วางตรงไหน บรรลุตรงนั้น

  • นั่งสมาธิแล้ว เห็นตัวเองนอนตายอยู่ในโลง มีความรู้สึกว่าน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง แบบนี้ถูกหรือไม่
  • ถ้าเราปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอจนรู้ว่า การเกิดเป็นเหตุให้เกิดทุกข์แล้ว จนไม่อยากจะเกิดอีก จะมีธรรมะข้อใดที่จะสามารถทำให้สิ้นทุกข์ในชาตินี้ บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

 

คำถามคุณยาย จ. อุดรธานี : นั่งสมาธิแล้ว เห็นตัวเองนอนตายอยู่ในโลง มีความรู้สึกว่าน่ารังเกียจ น่าขยะแขยง แบบนี้ถูกหรือไม่

 

คำตอบ : ความตายเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ตายมีมากกว่าคนที่เป็นอยู่ ประเด็นคือ ตายแบบไหน ถ้าตายแบบถูกวิธี คือ ไปดี แต่ถ้าแต่แบบไม่ถูกวิธี คือ ไปไม่ดี แต่ไม่ว่าจะตายแบบถูกวิธีหรือไม่ถูกวิธี ก็เป็นเรื่องธรรมดา

  • การตายแบบไม่ดี คือ การหลงใหลทำกาล กาลคือตาย แบบคลั่งเพ้อ งุนงง มีสติฟั่นเฟือน เพราะเป็นการตายไปในที่ไม่ดี
  • การตายแบบดี คือ ไม่หลงใหลทำกาล คือ สามารถที่จะระลึกถึงทานบ้าง ศีลบ้าง การภาวนาบ้าง ที่เราได้ทำไป จิตตั้งอยู่ตรงการทำทาน ก็จะไปในที่ที่มีการให้ทาน ไปในที่ที่จะมีการรักษาศีล มีมนุษย์ มีสวรรค์ เป็นต้น ส่วนเรื่องการภาวนาจะหลากหลาย

การที่เห็นตัวเองตายเป็นสิ่งที่ดี เป็นการภาวนา เป็นการพัฒนา ซึ่งเป็นเครื่องหมาย ที่เราไม่ควรจะเอาเป็นสาระ การเห็นตัวเองตายแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นการฝัน หรือนั่งสมาธิก็ตาม เป็นเพียงเครื่องหมายที่บ่งบอกถึง ความธรรมดา คือ ความจริงว่า ใครๆ ก็ตาย เราจะเอาความจริงตรงนี้ อย่าไปติดอยู่ที่เครื่องหมาย

 

เครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความธรรมดาอย่างหนึ่งที่เป็นความจริง คือ สัจจะ ความจริงอันประเสริฐ คือ อริยสัจในข้อความตายว่า ความตายเป็นธรรมดา เราเห็นความธรรมดาตรงนี้ นี่คือความพิเศษ เป็นปัญญา เราจะเอาปัญญาตรงนี้ เราจะเอาความจริงตรงนี้ที่ว่า ทุกคนก็ตาย เราก็ตาย คนอื่นก็ตาย คนตายมากกว่าคนเป็น เมื่อเห็นแล้ว ให้วางความยึดถือในกายนี้ เอาตรงนี้ เอาตรงวางความยึดถือในกาย การปฏิบัติของเราจะก้าวหน้าได้

 

 

คำถามคุณมุนี (อีเมล์/เว๊บไซต์) : ถ้าเราปฏิบัติธรรมอย่างสม่ำเสมอจนรู้ว่า การเกิดเป็นเหตุให้เกิดทุกข์แล้ว จนไม่อยากจะเกิดอีก จะมีธรรมะข้อใดที่จะสามารถทำให้สิ้นทุกข์ในชาตินี้ บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์

 

คำตอบ : ต้องวางไม่ใช่ยึดถือเอาไว้ วางความยึดถือในความรู้สึกที่ว่า ต้องบรรลุอยู่

..มันยึดตรงไหน มันยึดตรงที่อยาก ความอยากมีตรงไหน ความยึดมันก็อยู่ที่นั่นแหละ อยากอะไร ก็อยากบรรลุไง อยากบรรลุ มันก็ยึดตรงนั้นแหละ ยึดตรงไหน มันจะไปวางได้ยังไง มันก็วางไม่ได้ อยากตรงไหน ยึดตรงนั้น ยึดตรงไหน จะวาง ก็ต้องวางตรงนั้นแหละ

..ยึดมันวางไม่ได้ จะทำอย่างไร ก็ต้องอย่ายึดไง จะไม่ยึดได้ต้องทำยังไง ก็ต้องวางไง จะวางได้ต้องทำยังไง ต้องคลายกำหนัดเสียก่อนไง จะคลายกำหนัดเสียก่อน ต้องทำยังไง ต้องหน่ายก่อนไง จะหน่ายได้ ต้องทำยังไง ต้องเห็นตามความเป็นจริงไง จะเห็นตามความเป็นจริงได้ ต้องทำยังไง ต้องจิตเป็นสมาธิไง จิตจะเป็นสมาธิได้ ต้องทำยังไง ก็ต้องไม่ร้อนใจไง จะไม่ร้อนใจได้ ต้องทำยังไง ต้องมีศีลไง จะมีศีลไง ต้องทำยังไง ก็ต้องมีศรัทธาไง ไม่มีศรัทธาแล้ว คุณจะรักษาศีลได้ยังไง

..ปล่อยวางได้ ก็ละความยึดถือได้ ละความยึดถือได้ ก็พ้นได้ พ้นได้คือวิมุตติ วิมุตตินั่นแหละ วางได้จุดนั้นจุดนี้จุดโน้น ก็พาให้แล่นไปสู่นิพพาน คือ ความเย็น คือ ความดับหมด

ถ้าเราไม่ได้ทำตามกระบวนการนี้ได้ แสดงว่า มันต้องยึดอันใดอันหนึ่งอยู่ ยึดอันไหน มันก็ต้องมีความอยากในจุดนั้นก่อน อยากบรรลุ ก็จะบรรลุไม่ได้ ไม่อยากบรรลุ ไอ้ไม่อยากนั่นหน่ะนะ จะทำให้วางได้ พอวางแล้ว จะบรรลุได้

ถ้าอยากบรรลุ จะบรรลุไม่ได้ เพราะมันยังยึดอยู่ ความอยากมีที่ไหน ความยึดก็มีที่นั่น มีความยึดที่ไหน มันจะให้เกิดการบรรลุ มันไม่ได้ ไม่อยากตรงไหน ก็จะไม่ยึดได้ ไม่ยึดตรงไหน ก็จะวางได้ วางตรงไหนได้ ก็บรรลุตรงนั้นนั่นแหละได้

..วิธีการแสวงหาความรู้ในทางการปฏิบัติ ไม่ใช่เอาภายนอก ไม่ใช่ทำให้มันมีความรู้มากขึ้นแบบที่เป็นความจำ แบบที่เป็น knowledge แบบนั้น แต่ความรู้ในที่นี้ หมายถึง ญาณ ความรู้ในที่นี้ หมายถึง มรรค เราต้องทำ ‘มรรคญาณ’ ให้มันเกิดขึ้น ให้มันมีมากขึ้น ไม่ได้แสวงหาอยู่ที่ความจำ แต่ต้องอยู่ที่การปฏิบัติเข้ามาสู่ในใจ

การปฏิบัติเข้ามาทวนกระแสมาในใจ ทำให้ญาณเกิดมีขึ้น ญาณจะเกิดมีได้ ต้องเห็นตามความเป็นจริง จะเห็นตามความเป็นจริง ก็ต้องมีสมาธิ จะมีสมาธิเป็นอารมณ์อันเดียวของจิตได้ ต้องมีศีล จะมีศีลได้ ต้องมีศรัทธา จะมีศรัทธาได้ก็ต้องมีสรณะ มีการตั้งเอาไว้ มีการเกาะเอาไว้ มีศรัทธาแล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาก็ตามมา ทำไปเรื่อยๆ ให้ละความอยาก ให้ละความยึด จะสามารถทำการพ้นทุกข์ ทำการสิ้นการเกิด ทำนิพพานให้แจ้งขึ้นได้

ความอยากนั้น ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย แต่การปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากความอยาก ด้วยความเพียรที่เราตั้งไว้อย่างเต็มที่ มันต่างกันนะ อันนั้นจะมีประโยชน์ ความอยากไม่ได้จะทำให้เกิดประโยชน์ ความอยากความยึด จะตามเป็นพวกเทือกเดียวกัน ตามกันมา แต่ให้เรามีความเพียร มีความตั้งมั่น มีศรัทธา ศรัทธาไม่เหมือนกับความรัก ความอยากนะ ศรัทธาเป็นความลงใจ ความมั่นใจ มันคนละอย่างกัน คนละแบบกัน ทำให้เกิดความเพียร ทำให้เกิดการทำจริง แน่วแน่จริงขึ้นมาได้ ทำแล้วปฏิบัติแล้วก็จะเกิดความดีความงามขึ้นในจิตใจของเราเอง

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "ฉลาดในนิมิต" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 05 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ฟัง "สงบแต่ยังไม่วาง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ฟัง "ตายไม่ใช่พ้น แต่ดับตายจึงจะพ้น" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559