อปัณณกปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง

  • อปัณณกปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด 3 อย่าง ที่รับรองได้ว่าไม่มีทางจะเสื่อมเสีย มีแต่จะดีท่าเดียว
  • อปัณณกปฏิปทา ที่ประกอบด้วย การสำรวมอินทรีย์, การรู้ประมาณในการบริโภค และการประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น นี้เป็นลักษณะของมัชฌิมาปฏิปทาจริง ๆ คือ ตามทางสายกลาง
  • อปัณณกปฏิปทา สามารถทำได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เริ่มจากการสำรวมระวัง สำรวมอินทรีย์ สังวรให้ตั้งสติขึ้นเอาไว้ จะเอาทานอะไรก็ให้ตั้งสติเอาไว้ ไม่ใช่พิจารณาดูที่รสอาหาร แต่ดูที่เวทนาที่เกิดขึ้นในท้องในกายของเรา (ระงับเวทนาเก่า ไม่ทำเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น) เวลาตื่นอยู่ก็ต้องทำการเพียรเผากิเลส เวลานอนก็นอนให้พร้อมที่จะลุก ไม่ใช่นอนแบบหลับไหล หรือก็ไม่ใช่ถึงกับไม่นอนเลย

 

“อปัณณกปฏิปทา...ประกอบด้วยธรรม 3 ประการนี้แลย่อมชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติไม่ผิด และชื่อว่าเธอปรารภปัญญาเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย ฯ”

อปัณณกสูตร

 

“อปัณณกปฏิปทา” เป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ว่าจะทำที่ไหน ทำเมื่อไหร่ ทำเวลาใด ทำกับใคร ไม่มีทางผิด ไม่มีทางจะเสื่อมเสีย มีแต่จะดีท่าเดียว มีด้วยกัน 3 อย่างนี้ คือ

  1. อินทรียสังวร คือ การสำรวมอินทรีย์ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  2. โภชเน มัตตัญญฺตา คือ ความรู้ประมาณในการบริโภค
  3. ชาคริยานุโยค คือ การประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น

 

 

การสำรวมอินทรีย์

 

“อินทรีย์” หมายถึง ความเป็นใหญ่ในทางที่จะรับรู้ เช่น ทางเป็นใหญ่ที่จะรับรู้รสก็คือ ลิ้น ฯลฯ และด้วยความเป็นใหญ่ของมัน เราจึงจะต้องสำรวม ระวัง สังวร พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับ ยามที่คอยเฝ้าระวัง คอยเฝ้าดูอยู่ที่ประตูตรงทางเข้าทางออก นั่นคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โดยมี “สติ” คือ ความระลึกถึงสิ่งที่ทำ จำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ มาเป็นยาม มาเป็นคนเฝ้าประตู เฝ้าตามช่องทางอินทรีย์ต่าง ๆ ดังนั้น สติจึงต้องมีกำลังที่จะป้องกันได้ เราจะตั้งสติขึ้นได้ด้วยการระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาเป็นสรณะ

 

 

ความรู้ประมาณในการบริโภค

 

การบริโภคอาหารพอประมาณ ไม่บริโภคเพื่อเล่นเพื่อมัวเมา ไม่กินเพื่อประดับตกแต่ง เพื่อความสวยงามเริ่ดหรู แต่รับประทานเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อที่จะระงับเวทนาของตัวเราเอง (ระงับเวทนาเก่า ไม่ทำเวทนาใหม่ให้เกิดขึ้น) พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้กับ คนเดินข้ามทางทุรกันดาร แล้วเกิดเสบียงหมด จึงต้องกินเนื้อบุตรตนเองเป็นอาหารเพื่อประทังให้ชีวิตพอตั้งอยู่ได้ ไม่ได้หาความสุขในการกิน ไม่ได้หาความสุขจากทางลิ้น (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)
 

การประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น

 

การที่นอนยามเดียว คือ ยามกลางของราตรี ในตอนกลางวันจะต้องทำการงาน เดินทางไปที่นั้นที่นี่ที่โน้น ไม่แอบนอนกลางวัน แต่อาจจะพักได้บ้าง เช่น พักอยู่ในท่านั่ง หรือ นอนในลักษณะที่จะลุก พอตกกลางคืนแล้วในยามแรก ก็ต้องทำกิจการงานด้วย (ในที่นี้คือการปฏิบัติธรรม ในการที่จะตั้งสติเอาไว้ เพียรเผากิเลสให้นิวรณ์เครื่องกลางกั้นและอกุศลธรรมทั้งหลายออกไปจากจิตใจของเรา)แล้วจึงนอน โดยนอนในท่าที่พร้อมลุก คือ นอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลือมเท้า ทำความกำหนดหมายว่า “พอรู้สึกตัวปุ๊บ ก็จะลุกขึ้นทันที ไม่ว่าเวลานั้นจะเป็นเวลาอะไรก็ตาม ลุกขึ้นมาแล้วก็ทำความเพียรด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่ง เพื่อที่จะกำจัดสิ่งที่เป็นกิเลสภายในจิตใจออกไป มีความไม่ประมาทในช่วงที่ติ่น”

 

“...ที่ไม่มีทางผิดเลย ที่ไม่มีทางเสื่อมเสียด้วย คือ กินพอประมาณ นอนยามเดียว นอนพร้อมที่จะลุก นอนพร้อมที่จะตื่น ลักษณะทั้ง 3 ข้อนี้ ที่เรียกว่า “อปัณณกปฏิปทา” ที่ประกอบด้วย การสำรวมอินทรีย์ การรู้ประมาณในการบริโภค และการประกอบตนอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น นี้เป็นลักษณะของมัชฌิมาปฏิปทาจริง ๆ คือ ตามทางสายกลาง

 

...ทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งข้างเคร่งและข้างหย่อน ข้างหย่อนทางเผื่อว่ามันจะผิดพลาด มันก็จะทำให้เกิดการผิดศีล เพราะมันไหลไปทางกามแล้ว มันมีช่องโหว่รูโหว่แล้ว ส่วนข้อผิดพลาดที่ไปในทางธุดงควัตรนั้น มันอาจจะเกิดไปในฟุ้งซ่าน ไปในทางที่จะต้องการให้เกิดลาภสักการะ ชื่อเสียงบ้าง หรือเลยไปถึงเรื่องการทำทุกรกิริยา อันนี้มีช่องโหว่ เป็นความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้

 

แต่ “อปัณณกปฏิปทา” ไม่ผิด ถ้าทำตามนี้แล้ว ไม่เสื่อมเสียงด้วย มีแต่จะดีท่าเดียว เพราะไม่ว่าจะกินข้าวเย็นหรือไม่กินข้าวเย็น ก็ต้องสำรวมอินทรีย์อยู่ดี หรือไม่ว่าจะนอนหรือจะไม่นอน ก็ต้องตื่นอยู่ ประกอบอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่นในการที่จะมีสติสัมปชัญญะ ทำความเพียรในการที่จะละกิเลสเครื่องเศร้าหมองต่าง ๆ ให้ออกไปจากจิตใจของเรา ทำให้มันดี

 

 

อปัณณกปฏิปทา สามารถทำได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ เริ่มจากการสำรวมระวัง สำรวมอินทรีย์ สังวรให้ตั้งสติขึ้นเอาไว้ จะเอาทานอะไรก็ให้ตั้งสติเอาไว้ ไม่ใช่พิจารณาดูที่รสอาหาร แต่ดูที่เวทนาที่เกิดขึ้นในท้องในกายของเรา เวลาตื่นอยู่ก็ต้องทำการเพียรเผากิเลส เวลานอนก็นอนให้พร้อมที่จะลุก ไม่ใช่นอนแบบหลับไหล หรือก็ไม่ใช่ถึงกับไม่นอนเลย...ลักษณะที่เป็นอปัณณกปฏิปทานี้ เป็นข้อที่ไม่ผิด เมื่อปฏิบัติแล้วไม่อาจจะเสื่อมเสีย มีแต่จะดีท่าเดียว ไปทำที่ไหน อยู่กับใคร รับรองได้ว่าดีแน่นอน รับรองได้ว่าไม่ผิดพลาดแน่นอน รับรองได้ว่าไม่มีทางที่จะถูกตำหริหรือติเตียนหรือผิดพลาดได้เลย.

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "อปัณณกสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

ฟัง "โปฏฐปาทสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "อภิสัญญานิโรธ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ฟัง "สากัจฉาธรรม-สังคมออนไลน์กับการสำรวมอินทรีย์" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

ฟัง "กีฏาคิริสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2561

ฟัง "คุณของการบริโภคน้อย" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561

ฟัง "ลิ้นและรส" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 03 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ฟัง "เหตุของสติ" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันศุกร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

ฟัง "มีสติตั้งอยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ฟัง "ธรรมอันเป็นเครื่องตื่น" ออกอากาศเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557