ทั้งตั้งแต่เบื้องต้น ท่ามกลาง ที่สุด สามารถปฏิบัติได้ให้ผลจริง นั่นคือ ธัมโม

ก็คือ ให้เกาะตามที่ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ปฏิบัติไว้ ทำเอาไว้ เกาะตามนี้ เอาตรงนี้แหละ ไม่ใช่ยึด แต่เอาเป็นที่พึ่ง เอาเป็นหลักไว้ในการที่จะพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ให้มันดีงามติดต่อตามกันไป

“ติดต่อตามกันไป” นี้ ไม่ใช่ยึดพืดเป็นเครือข่ายอย่างกับตัณหา ซึ่งมันทำงานคล้าย ๆ กัน เป็นสิ่งที่จะพาไปสู่ที่ไม่ดีก็เป็นทางเหมือนกัน เป็นสิ่งที่จะพาไปสู่ที่ดีก็เป็นทางเหมือนกัน คือ เป็นทางเป็นมรรคเหมือนกัน แต่มันไปคนละทางกัน มันจึงดูคล้าย ๆ กัน...เพียงแต่ว่ามันจะซ้ายหรือจะขวา ถ้าไปทางซ้าย ทางมันผิด เป็นทางเหมือนกัน หลักการทำงานคล้าย ๆ กันเลย เป็นเครือข่ายเหมือนกัน จะเกาะหรือจะยึด เป็นเครือข่ายเหนียวมืดดำ ดูไปแล้วมันมืดลง ๆ อันนี้เป็น มิจฉามรรค เป็นทางต่ำ เป็นทางซ้าย เป็นทางเบื้องล่าง อาจจะทำให้เราเกิดสุข เราเห็นว่าดี แต่นั่นเป็นกับดัก เป็นเหยื่อล่อ เนื้อล่อตัวผู้ เนื้อล่อตัวเมีย ที่มารมันวางเอาไว้

ทุกข์ในสังสารวัฎนี้...แต่ทางออกจริง ๆ ต้องว่ายทวนกระแสของตัณหา ทวนกระแสของกิเลส ทวนกระแสของมาร แน่นอนว่า บางทีมันก็ไม่ได้สุข ไม่ได้สบาย ณ ตอนนั้น ต้องใส่ทั้งกำลังเรี่ยวแรง ถูกว่า ถูกด่า อาจจะมีทุกข์บางในเบื้องต้นอันนี้ธรรมดา เพราะว่าถ้ามาทางขวา บางมีมันต้องทวนกระแสบ้าง ซึ่งพอทวนกระแสแล้วอาจจะมีทุกขเวทนาเกิดขึ้นบ้าง แต่ว่ามันคุ้มกัน ๆ ในการที่เราจะหลุดออก พ้นออก ๆ จากเครื่องร้อยรัด เครื่องผูก (สังโยชน์)นิวรณ์ เครื่องกางกั้นต่าง ๆ ตัณหาอวิชชา ที่จะผูกรึงรัดให้เราต้องไปทุกข์อีกกาลนานแสนนาน ทุกข์ตอนนี้แป๊บเดียว แต่ว่าสุขอีกกาลนานแสนนาน คุ้มกว่ากัน คิดดูให้ดี ๆ สุขตอนนี้แป๊บเดียว แต่ต้องไปทุกข์เยอะแยะมากมายนับไม่ถ้วน

แต่ถ้าเราพ้นจากสิ่งนี้ได้ ความสุขที่สลับข้างกัน มันก็มากเท่านั้นเหมือนกัน มันคุ้มกว่ากัน คิดอย่างไรก็คุ้ม พิจารณาดูแล้วใคร่ครวญดูแล้ว ใช้เวลาของเราให้ดี ใช้สมองของเราให้ดี ใช้หูของเราให้ดี ใช้จิตของเราให้มันดีในการที่ฟัง ๆ เข้าไปให้มันเข้าถึงสู่ในใจ ใคร่ครวญดู พิจารณาโยนิโสมนสิการให้รอบคอบในบทพยัญชนะต่าง ๆ ก็ทำ ปฎิบัติให้ถูก ไล่มาตั้งแต่เรื่องของทางกาย เราจะปฏิบัติด้วนอำนาจของความยึดถือหรือปฏิบัติด้วยอำนาจของการเอามาเป็นที่เกาะที่พึ่ง

ถ้ายึดถือ บางทีทำความชั่วในนามของความดีก็ได้ แต่ถ้าเกาะให้มันงามในเบื้องต้น ในท่ามกลางที่สุด ก็จะทำความดีอยู่ร่ำไป

ทำความดีร่ำไปนี้เป็นความยึดรึป่าว เมื่อถ้าพิจารณาดูแล้วว่าไม่ใช่ ให้ทำเลย...ให้สบายใจ เพราะคนที่ไม่เกาะ ไม่ยึด มันเบา เบาไม่ใช่เบาภายนอก แต่มันเบาอยู่ในใจ ส่วนคนที่เกาะที่ยึดทำอะไรง่าย ๆ มันได้ได้ที่จะง่ายที่ทางกาย แต่มันจะหนักที่ทางใจ ทางกายเราตั้งให้ดีอยู่ในศีล ไม่ผิดศีล แต่ต้องมีความยืดหยุ่น คนที่เกาะไม่ใช่ว่าแข็งกระด้าง คนที่ยึดต่างหากที่บอกว่ามีความยืดหยุ่น แต่มันแข็งอยู่ในใจ

คนที่เกาะนั้นมีความยืดหยุ่นพร้อมที่จะปล่อย ทำความยืดหยุ่นนั้นให้มันมีในทางกาย ทางวาจา ทางใจ ซึมซาบไปทั้ง 3 ช่องทาง ปฏิบัติให้ดี ปฏิบัติให้ชอบ

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง