ธรรมะที่น่าชื่นชูใจ

  • ธรรมะที่ควรละก็มี ธรรมะที่ควรทำซ้ำๆ บ่อยๆ ก็มี เราแยกแยกว่าอันไหนควรละ อันไหนควรกระทำ และเมื่อปฏิบัติในธรรมะที่ควรกระทำมากๆ บุคคลนั้นก็จะมีจิตใจดี ใจเบาใจสบายขึ้น
  • สิ่งใดที่บัณฑิตกล่าวว่า “มี” พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่ามี สิ่งใดที่บัณฑิตกล่าวว่า “ไม่มี” พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าไม่มี
  • สัญญาเครื่องเนิ่นช้า คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราไปเกลือกกลั้วกับผัสสะ เวทนา สัญญาและการตริตรึก ทั้ง 4 อย่างนี้ถือเป็นสัญญาเครื่องเนิ่นช้า ทำให้จิตของเราถูกขังเอาไว้ด้วยอวิชชา
  • สัญญาเครื่องเนิ่นช้า ทำให้เกิดความยึดถือ ทำให้จิตเข้าไปเกลือกกลั้ว มีความเป็นตัวเป็นตน เห็นแต่ความเป็นตัวตนที่เข้าไปยึดถือ มองไม่เห็นความไม่เที่ยงในขันธ์ 5 และ ผัสสะทั้ง 6

 

ธรรมะที่ควรละนั้นมี ธรรมะที่ควรทำซ้ำๆ ย้ำๆ มากๆ นั้นก็มี เราจึงมาทำการแยกแยกว่าอันไหนควรละ อันไหนควรกระทำ คนที่จิตใจไม่ดีก็จะมีจิตใจดี ใจสบายขึ้นมาพระอานนท์ท่านเปรียบเทียบไว้ว่า เหมือนคนหิวน้ำมาตลอดวัน เมื่อเดินมาถึงสระน้ำมีน้ำใสได้ดื่มได้กิน เดินเหนื่อยแดดร้อนมาตลอดวันมีขนมหวานรสชาติดีเอามาให้กินก็จะมีความชื่นใจสบายใจ...นี่เป็นการเปรียบเทียบเรื่องราวของพระสูตรในสัปดาห์นี้ทีมีชื่อว่า “ขนมน้ำผึ้ง” ภาษาบาลีชื่อว่า มธุปิณฑิกสูตร แปลว่าขนมที่ทำจากน้ำผึ้ง มีน้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบ… เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าท่านขยายความเอาไว้ และท่านพระมหากัจจานะมาขยายความต่อ สุดท้ายแล้วท่านพระอานนท์ที่ได้ฟังทั้งหมดก็ได้ถามว่าธรรมปริยายนี้ชื่ออะไร พระพุทธเจ้าจึงตั้งชื่อ “ขนมน้ำผึ้ง” ขึ้นมาเนื่องมาจาก พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ...ขณะที่พระองค์ทรงหลีกเร้น…อยู่ที่ชายป่าใต้ต้นมะตูมหนุ่ม ทัณฑปาณิศากยะได้อยู่ในชายป่านี้เช่นกัน เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ใต้ต้นมะตูมหนุ่มก็เลยถามคำถามว่า “พระพุทธเจ้ามีปกติอย่างไร มีปกติกล่าวบอกอย่างพูดอย่างไร” พระพุทธเจ้าจึงตรัสตอบว่า “บุคคลมีปกติกล่าวอย่างไรจึงจะไม่โต้เถียงกันกับผู้ใดผู้หนึ่งในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะและพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ กล่าวไม่โต้เถียงอย่างนี้แล้วดำรงอยู่ในโลก และละสัญญาทั้งหลายจะไม่ครอบงำพราหมณ์ผู้อยู่ปราศจากกามทั้งหลายนั้น ผู้ไม่ลังเล ผู้ตัดความคะนองได้แล้ว ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ได้อย่างไร เรามีปกติกล่าวอย่างนั้น มีปกติบอกอย่างนั้น” แต่พอพระพุทธเจ้าตรัสตอบอย่างนี้แล้ว ทัณฑปาณิศากยะก็ส่ายศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าผากย่นเป็น 3 รอย ถือไม้เท้าหลีกไป เป็นลักษณะการกระทำที่ว่าเธอจะพูดก็พูดไป ฉันไม่เชื่ออะไรแล้วเดินจากไปโดยไม่ซักถามอะไร

หลังจากพระพุทธเจ้ากลับจากการหลีกเร้นแล้ว กลับสู่นิโครธารามก็ทรงมาเล่าให้เหล่าภิกษุฟัง … ว่าบุคคลกล่าวอย่างไรจะไม่โต้เถียงกับใคร จะไม่ถูกสัญญาอะไรที่จะมาครอบงำจิตใจอยู่ได้ ปราศจากกิเลสเป็นผู้ไม่ลังเลตัดความคะนองได้ … และทรงอธิบายขยายความให้เหล่าภิกษุฟัง… สัญญาเครื่องเนิ่นช้า ย่อมครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด ถ้าการที่บุคคลจะเพลิดเพลิน ยึดถือ กล้ำกลืน ไม่มีในเหตุนั้น อันนี้เทียวเป็นที่สุดแห่งราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งปฏิฆานุสัย เป็นที่สุดแห่งทิฏฐานุสัย เป็นที่สุดแห่งวิกิจฉานุสัย เป็นที่สุดแห่งมานานุสัย เป็นที่สุดแห่งภวราคานุสัย เป็นที่สุดแห่งอวิชชานุสัย เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับศาตรา การทะเลาะ การถือผิด การโต้เถียง การด่าว่า การส่อเสียดยุยง และการกล่าวเท็จ อกุศลธรรมอันลามกเหล่านี้ ย่อมดับไปโดยไม่เหลือ ในเพราะเหตุนั้น” จากนั้นก็เสด็จลุกจากอาสนะเข้าที่ประทับ…

กล่าวอย่างไรจะไม่โต้เถียงกับผู้ใดผู้หนึ่งในโลก หมายถึงอย่างไร… พระพุทธเจ้าเคยอธิบายไว้ว่าการกล่าวที่ไม่ขัดแย้งกับโลก แต่บางทีโลกกล่าวขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า คือสิ่งใดที่บัณฑิตเขาสมมุติว่าไม่มี พระพุทธเจ้าก็ทรงกล่าวว่าไม่มี สิ่งที่เขาสมมุติกันว่ามีพระพุทธเจ้าก็ทรงว่ามีเหมือนกัน...ที่บัณฑิตกล่าวไว้ว่าไม่มีคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เที่ยงแท้แน่นอนไม่มี พระพุทธเจ้าก็กล่าวว่าไม่มีเหมือนกัน ตรงนี้มีความเห็นเหมือนกันแล้วว่าสิ่งใดที่เป็นขันธ์ 5 ที่เที่ยงแท้แน่นอนนั้นไม่มีอย่างนี้คือเห็นตรงกัน ไม่เถียงกัน ส่วนที่ว่ามีแล้วเห็นตรงกันคือ สิ่งใดในโลกที่บัณฑิตสมมุติว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้นไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา บัณฑิตเขาบอกว่ามี… พระพุทธเจ้าก็กล่าวตรงกัน… โดยกล่าวเจาะจงมาที่ ขันธ์ 5 นี่คือความของคำว่าไม่โต้เถียงกัน

ส่วนที่ว่าดำรงอยู่ในโลกโดยไม่แปดเปื้อน คือการดำรงอยู่ในขันธ์ 5 โดยไม่แปดเปื้อน และพราหมณ์ที่อยู่โดยปราศจากกาม ตรงนี้หมายถึง “พระอรหันต์” โดยจำเพาะเจาะจงในกามกิเลส เป็นผู้ไม่ลังเล ตัดความคะนอง ไม่หวั่นไหวไปตามขันธ์ทั้ง 5 ปราศจากตัณหา ปราศจากความเป็นสภาวะ เป็นภพ นี่ของฉัน นั่นพวกเธอ … ความเป็นสภาวะเหล่านี้ไม่มี … นี่คือคำของพระพุทธเจ้าที่เป็นตัวแม่บท ส่วนที่เป็นการเนิ่นช้าก็ทรงอธิบายว่า อะไรที่พูดไปแล้วจะเป็นการยึดถือเพลิดเพลินให้เป็นอนุสัย เป็นราคะ เป็นปฏิฆะ เป็นทิฐิ เป็นความเคลือบแคลงเห็นแย้ง… จะไม่เข้าไปเพลิดเพลินตรงนี้จะตัดไปได้ละไปได้ จิตของคนที่เป็นแบบนี้ก็จะไม่โต้เถียงกับใคร … ส่วนคำว่า “สัญญาเครื่องเนิ่นช้า” เหล่าภิกษุไม่ได้กราบทูลถามพระพุทธเจ้าเพิ่มเติม ในขณะที่พระองค์กลับเข้าที่ประทับแล้วจึงได้เรียนถามกับท่านพระมหากัจจานะ

“สัญญาเครื่องเนิ่นช้า” … ที่พระมหากัจจานะได้ขยายความด้วยความเมตตาเหล่าภิกษุว่า … ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น ท่านอธิบายว่า… ผัสสะทั้งหลาย 6 ประการ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่เป็น “ช่องทาง” ของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ เข้ามาสู่จิตใจ เป็นวิญญาณการรับรู้ได้ 3 อย่างนี้รวมเรียกว่า “ผัสสะ” คือ มีอายตนะภายใน (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) อายตนะภายนอก (รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์) และวิญญาณ (ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) แต่ละอย่างใน 3 กลุ่มเรานี้มารวมกันเรียกว่า “ผัสสะ” ถ้ามาทางตา คือผัสสะทางตา … ธรรมารมณ์มาโดนกับมโนมีมโนวิญญาณเข้าไปรับรู้ก็เรียกว่าสัมผัสทางใจ … ถ้ามีผัสสะก็มีเวทนา 3 อย่างก็จะเกิดขึ้น มีความหมายรู้(สัญญา) ว่าสุข ทุกข์อย่างไร เมื่อมีสัญญาก็นำไปตริตรึก(วิตก) ทั้งหมดนี้คือ เครื่องเนิ่นช้าทำให้จิตของเราเข้าไปเกลือกกลั้วเหมือนคนถูกขังคุก เวลาก็หมดไป ช้าไป เสียเวลาไปไม่เกิดประโยชน์ คนที่ไปเพลินในเวทนา สัญญา ความคิดนี้ไปทั้งหมดนี้เป็นธรรมที่ให้เกิดความเนิ่นช้า ผัสสะ เวทนา สัญญา วิตก ทำให้เกิดความเนิ่นช้าได้หมด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคตและทั้งหมดนี้ทำให้เราเกิดความชอบใจพอใจได้หมด ทำให้เกิดราคะนุสัย ขัดเคืองใจไม่ชอบใจเป็นปฏิฆะนุสัย เกิดความเป็นทิฐิมานะเป็นตัวเป็นตน เกิดขึ้นครอบงำจิต จะทำให้เกิดความไม่รู้ว่าเที่ยงไม่เที่ยง เป็นอวิชชาในจิต จิตที่ถูกครอบงำด้วย ความอยากที่เป็นราคะ ความไม่พอใจความขัดเคือง ความเป็นตัวตนบ้าง ความไม่รู้บ้างก็ทำให้ติเตียนกัน แบ่งพวกกัน ด่าทอกัน ทำร้ายกัน เพราะความยึดถือที่เกิดในสัญญาเครื่องเนิ่นช้านี้ … เมื่อเราไม่มีความยึดถือในผัสสะทั้ง 6 เพราะความดับไปของอวิชชามีวิชชาเกิดขึ้น การพูดยุยง การทำร้ายกันก็จะไม่มี และท่านพระมหากัจจานะได้ให้เหล่าภิกษุได้ไปตรวจสอบกับพระพุทธเจ้าซึ่งพระพุทธเจ้าก็ยืนยันว่าที่พระมหากัจจานะอธิบายนั้นถูกต้องแล้ว...

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "มธุปิณฑิกสูตร และสมยสูตรที่ 2" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2561