เมตตาฆ่าพยาบาท

HIGHLIGHTS:

  • ความหมายและรายละเอียดของ “อุปกิเลส” ในแต่ละองค์ประกอบมีความแตกต่างกันอย่างไร
  • มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดสำหรับการเรียนภาษาบาลีของพุทธสาวก เพื่อการเข้าถึงแก่นคำสอนซึ่งย่ออยู่ในไตรสิกขา

บทคัดย่อ

 

คำถาม 1: โทสะ คือ ความร้ายกาจ ซึ่งเป็นอุปกิเลสข้อที่ 2 มีความแตกต่างกันอย่างไรกับ โกธะ คือ ความโกรธ ซึ่งเป็นอุปกิเลสข้อที่ 3 และ อุปนาหะที่แปลว่า ผูกโกรธไว้ ซึ่งเป็นอุปกิเลสข้อที่ 4 มีความแตกต่างกับโกธะ (โกรธ) อย่างไร

คำตอบ 1: พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง กิเลส ซึ่งหมายถึง เครื่องที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว สกปรก และสามารถแบ่งแยกออกแบบกว้างๆได้เป็น 3 กองคือ ราคะ โทสะ โมหะ

ในบางนัยยะ พระพุทธเจ้าทรงแจกแจงเป็น อุปกิเลส ซึ่งแปลว่า ธรรมชาติที่เข้าไปทำให้ใจเศร้าหมองหรือเครื่องทำให้ใจเศร้าหมอง ขุ่นมัว ไม่แจ่มใส ทำให้ใจหม่นไหม้ ทำให้ใจเสื่อมทราม กล่าวโดยรวมก็คือแม้ประการใดประการหนึ่งเมื่อเกิดขึ้นในใจแล้วก็จะทำให้ใจสกปรกไม่ผ่องใสทันที ไม่สะอาดบริสุทธิ์ และจะส่งผลให้เจ้าของใจหมดความสุขกายสบายใจ เกิดความเร่าร้อนหรือเกิดความฮึกเหิมทะนงตัว เต้นไปตามจังหวะที่อุปกิเลสนั้นๆ บงการให้เป็นไป แบ่งเป็น 16 ประการได้แก่

  1. อภิชฌาวิสมโลภะ ความเพ่งเล็งอยากได้ไม่เลือกที่ จ้องละโมบ มุ่งแต่จะเอาให้ได้
  2. พยาบาท ความพยาบาท คิดหมายปองร้ายทำลายผู้อื่นให้เสียหายหรือพินาศ ยึดความเจ็บแค้นของตนเป็นอารมณ์
  3. โกธะ ความโกรธ จิตใจมีอาการพลุ่งพล่านเดือดดาล เมื่อถูกทำให้ไม่พอใจ
  4. อุปนาหะ ความผูกเจ็บใจ เก็บความโกรธไว้ แต่ไม่คิดผูกใจที่จะทำลายเหมือนพยาบาท เป็นแต่ว่าจำการกระทำไว้ ไม่ยอมลืม ไม่ยอมปล่อย
  5. มักขะ ความลบหลู่บุญคุณ ไม่รู้จักบุญคุณ ลำเลิกบุญคุณ เช่น ถูกช่วยเหลือให้ได้ดิบได้ดี แต่กลับพูดว่า เขาไม่ได้ช่วยอะไรเลย เป็นต้น หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า “คนอกตัญญู”
  6. ปลาสะ ความตีเสมอ เอาตัวเราเข้าไปเทียบกับคนอื่นด้วยความลำพองใจ ทั้งๆที่ตนต่ำกว่าเขา
  7. อิสสา ความริษยา กระวนกระวายทนไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า
  8. มัจฉริยะ ความตระหนี่หวงแหน แม้มีเรื่องจำเป็นต้องเสียสละแต่กลับไม่ยอม
  9. มายา ความเจ้าเล่ห์ แสร้งทำเพื่ออำพรางความไม่ดีให้คนอื่นเข้าใจผิด เป็นคนมีเหลี่ยม มีคู
  10. สาเถยยะ ความโอ้อวด คุยโม้โอ้อวดเกินความจริง
  11. ถัมภะ ความหัวดื้อถือรั้น จิตใจแข็งกระด้าง ไม่ยอมรับการช่วยเหลือหรือต่อต้านปฏิเสธสิ่งที่มีประโยชน์
  12. สารัมภะ ความแข่งดี แก่งแย่งชิงดีให้อีกฝ่ายเสียศักดิ์ศรี ยื้อแย่งเอามาโดยปราศจากกติกาความยุติธรรม
  13. มานะ ความถือตัว ทะนงตน ตรงกับคำว่า “เย่อหยิ่ง”
  14. อติมานะ ความดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามหรือดูถูก
  15. มทะ ความมัวเมา ความหลงเพลิดเพลินในสิ่งที่ไม่ใช่สาระ ซึ่งมี 4 ประการ ได้แก่ 1. เมาในชาติกำเนิดหรือฐานะตำแหน่ง 2. เมาในวัย 3. เมาในความแข็งแรงไม่มีโรค และ 4. เมาในทรัพย์
  16. ปมาทะ ความประมาทเลินเล่อ จมอยู่ในความประมาท ขาดสติกำกับ แยกดีชั่วไม่ออก

 

อย่างไรก็ตาม จากคำถามเราสามารถแจกแจงโดยเรียงตามลำดับขั้นจากน้อยไปหามากได้ ดังนี้

  • อรติ คือ ความไม่ชอบใจ ความไม่พอใจ เพราะตั้งความพอใจและความชอบใจไว้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
  • ปฏิฆะ คือ ความขัดเคือง ความขัดใจ
  • โกธะ คือ ความโกรธเฉพาะตน เดือดขึ้นมาเหมือนน้ำเดือด
  • โทสะ คือ ความคิดประทุษร้าย ความล้างผลาญ จ้องที่จะทำลายคนอื่น ขยายผลไปที่คนอื่น
  • พยาบาท คือ การผูกใจเจ็บหรือผูกแค้นต่อเนื่อง ทำให้เกิดความพินาศ
  • อุปนาหะ คือ ผูกโกรธเอาไว้ แต่ตอนนั้นไม่ได้มีความโกรธ และเมื่อเจอผัสสะเดิมอีก จึงทำให้ความโกรธเกิดขึ้นอีกครั้ง

อรติกับปฏิฆะยังไม่ได้เป็นกรรมที่จะเป็นผลให้เกิดอาสวะ แค่ทำให้เกิดความไม่พอใจ ขัดเคืองใจ ทำให้จิตไม่เป็นสมาธิ จิตไม่สามารถรวมเป็นอันเดียวได้ แต่กรรมจะเริ่มเกิดตั้งแต่โกธะ และมีมากขึ้นตามลำดับไปจนถึงพยาบาท

หากเราเห็นผู้หนึ่งผู้ใดแล้วขัดเคืองใจ หรือผู้อื่นเห็นเราแล้วขัดเคืองใจ ซึ่งอาจจะเกิดจากกรรมหรือการกระทำใดๆ ในทางตรงกันข้ามถ้าเราเห็นผู้หนึ่งผู้ใดแล้วรักใคร่ชอบพอใจ หรือจะทำให้ผู้อื่นเห็นเราแล้วรักใคร่ชอบพอเรา สูตรการกระทำก็คือ “การเจริญเมตตาภาวนา”

เมตตา หมายถึง ความรักใคร่พอใจกัน มองกันด้วยสายตาที่รักใคร่กันเป็นอยู่ การที่เรามองด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยสายตาแห่งการรักใคร่กันเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นทิศใด ด้วยสายตาแห่งความรักความเมตตา ด้วยสายตาแห่งการที่ไม่คิดประทุษร้าย ด้วยสายตาที่ต้องการให้เขาพ้นจากความทุกข์และมีความสุข ด้วยจิตใจที่เป็นแบบนี้ เวลาคนอื่นเขามองเรา เขาก็จะได้กระแสนี้ด้วย หรือเราแผ่กระแสนี้ไปคนอื่นเขาก็จะได้รับกระแสนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งกระแสแห่งความรักความเมตตาจะช่วยให้ความผูกโกรธที่เป็นอุปนาหะ ความพยาบาทที่เป็นการคิดปองร้าย และการคิดอาฆาตก็จะบรรเทาเบาบางลง

อำนาจของเมตตานั้นมีมาก ซึ่งเราควรจะแผ่เมตตาอยู่บ่อยๆ ทำอยู่เรื่อยๆ จะช่วยทำให้กิเลสที่เป็นสายของโทสะในจิตใจของผู้อื่นที่มีต่อเราจะค่อยๆลดลงด้วย

ตั้งจิตไว้ด้วยกับเมตตา โดยที่จิตจะต้องเป็นสมาธิที่เกิดจากการตั้งสติไว้ก่อน เพื่อทำให้จิตเป็นอารมณ์อันเดียว คิดถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีความเมตตาเกิดขึ้น เช่น มารดามองดูบุตรที่เกิดจากครรภ์ของตนคนเดียวด้วยสายตาแห่งความรักความเมตตาแบบนี้ หรือนึกพุทธประวัติในช่วงใดช่วงหนึ่งเกิดเป็นพุทธานุสติที่ทำให้เกิดอารมณ์แห่งความเมตตา หรือการกระทำหรือเรื่องราวใดๆที่ผ่านมา

เมื่อจิตมีเมตตาแล้ว ให้แผ่กระแสแห่งความรักความเมตตานี้ออกไป กล่าวคือการระลึกถึงนั่นเอง ระลึกถึงหมู่สัตว์ทั้งหมดในทิศนี้ เบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องซ้าย เบื้องบน เบื้องล่าง ทั่วทุกทิศทุกทาง เมื่อระลึกถึงแล้วจึงแผ่จิตนี้ไป

ในบางครั้งเราอาจจะเอาอารมณ์เมตตามาจากสิ่งอื่นก่อน แล้วเอาบุคคลที่ทำให้เราขัดเคืองมาเป็นอารมณ์เพื่ออัดเมตตาใส่ไปในบุคคลนี้ ให้ไปอย่างไม่มีเงื่อนไข เพื่อแผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งปวง ทุกทิศทุกทาง

วิธีกำจัดศัตรูที่ดีที่สุดคือ “การฆ่าความโกรธ” ไม่ใช่ว่าจะฆ่าเขาหรือตัดเขา แต่เปลี่ยนให้เขาเป็นมิตร สามารถทำได้โดยการตั้งสติขึ้น เพื่อจับเจ้าตัวความโกรธ แล้วเอาเมตตานั้นเป็นอาวุธในการตัดกำลังของความโกรธ ซึ่งการตอบกลับแบบนี้จะเป็นการรักษาทั้งตัวเราและตัวเขา ถือว่าเป็นการรักษาทั้งสองฝ่าย

 

คำถาม 2: มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใดสำหรับพุทธสาวกถึงการเรียนภาษาบาลี เพื่อการเข้าถึงแก่นคำสอนซึ่งย่ออยู่ในไตรสิกขา สำหรับผู้ถามมีความเห็นว่า ผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศควรที่จะบรรจุการเรียนภาษาบาลีไว้ในระบบการศึกษาในโรงเรียนตั้งแต่ชั้นต่ำสุดจนถึงชั้นสูงสุด เพราะว่าศาสนาประจำชาติไทยคือ พุทธศาสนา และพระศาสดาของศาสนาพุทธได้สอนไว้เป็นภาษาบาลี

คำตอบ 2: เนื่องจากภาษาบาลีมีหลักไวยากรณ์แตกต่างออกไป เมื่อเราศึกษาแล้วจะทำให้เข้าใจวิธีการคิด ระบบความคิดของผู้พูด ผู้เขียนได้กระจ่างมากขึ้น

ซึ่งมีสนับสนุนให้มีการเรียนการสอนในระบบการศึกษาของพระสงฆ์อยู่แล้ว หากสามารถขยายวงกว้างออกไปในระบบการศึกษาระดับประเทศก็จะเป็นการดีมาก ในส่วนของการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอนสามารถทำได้ตามลำดับความสำคัญ เป็นขั้นเป็นตอนต่อไปได้

 

- - - ตอบคำถาม : คุณสมจริง ขวัญทอง (จังหวัดตรัง)

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง