พัฒนาให้ชำนาญ

  • ในสมถะมีวิปัสสนา ในวิปัสสนามีสมถะ จะเห็นตรงนี้ได้ต้องมีการพัฒนาทำให้ละเอียด ทำให้เห็น ทำให้บ่อยๆ ทำให้มาก ทำให้ชำนาญ เมื่อชำนาญแล้วจะแยกแยะได้ จะปล่อยวางได้ จะจบได้

 

“...ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป เมื่อเธอเจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอเสพ เจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด ฯ…”

ปฏิปทาวรรค

 

...สิ่งหนึ่งก็พาไปถึงอีกสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งก็พาไปถึงอีกสิ่งหนึ่ง ค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ชำนาญลึกล้ำลงไป….

 

ในช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ใกล้จะเข้าสู่การพรรษา ใกล้จะเข้าพรรษาแล้วท่านผู้ฟัง เป็นช่วงเวลาที่ผู้ปฏิบัติทั้งหลายควรจะใช้ในการทบทวน ในช่วงพรรษาที่จะมาถึงเราจะประพฤติอย่างไร จะกระทำอย่างไร เพื่อให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เพื่อให้ความดีความงามให้กุศลธรรมในจิตใจของเรามันดีขึ้นมันพัฒนาขึ้น มีมากขึ้นได้ เพื่อให้สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมไม่ดีไม่งามต่างๆนั้น มันลดลงไปได้

การทบทวนการใคร่ครวญอยู่เป็นประจำเป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีการพัฒนา สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องคิดพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัตินั้นคือเรื่องของการทำให้มีความชำนาญ ความชำนาญในที่นี้มันมีรายละเอียดอยู่หลายอย่าง อย่างบุคคลที่เขาจะเป็นช่าง ไม่ว่าจะเป็นช่างไม้ ช่างตัดเสื้อ ช่างงานหัตถกรรม งานจักสาน เป็นวิศวกร หรือเป็นหมอผ่าตัด หมอทำคลอด หรือด้วยวิชาชีพหรือศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งเนี่ย

ในงานหน้าที่ของเขานั้นๆจะต้องมีความชำนาญ รายละเอียดของความชำนาญในแต่ละด้านมีหลายอย่าง แล้วในแต่ละอย่างๆก็มีรายละเอียดอยู่อย่างมากมาย ช่างตัดเสื้อ ช่างเหล็ก ช่างอ๊อก นอกจากการใช้เครื่องมือของเขา การวัดการคำนวญ การกะประมาณพวกนี้เป็นรายละเอียดที่ช่างหรือว่าผู้ที่ทำงานแต่ละด้านแต่ละด้านนั้น เขาจะต้องมาคอยดูคอยเอาใจใส่คอยพัฒนาปรับปรุงได้

ที่พูดถึงเนี่ยก็เพราะว่า เมื่อสองสามวันก่อนมีช่างเหล็กเขามาซ่อมเชื่อมทำหลังคาอยู่ที่วัด เสาต้นนึงเขาตัด 2 เมตร 97 เซนต์ อีกต้นนึงตัด 3 เมตร อ้าวทำไมเสาสองต้นตัดไม่เท่ากัน โอวด้วยความเป็นช่างท่านผู้ฟัง เขาจะต้องรู้ว่าพื้นมันไม่เท่ากัน วัดระดับหาระดับแล้วเนี่ย พบว่าจะต้องตัดให้มันเหลื่อมกันอยู่ 3เซนติเมตร แล้วเวลาที่เขาวัดเนี่ย ถ้าช่างที่ไม่มีประสปกราณ์ต้องขึ้นฝั่งหนึ่งลงมาแล้วก็ไปขึ้นอีกฝั่งหนึ่ง ทำงานอยู่ขึ้นลงอีกสองสามรอบกว่าจะวัดข้อมูลที่ตัวเองต้องการได้

แต่ถ้าช่างที่มีประสปกราณ์มีความสามารถมีความชำนาญ เขาขึ้นฝั่งหนึ่งรอบเดียวเท่านั้นเอง เขาสามารถที่จะรู้ความสูงของระดับอีกฝากนึงได้ ด้วยเครื่องมือที่เขามี นี่พูดถึงเรื่องของงานช่างอาจจะไม่เข้าใจ เอางานอย่างอื่นก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นงานหัตถกรรม งานจักสาน งานบัญชี หรือว่างานด้านใดด้านหนึ่ง หรือแม้แต่การขับรถก็ตาม ที่ถ้าเผื่อว่าทำงานของตัวเองนั้นๆแล้ว ฝึกให้รู้จักในรายละเอียดทุกด้าน ทุกด้านนั้นแล้ว ก็ยังต้องมีรายละเอียดของแต่ละข้อๆลงไปในจุดนั้นๆ ให้มันครรบถ้วนท่านผู้ฟัง อันนี้จะเป็นความชำนาญในจุดนั้นๆ

 

ในเรื่องของการปฏิบัติอย่างที่พูดมา ก็เพื่อที่จะยกมาเปรียบเทียบในรายละเอียดเรื่องของการปฏิบัติ หลักๆเลยเราจะต้องมีโครงสร้าง 2อย่างนี้ เป็นสองเสาที่จะทำให้รายละเอียดต่างๆมันเกาะขึ้นมาได้ นั่นคือเรื่องของสมถะและวิปัสสนา

 

สมถะและวิปัสสนา รายละเอียดที่เราต้องทำให้ชำนาญในเรื่องของสมถะว่ามีอะไร การเข้าจะเข้าอย่างไงให้มันได้เร็ว เข้าอย่างไงให้ได้ลึก เข้าอย่างไงเพื่อที่จะให้มันอยู่ได้นาน นี่เอาแค่การเข้านะ แล้วที่ว่าคุณจะเข้ามาได้เนี่ย คุณจะต้องผ่านพวกนิวรณ์ รายละเอียดพวกนิวรณ์รู้หรือยังว่าเป็นอย่างไง นิวรณ์คือเครื่องกางกั้น เราจะผ่านกำจัดเจ้าเครื่องกางกั้นในแต่ละข้อๆ มีความคิดไปในทางกาม ความง่วงซึมจนถึงความ เอ๊ มันใช่หรือไม่ใช่ มึนงง ไม่เข้าใจ เป็นวิจิกิจฉา กว่าจะผ่านแต่ละข้อๆมา

เอ้า ผ่านมาแล้ว เข้ามาแล้ว เอ๊ะมันกลับไปแบบเดิมอีกมั้ย อ้าวมันกลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เอ๊ะทำไงถึงจะทำให้เข้าอยู่ได้นาน ไม่ใช่แค่เรื่องของการเข้าการผ่านช่องนิวรณ์ต่างๆเข้ามาเท่านั้น ยังรวมถึงการที่จะดำรงอยู่ การดำรงอยู่ทำไงให้มีรายละเอียดต่างๆ เช่น ความคิด หรือไม่มีความคิด มีปิติหรือไม่อย่างไร นั่นคือเรื่องของการดำรงอยู่ ยังรวมถึงเรื่องของการออกจากสมถะนี้ว่า เอ จะออกนี่ต้องจะเห็นโทษจากจุดไหนจุดใดจุดหนึ่ง เช่นความคิด หรือปิติสุขนั้นมีโทษไม่มีโทษอย่างไร โทษของมันคืออะไร เห็นตรงจุดไหนแล้วจึงจะละจึงจะวางได้ เห็นอย่างไงมันถึงจะวางไม่ได้ นี่คือรายละเอียดของเรื่องการออกที่เราจะต้องทำให้มีความชำนาญ ยังรวมถึงเรื่องกำลังด้วย ว่าไอ้ที่เข้าได้อยู่ได้ ยังไม่ออกเนี่ย มีความหนักมีกำลังมากน้อยเท่าไหร่ นี่คือเรื่องของสมถะนะ ยกไว้เป็นหัวข้อก่อนนะ

ส่วนในเรื่องของการทำวิปัสสนา คือการเห็นตามความเป็นจริง เห็นในอะไร ควรใช้เครื่องมืออะไร ใช้กาย ใช้ผัสสะต่างๆ หรือว่าเห็นนิมิตตรงจุดไหน เพื่อที่จะให้เกิดความเข้าใจในความเป็นตัวตน หรือความไม่ใช่ตัวตนอย่างไรๆ แล้วบางคนก็จะคิดว่า วิปัสนาจะต้องมีความคิดเห็นความเน่าเปื่อยเห็นความน่าเกลียด อันนั้นก็ใช่อยู่ อันนั้นเป็นตัวที่จะให้เกิดการเบื่อหน่ายได้ วิปัสสนาชนิดที่ไม่ได้เป็นความคิดนึกแบบนั้นก็มี เห็นมั้ย สามารถทำความชำนาญทำความเพียรให้มากขึ้นไปได้ ยังรวมถึงทั้งสองอย่างว่า เอ ตอนนี้ฉันทำสมถะหรือยัง ทำวิปัสสนาหรือยัง

 

จุดหนึ่งที่ต้องการจะพูดในวันนี้ท่านผู้ฟัง คือจุดนี้แหละว่า เอ ฉันจะรู้ได้ไงล่ะว่า ตอนนี้ฉันเป็นสมถะอยู่หรือฉันทำวิปัสสนาแล้ว ที่พระพุทธเจ้าบอกว่า สมถะวิปัสสนาเคียงคู่กันไป แล้วไอ้ที่ฉันทำได้ปฏิบัติได้นิ่งๆอยู่เนี่ย มันเป็นสมถะล้วนๆหรือว่ามันมีวิปัสสนากันแน่ แล้วเมื่อไหร่ถึงจึงจะต้องเคลื่อนไปทำวิปัสสนา เมื่อไหร่จะอยู่ในสมถะ แล้วนี่มันสมถะหรือวิปัสสนาหรือรวมกันกันแน่

 

คือถ้าเรายังมีคำถามเหล่านี้อยู่ แสดงว่ายังสามารถทำความชำนาญให้เพิ่มเติมในจุดนี้ได้ ฟังในตอนนี้เรื่องนี้แล้ว จะมีความเข้าใจในประเด็นนี้ท่านผู้ฟัง ประเด็นอื่นๆที่ยกมาเป็นหัวข้อยังไม่พูดถึงนะ จะพูดถึงในรายละเอียดตรงนี้ล่ะ ว่า

 

จิตของเราที่มันมีความนิ่งๆอยู่เนี่ย มันมีรายละเอียดอะไรอยู่อย่างไงๆ มันเป็นสมถะหรือวิปัสสนาอย่างไร

 

 

ในข้อแรกก่อนท่านผู้ฟัง สมถะและวิปัสสนาจะต้องเป็นธรรมะที่เคียงคู่กันไป อย่างไงมันก็ต้องไปด้วยกัน

 

จะบอกว่าฉันมีแต่สมถะ อีกคนนึงว่าไม่ ฉันมีแต่วิปัสสนา คุณพูดอย่างนี้มันไม่ได้อยู่แล้ว คือมันไม่ได้ คืออย่างไงมันก็ต้องไปด้วยกัน เพียงแต่ว่าเวลาอธิบายเนี่ยท่านผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์องค์ไหนท่านอธิบายไว้อย่างไรๆ หรือแม้แต่พระพุทธเจ้าท่านยกหัวข้อขึ้นมาอธิบาย ก็ต้องอธิบายทีละอย่าง เข้าใจมั้ย คนเรามันจะไปพูด ก ถึง ฮ ออกมาพร้อมกันมันจะไปเข้าใจได้อย่างไง นี่คือข้อจำกัดของการสื่อสารด้วยเสียงที่จะต้องพูดไปเป็นตามลำดับ ก็ต้องมีก่อนมีหลัง พอพูดขึ้นเป็นไปตามลำดับเพราะว่าข้อจำกัดของสิ่งที่ต้องการสื่อสารออกไป มีก่อนมีหลังเนี่ย ก็จึงจะต้องมีการพูดอะไรที่มาก่อนพูดอะไรที่มาหลัง

หรือแม้แต่การเห็นภาพก็ตาม เอ้า มันก็ต้องมีจากบนลงล่างจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย หรือจากล่างขึ้นบน หรือว่าคุณอาจจะเห็นตรงกลางแล้วก็เห็นรวมๆไปหมด มันก็มีตรงกลางเพื่อที่จะให้เป็นจุดจับสายตาแล้วก็แผ่ไป หรือแม้แต่เอาทีเดียว ว๊าปเดียว มันก็มีขอบมีกลางอยู่ดี นี่คือข้อจำกัดของสิ่งที่เป็นรูป สิ่งที่พอเราจะต้องสื่อสารอธิบายกันให้ไม่ว่าจะเห็นภาพหรือว่าได้ยินเสียง

 

ทีนี้ในจิตนี่ท่านผู้ฟัง ในจิตนี่มันรวมกันหมด ในจิตที่เราว่าจะฟุ้งซ่านวุ่นวาย หรือว่าสงบ หรือว่าพิจารณาเนี่ย มันจะต้องมีองค์ประกอบของทั้งสมถะและวิปัสสนาอยู่ในจิตของเราอยู่แล้วแน่นอน มีแน่นอน ให้มั่นใจได้เลยว่ามี เพียงแต่ว่าเราอาจจะมีน้อยมีมาก เอาอะไรนำอะไร

 

อันนั้นเป็นรายละเอียดที่จะพูดต่อไป แต่ในจิตของเรามันมีทุกอย่างรวมอยู่ในนี้หมดแล้ว ทั้งมรรค ทั้งนิโรธ ทั้งสมุทัย ทั้งทุกข์ มันรวมอยู่ในจิตหมดแล้ว อยู่ในนี้หมดเลย นิโรธก็อยู่ในนี้ เพราะว่ายังเอาสมุทัยออกไปไม่ได้ นิโรธจึงยังไม่แจ้ง มันก็อยู่ในนี้แหละ สมุทัยคือตัณหาปนกันอยู่ในนี้หุ้มเอาไว้รัดเอาไว้ ให้เรารู้สึกว่าไอ้เจ้าขันธ์ห้า รูปเวทนาพวกนี้เป็นตัวเราของเรา มันก็อยู่ที่นี่ ปนกันอยู่ในนี้หมด อยู่ที่ว่าเราไปรับรู้เราไปเห็นอะไร เราก็พูดอธิบายสิ่งนั้นออกมาก่อน อีกอย่างนึงก็พูดตามมาทีหลัง แต่มันก็อยู่เหมือนกัน รวมกันในนี้ นี่คือเป็นนามที่อยู่ในจิตใจของเรา

 

ในช่องทางคือใจที่เป็นนามต่างๆเหล่านี้ปนอยู่ มีทั้งสมถะมีทั้งวิปัสสนานี่ล่ะ อยู่ในนี้อยู่แล้ว

 

เราจะพัฒนาทั้งสองอย่างนี้ให้มีมากขึ้น ให้มันเจริญ ให้มีความกว้างขวางให้มีมากขึ้นได้ เรามาดูรายละเอียดตรงนี้กันท่านผู้ฟัง สมถะและวิปัสสนาที่มีมาเคียงคู่กันนี่ ในประเด็นข้อแรกที่ว่า สมถะคือนิ่งๆ แหมแล้วฉันมีความคิดนึกนั่นนี่โน่น เรื่องงานบ้าง เรื่องคนนั้นบ้าง เรื่องตัวเองบ้าง เรื่องที่จะไปบ้าง ก็มีความคิดก็เลยคิดว่าตัวเองนี้มันไม่สงบ เอ้าดูให้ดี เข้าใจให้ดี แสดงว่ายังสามารถทำความเข้าใจได้อีก ในข้อแรกที่ว่า

ความคิดนึกทั้งหมดกลับไปเหมาว่าเป็นความฟุ้งซ่านทั้งหมด อย่าไปเหมาว่าฉันไม่ได้สมาธิทั้งหมด ไม่ใช่ มีอยู่สองแบบ คือแบบที่เป็นไปในทางกาม เป็นไปในทางพยาบาท เป็นไปในทางเบียดเบียน นั่นไม่ใช่ความคิดที่เราจะเอาทรงไว้ ถ้ามีความคิดในทางกามพยาบาทเบียดเบียน จิตไม่เป็นสมาธิแล้ว เป็นความฟุ้งซ่านไม่ใช่สมถะ นี่คือข้อที่ 1

เราสามารถที่จะบอกได้มั้ยล่ะ ว่าไอ้ความคิดที่ฉันมี นี่มันเป็นความคิดในทางกามหรือไม่ใช่ บอกได้มั้ยว่าไอ้ความคิดที่เรามีมันพยาบาทหรือไม่ใช่ บอกได้มั้ยว่าไอ้ความคิดที่มันมีมันเบียดเบียนหรือเปล่า ถ้าไอ้อย่างแรกคิดว่า เอ ฉันจะไปกินไอ้นี คามคิดในเรื่องทางการกินนี่ส่วนใหญ่มันก็เป็นไปในทางกามใช่มั้ย อันนี้เราพอบอกได้ แต่ถ้าเราคิดว่า เออ ฉันต้องไปกินยา หรือฉันต้องไปกินอาหารประเภทนี้เพราะมันถูกธาตุเรา มันจะทำให้เวทนานี้มันลดลงไปได้ เอ้านั่นก็ไม่ใช่กามนะ หรือว่าคิดถึงคนที่เรารัก เออเป็นห่วงเป็นใย ความระลึกถึงกันเป็นอย่างไง เออ มันก็ดีนะ แต่ถ้ามันเลยไปถึงกังวลมีความกลัวความระแวง นี่มันก็กลายเป็นความคิดที่มีการเบียดเบียนไปแล้ว ไม่ใช่ความคิดที่จะระลึกถึงกันอย่างนั้น

หรือถ้าเราคิดนึกถึงเรื่องราวที่เราไม่พอใจอย่างใดอย่างหนึ่ง คนนี้ทำไมพูดกะเราอย่างนี้ โอ๊ย ฉันไม่พอใจเลย นั่นก็จะเป็นในทางพยาบาทใช่มั้ย ถ้าเราพยามที่จะวางพยามที่จะนึกถึงแล้วก็ให้มีเมตตา อันนั้นก็ไม่ใช่พยาบาทนะ นี่แหล่ะท่านผู้ฟังว่า อย่าไปเหมาว่าความคิดนึกทั้งหมดนั้น มันเป็นความฟุ้งซ่าน หรือเป็นไปในทางอกุศลได้

 

เราจะต้องสามารถบอกความแตกต่างนั้นได้เสียก่อน ว่ามันเป็นกามหรือไม่ใช่กาม เป็นพยาบาทหรือไม่ใช่พยาบาท เบียดเบียนหรือไม่เบียดเบียน แล้วทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไร จะรู้ได้อย่างไรท่านผู้ฟัง ถ้าเผื่อว่าตัวเองยังตอบตัวเองไม่ได้ แสดงว่ายังทำความชำนาญให้ขึ้นไปได้ เพ่งเข้าไป พิจารณาดูเข้าไป ใคร่ครวญให้รอบคอบ นี่คือโยนิโสมนสิการ

 

เอาปัญญาเข้ามาจับ เอาสมาธิเข้ามาจับ แสดงว่าอาวุธยุทโธปกรณ์มันยังไม่มากพอ ยังไม่พร้อมเพรียง ก็เอ้าอ่านพระสูตรเพิ่มเติม ฟังที่ครูบาอาจารย์สอนไว้ อันนั้นคือการสะสมอาวุธสะสมพลัง สะสมเครื่องมือเครื่องไม้ในการที่จะตรวจสอบใคร่ครวญไปในจิตของเรา เราจะมีความชำนาญขึ้นมาได้ สามารถจะเห็นได้ว่าความคิดที่มันมีมา มันไม่ใช่อกุศล หรือว่ามันเป็นฝักฝ่ายกุศลอย่างไร ข้อที่ 1 นี้ต้องแยกให้ได้ก่อน

 

ในข้อที่ 2 ท่านผู้ฟัง ที่เกี่ยวกับความคิดนึกที่มันมาเนี่ย ไม่ใช่ว่าความคิดนึกทุกอย่าง ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่เป็นกุศลก็ตามนะ ข้อแรกเราต้องแยกกุศลอกุศลก่อนใช่มั้ย ในข้อที่สองเนีี่ย ถึงแม้จะเป็นความคิดที่เป็นกุศลหรืออกุศลอย่างใดๆก็ตาม บางทีมันแยกกันไปแล้ว ผ่านมาก็จริง แล้วก็ผ่านไป ไม่เหมือนกันนะ ผ่านมาเราคิดนึกแล้วก็ผ่านไป ไอ้ที่ว่าผ่านมาผ่านไปมันเหมือนกับการแยกกันไป

 

 

ในข้อที่หนึ่งนะคือยังมีอยู่ใช่มั้ยยังคงอยู่ก็มีมา ในข้อที่สองนั้นคือ มันมีมาคงอยู่ก็จริง แต่มันเหมือนมันแยกกันไป

 

อันนี้พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนกับว่า น้ำที่มันโดนกับใบบัวหรือว่าดอกบัว น้ำนั้นมีอยู่ก็จริงแต่ว่าดอกบัวหรือใบบัวนั้นไม่ได้เปื้อนกัน มันแยกกันไป หรืออุปมาอุปไมยอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ในข้อที่หนึ่งมีผ้าขาวคลุมตัวเราไว้ทั้งหมด นี่คือในประเด็นที่หนึ่งที่ว่า เรามีความคิดนึกอยู่ ผ้าขาวโดนตัวอยู่ทั้งหมด คลุมตัวตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้าเลย คลุมเอาไว้หมดเลย นี่คือในประการที่หนึ่งนะ เรามีความคิด เรารู้แล้วว่าอันนี้ความคิดไม่ดีเราทิ้งไปได้ ความคิดดีเราเอาไว้ อันนี้คลุมตัวเราไปหมด

ในประการที่สองที่ว่า มันแยกกันไปเนี่ย คลุมอยู่ก็จริงแต่มันไม่โดนตัวเรา เหมือนมันลอยอยู่ ลอยอยู่ไม่โดนตัวเรา คลุมอยู่ก็จริงแต่ไม่โดนตัว มันลอย เหมือนมีอากาศมาคั่นไว้แทรกเอาไว้อีกชั้นนึง นี่คือในประการที่สองนะ เราสังเกตุเห็นมั้ย บางครั้งบางคราวมันเป็นแบบนี้ บางครั้งบางคราวเราไม่ได้เข้าไปเกลือกกลั้วอยู่ในความคิดนั้น เกลือกกลั้วอยู่ในความคิดก็ไม่ใช่ว่าดีทั้งหมดนะ ความคิดบางอย่างที่มันดีมันก็มีมา มีมา เราอาจจะคิดนึกว่าจะไปไหนไปทำอะไร คิดนึกไป หรือในแบบที่สอง ก็ความคิดนึกนั่นแหละก็แยกกันไป ทำให้เข้าถึงจุดที่สองนี้ได้บ่อยแค่ไหน ทำได้ทุกขณะมั้ย หรือได้เป็นแค่เฉพาะบางเวลา อ้าว ถ้าเป็นได้เฉพาะบางเวลาเฉพาะบางที่ สามารถทำความชำนาญในเรื่องเกี่ยวกับได้ทุกเวลาได้ทุกสถานที่ได้ทุกอิริยาบท อันนี้ความชำนาญทั้งในข้อที่หนึ่งและข้อที่สอง ที่เกี่ยวกับในเรื่องความคิดของเรานั้นก็มีมากขึ้น

ในข้อที่สามว่า ความคิดทั้งหมดนั้นน่ะให้มันระงับไป สละไปเลย ทิ้งไปเลย ไม่ให้มันมีมาด้วย ไม่ให้มันมีมาในลักษณะที่ว่าจะไม่เกลือกกลั้วลอยๆอยู่ ก็ไม่ให้มีด้วย ไอ้ที่ว่ามันจะให้มีหรือไม่ให้มีไม่ใช่ว่าจะบังคับเอาได้ด้วยนะ เพราะว่าถ้าบังคับเอา มันก็จะทำให้จิตเราก็ต้องมีการฝืน ต้องมีการข่มบังคับ มันก็จะทำให้ฟุ้งซ่านออกไปอีก

 

เราพยายามเพ่งเอาจิตมาจดจ่อ ทำความชำนาญ ให้เห็นรายละเอียด นี่คือในข้อที่หนึ่ง ให้มันมีการแยกกันไปในข้อที่สอง ทำให้มีความชำนาญในทุกสถานที่ทุกเวลาทุกอิริยาบทในทุกเหตุกราณ์ได้ แล้วก็สามารถที่จะให้มันดับไป ให้มันเกิดขึ้น เลือกเวลาที่จะคิด เลือกเวลาที่จะไม่คิด จะคิดก็คิดได้ จะให้มันดับไปก็ดับได้ จะให้มันเกิดขึ้นก็เกิดได้ จะไม่ให้มันเกิดขึ้นดับไป ก็ทำได้ นั่นคือในประการที่สาม สั่งจิตของเราได้ ว่าให้คิดหรือไม่ให้คิด ทำความชำนาญขึ้นในระดับนี้อีก

 

 

จะถามว่าจะคิดนึกถัดไปอีกนะ จะคิดนึกเรื่องอะไร จะไม่ต้องการคิดนึกเรื่องอะไร นี่ความละเอียด เราสามารถที่จะสั่งงานจิตของเราให้มันคิดหรือมันไม่คิดได้ในระดับนั้น จะคิดก็คิดได้ จะไม่คิดก็ไม่คิดได้ จะคิดนึกเรื่องไหนก็สั่งได้ จะไม่คิดนึกเรื่องไหนก็สั่งได้ นี่คือในประการที่สี่

 

ทำความชำนาญความละเอียด เพ่งเข้ามาในจิตของเรา เพราะฉะนั้นคนที่จะทำความชำนาญในระดับนี้ได้ ต้องผ่านมาเป็นขั้นๆก่อนแล้วนะ เหตุเกิดขึ้นรู้ อะไรเกิดดีไม่ดี เป็นกุศลอกุศลนี่ข้อที่หนึ่ง ข้อที่สองเห็นมันแยกกันไปแล้วนะ ความคิดต่างๆเหล่านั้น ข้อที่สามคือไม่ให้มีความคิดนั้นอยู่เลย ให้มันว่างๆไปเลย ข้อที่สี่คือให้เลือกที่จะเอาอะไรมาก็ได้ จะให้อะไรดับไปก็ได้ ทีนี้ในส่วนของสมถะที่มีความคิดนึกไม่มีความคิดนึกอย่างนี้ ทำได้ระดับนี้ท่านผู้ฟัง วิปัสสนามันก็มาด้วยอยู่ในนี้อยู่แล้ว เพราะว่าวิปัสสนาคือการเห็นตามความเป็นจริง เห็นตามสภาพที่สิ่งนั้นมันเป็นว่ามันเป็นอย่างไร นี่คือตัวของมันใช่มั้ย

 

ผลที่จะเกิดขึ้นนั้นก็จะทำให้เกิดการปล่อยวางได้ การปล่อยวางนี่แหล่ะ ที่จะทำให้เกิดตั้งแต่ข้อที่สองที่ว่าแยกกันไป เหมือนมีอากาศคั่นอยู่ระหว่างผ้าที่ไม่ให้มาโดนตัวเรา ทำให้ความคิดนึกอะไรต่างๆดับไประงับไปได้ ทำให้เราสามารถที่จะเลือกสิ่งนี้คิดสิ่งนี้ไม่คิดให้อยู่ขึ้นมาได้ นี่ก็คือวิปัสสนาก็มาอยู่ด้วยกันกับทั้งสมถะ อยู่ในช่องทางคือใจของเรา

 

ไอ้จุดที่ว่าบางทีจะให้คิดก็คิดได้ จะไม่คิดนึกก็ไม่คิดได้เนี่ย เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่า เอ๊ะเวลานี้ฉันควรจะคิดแล้ว เอ๊ะเวลานี้ฉันไม่ควรจะคิด นั่นก็เป็นอีกหนึ่งความชำนาญที่เราจะต้องทำให้รู้ได้ว่า เออตอนนี้ควรคิดเรื่องนี้ ตอนนี้ไม่ควรคิดเรื่องนี้ หรือจะคิดเรื่องนี้ตอนนี้ กลัวลืม กลัวลืมก็ไม่คิด เอ๊ะหรือจะคิดดี

 

ไอ้ความเข้าใจตรงนี้มันจะเกิดขึ้นได้จากการที่เราทำความชำนาญ คนที่ผ่านมาถึงจุดนี้เขาจะรู้แล้วนะว่า ความคิดทั้งหมดไม่ใช่ว่าฉันไม่มีสมถะ หรือจะไปเข้าใจว่าความคิดทั้งหมดเป็นวิปัสสนา เขาก็จะไม่คิดไปอย่างนั้นแล้วนะ เขาจะมีความคิดที่ถูกต้องแล้วว่า ความคิดนึกบางอย่างก็เป็นวิปัสสนา ความคิดนึกบางอย่างก็ไม่เป็นวิปัสสนา

 

เอ้าแล้วไง อย่างไหนเป็นวิปัสสนาไม่ใช่วิปัสสนา เอ้าถ้าเราจะคิดว่าจะพูดคำนี้อย่างไร จะต้องสื่อสารกับคนนี้อย่างไร ต้องไปที่นี่ อันนี้มันไม่ใช่วิปัสสนาอยู่แล้ว

 

วิปัสสนาคือความหมายถึงการเห็นตามที่เป็นจริง คิดงานทั่วๆไปมันก็คือวิตกวิจารณ์ เราจะทำงานนั่นนี่ จะก่อสร้างออกแบบอย่างนั้นอย่างนี้ นี่เป็นลักษณะของวิตกวิจารณ์ ซึ่งเราสามารถที่จะใส่วิปัสสนาเข้าไปในนั้นได้ ด้วยการเห็นความไม่เที่ยงของวิตกวิจารณ์นั้น

 

เอ๊ะ เราจะไปเห็นความไม่เที่ยงจะต้องเป็นความคิดอีกมั้ย นี่คือมาในฝั่งวิปัสสนาแล้วนะ ว่าไอ้ความคิดซ้อนความคิดมันเป็นอย่างไง ไอ้ที่เราตั้งทิฏฐิความเห็นเอาไว้ว่า ความคิดนี้ก็ไม่เที่ยง แต่เราไม่ได้จะต้องไปคิดความคิดที่ว่าความคิดนั้นไม่เที่ยง ฟังแล้วถ้าไม่เข้าใจ หลับตาเลย เข้าสมาธิไปด้วย เพ่งจิตจดจ่อมา เรื่องที่ฉันคิดขึ้นมานี้มันเที่ยงหรือไม่เที่ยง เราไม่ต้องถาม แต่เราเห็นด้วยปัญญา จะเห็นด้วยปัญญาอย่างไง เพราะมันไม่ได้เคยคิดมาก่อน งั้นคิดซะก่อนเลย พอคิดใคร่ครวญอยู่เรื่อยๆท่านผู้ฟัง ไอ้กล้ามเนื้อในการตัดสินใจนั้น ไอ้ความคิดความเห็นนั้น มันเหมือนกับจะเป็นสิ่งเป็นก้อนขึ้นมา ให้เราพึ่งได้ ให้เราใช้งานได้ เป็นเครื่องมือ เป็นทักษะ เป็นskill เป็นสิ่งที่เราฝึกทำแล้ว มันจะทำให้เกิดความชำนาญในการที่จะเห็นสิ่งต่างๆ แม้ความคิดนั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยงโดยความเป็นทุกข์โดยความเป็นอนัตตา มีดวงตาเกิดขึ้น

เหมือนสมัยก่อนเขาจะทำมีีด เขาก็ไม่มีมีดหรอก เขาก็เอาหินอีกก้อนนั่นล่ะมากะเทาะๆออก ให้หินอีกก้อนนึงมันเริ่มเป็นคมเป็นสันเป็นลิ่มออกมา พอเอาหินก้อนนึงมากระเทาะทำเป็นคมเป็นสันให้อีกก้อนนึงมันเป็นลิ่ม ไอ้หินที่ว่าทำเป็นมีด มันก็ไปใช้เฉาะไม้ใช้ตัดผลไม้ใช้ตัดต้นไม้ใช้ตัดเหล็กอะไรต่างๆได้ ใช้เป็นเครื่องมือได้ จะทำเครื่องมือก็ใช้เครื่องมืออีกอันนึงให้เกิดเครื่องมืออีกอันหนึ่ง

เราจะทำความคิดนึกให้เป็นเครื่องมือในการที่จะเห็นความไม่เที่ยง คุณก็ใช้ความคิดนึกนั่นแหละ เพื่อที่จะให้เป็นเครื่องมือในการที่จะเห็นความคิดอื่นอีกนั่นแหละด้วยควาเป็นของไม่เที่ยง ทำวิปัสสนาท่านผู้ฟัง ไอ้จุดเครื่องมือที่เราได้แล้ว ในการที่เราจะเห็นสิ่งต่างๆเป็นของไม่เที่ยง มันไม่ต้องคิดแล้ว มันใช้ได้เลย เป็นเครื่องมือเหมือนกับหินที่เขาเอามาแต่งดีแล้ว จนเอามาใช้งานได้แล้วเนี่ย เขาจะใช้เลย ไม่ได้จะต้องไปทำไปแต่งอะไรมันอีก

การกระทำตรงนี้ท่านผู้ฟัง ทำให้มีความชำนาญ ใช้คำนี้อีกแล้ว ก็คิดอยู่บ่อยๆ คิดอยู่บ่อยๆเรียกมาใช้ได้ทันที มีข้อมูลใช้ได้ทันที รู้ทันทีเข้าใจทันที เอาตรงนี้มาใช้ เวลาที่เอามาใช้แล้วเนี่ย มันไม่ต้องคิดอีก เพราะฉะนั้นวิปัสสนาทั้งหมดไม่ใช่ความคิดทั้งหมด ไม่ใช่ว่าจะต้องมาคิดใคร่ครวญซ้ำไปซ้ำมา โอ๊ยบางทีคนมันคิดชำนาญแล้วมันพลั๊วะทันที ดีดนิ้วครั้งเดียวันรู้เลย ไม่ต้องผ่านขั้นตอนอะไรกันอีกมากมาย

จะทำตรงนี้ได้ ในช่องทางคือใจของเรมันจะต้องมีความนุ่มนวล มีความเป็นหนึ่ง มีความเป็นเอก เหมือนกับบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่จะสนับสนุนให้มันตั้งอยู่ได้ ทรงอยู่ได้ ถ้าจะมาหวั่นไหวคิดนึกนั่นนี่ไปในทางกาม ไอ้เครื่องมือพวกนี้มันก็จะพัฒนาใช้ได้ไม่อย่างเต็มที่

และในการเจริญวิปัสสนานี้ บางทีบางครั้งเราใช้ได้เฉพาะในบางเรื่องบางอย่างบางเวลา เออถ้าใช้กับเรื่องทั่วๆไป อาหารสิ่งของนั่นนี่ ไม่มีปัญหาใช่มั้ย แหมแต่พอเจอเรื่องที่เรารักเราชอบ อาหารที่เราชอบคนที่เราชอบหรือในสถานกราณ์ที่มันจะทำให้เกิดความเคือง เครื่องมือนี่มันเอาออกมาไม่ได้ แสดงว่ายังมีความไม่ชำนาญ ยังสามารถทำความชำนาญให้เกิดขึ้นในเรื่องเกี่ยวกับเวลา อิริยาบท สถานที่ ตัวบุคคล สิ่งแวดล้อม ให้มันใช้ไปได้ในทุกด้านๆ

ท่านผู้ฟังเห็นมั้ยว่ารายละเอียดมันมีเยอะนะ นี่คือแค่ยกหัวข้อสมถะวิปัสสนา ที่จะทำให้เกิดมีความละเอียดรอบคอบลึกซึ้งไปในแต่ละด้านๆ ทีนี้พอพูดมาถึงจุดนี้ ท่านผู้ฟังบางท่านอาจจะมีความกังวลว่า มันมากมายขนาดนี้ฉันจะไปทำไงล่ะ ไม่ยากท่านผู้ฟัง

 

….สิ่งหนึ่งก็พาไปถึงอีกสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งก็พาไปถึงอีกสิ่งหนึ่ง ค่อยๆเป็นค่อยๆไป...

 

ที่ข้าพเจ้าต้องการจะสื่อในที่นี้ก็คือว่า เส้นทางการพัฒนามันละเอียดแล้วก็มีละเอียดอีก ทีดีขึ้นไปอีกแล้วก็ยังมีที่ดีขึ้นไปอีก สามารถทำความชำนาญให้มีมากขึ้นได้ มากขึ้นได้ กลับมาที่ basik กลับมาที่พื้นฐาน พื้นฐานก็คือทำอยู่บ่อยๆ พระพุทธเจ้าใช้คำนี้ว่า

 

....ทำให้มากเจริญให้มาก...

 

 

….ทำให้บ่อยเจริญให้มากๆเนี่ย จะทำให้เรามีความชำนาญ ….

 

ไอ้เรื่องที่เราฟังมาแล้วก็ฟังอีกนั่นแหละ ไอ้สิ่งที่เราเคยทำมาแล้วก็พิจารณาอีกนั่นแหละ คิดถึงพระพุทธเจ้าเหรอก็เอาอีกนั่นแหละ คิดถึงพระธรรมก็ท่องไปอีก อันไหนท่องได้แล้ว ท่่องอีก อันไหนทำได้แล้วก็ฝึกทำอีก

ความชำนาญมันลึกซึ้งลึกล้ำลงไป มันนิดเดียว จากสิ่งหนึ่งก็พาไปถึงอีกสิ่งหนึ่งทั้งสมถะวิปัสสนา ทำมันเลย ทำอยู่บ่อยๆแล้ว มีความชำนาญแล้ว มันไม่แล้วหรอก มันยังมีต่อไปอีก ที่ว่าแล้ว แล้ว ยังละเอียดต่อไปได้อีก ที่ว่ามี มีแล้ว ยังมีไปได้อีก พอเราทำความชำนาญอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีแล้ว แล้วมันจะแล้วตรงไหน เราจะรู้ได้ไงว่านี่คือกำหนดเสร็จ นี่คือที่จุดจบ จบไม่จบ อย่างไงมันก็ต้องจบ เพราะว่าถ้าเวลามันหมด ก็ต้องจบตรงนี้ล่ะ

 

...เราจะรู้เวลาจบได้ก็ต่อเมื่อเวลานั้นมาถึง...

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "กายเป็นฐานที่ตั้งให้เกิดสติ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฟัง "ฉลาดในวาระจิตตนในการเลือกวิธีปฏิบัติสมถะ-วิปัสสนา" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ฟัง "สมถะ วิปัสสนา เครื่องมือช่วยให้เห็นตามที่เป็นจริง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ฟัง "สากัจฉาธรรม:ความจืดจางในสมาธิคืออะไร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ก่อนหน้า
ถัดไป