คำสอนที่เป็นไปเพื่อการกำจัดกิเลส

  • ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ศาสนา”
  • ควรปฏิบัติจัดการอย่างไร เพื่อให้เกิดความเข้าใจถูกต้องตรงกัน
  • หลักการที่จะทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ได้ตลอดกาลนาน

 

ในทางพุทธศาสนา คำว่า “ศาสนา” มาจากคำว่า “คำสอน” เป็นศาสตร์เป็นองค์ความรู้ คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า เป็นไปเพื่อที่จะละ เลิก ปล่อยวาง ไม่ยึด ไม่ถือ

อย่างไรก็ตาม เราสามารถแตกย่อยออกเป็นประเด็นได้ดังนี้

  1. ศาสนา หมายถึง คำสอนที่เป็นไปเพื่อทำลายความเป็นตัวตน ไม่เป็นไปเพื่อการแบ่งเป็นพรรคเป็นพวก ไม่ได้ต้องการให้มีเกิดความเป็นเจ้าของขึ้น
  2. สิ่งที่ทำให้อะไรที่ทำให้เกิดการแบ่งแยก มีความเป็นตัวตน ก็คือราคะ โทสะ โมหะ หรือ “กิเลส” นั่นเอง ดังนั้นคำสอนอะไรก็ตามที่มาทำลายหรือกำจัด ราคะ โทสะ โมหะ ถือว่าคำสอนนั้นเป็นคำสอนที่ดีและถูกต้อง ซึ่งคำสอนเหล่านี้ถูกแฝงอยู่ในคำสอนของศาสนาต่างๆ ทั้งสิ้น
  3. แม้กระทั่งพวกที่บอกว่า ตนเองไม่มีศาสนาแต่เขาไม่เบียดเบียนใคร โดยเอาความไม่เบียดเบียนผู้อื่นเป็นคำสอน เป็นธรรมนูญหรือทางดำเนินในชีวิตของเขา แสดงว่าเขามีหลักการตามสิ่งที่เขาเห็นว่าดี เพราะการไม่เบียดเบียนทำให้ความรู้ ความตื่น ความเบิกบานในใจเขามีขึ้นและดีขึ้น ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงประกาศว่านั่นคือ “สัมมาสังกัปปะ”
  4. คนที่ปฏิบัติตามคำสอนไม่ว่าจะฟังมาจากพระพุทธเจ้าโดยตรงหรือจะฟังมาจากสาวกเหล่าอื่น อันนี้จะเป็นความดีความงามของบุคคลเหล่านั้นแน่นอน ถือว่าเป็นคำสอนที่ทำให้เกิดความตื่นรู้ ทำให้เกิดความเบิกบาน นั่นคือ “พุทธะ” หรือ "พุทโธในใจเรา" นั่นเอง หากการปฏิบัติในทางกาย ทางวาจาหรือทางใจนั้น
    • มีลักษณะที่มีการไม่เบียดเบียนกัน
    • มีลักษณะในการที่ไม่ยึดถือ
    • มีลักษณะในการที่จะทำลายตัวตน ไม่มีการแบ่งแยก
    • มีลักษณะในการที่จะละ ราคะ โทสะ และโมหะ

สิ่งใดก็ตามที่เป็นไปเพื่อการกำจัดรากเหง้าของความไม่ดีต่างๆ อันได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ และเราสามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเอง พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง เห็นความไม่เที่ยง แล้วความแจ่มแจ้งจะเกิดขึ้น ทำให้ปล่อยวางได้ ด้วยลักษณะของธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของที่เชิญคนเข้ามาพิสูจน์ สามารถรู้เห็นได้เฉพาะตน เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตน เมื่อทำแล้วปฏิบัติแล้ว ทำให้เกิดความดีขึ้น รู้สึกได้ถึงความพอ รู้สึกได้ถึงความอิ่ม และรู้สึกได้ถึงความเต็ม อย่างไรก็ตามเราไม่ได้แบ่งกันที่ศาสนา แต่ให้ดูที่เนื้อหาของคำสอนโดยการเอามาเปรียบเทียบกันเฉพาะส่วนที่ลงกันได้ เทียบเคียงกันได้ หรือเฉพาะส่วนที่จะเปรียบเทียบกันเพื่อที่จะละราคะ โทสะ โมหะ

พระพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ในหลายๆวาระเกี่ยวกับหลักการหรือเหตุผลที่จะทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าตั้งอยู่ดำรงอยู่ได้ตลอดกาลนาน แต่วาระหนึ่งที่สำคัญคือ หลังจากที่ทรงปลงอายุสังขารแล้วที่ปาวาลเจดีย์ โดยมีใจความว่า "อะไรที่เป็นธรรมะที่เราแสดงไว้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง พวกเธอทั้งหลายจงเรียนเอาให้ดี ปฏิบัติให้ชอบ ทำให้รอบคอบ ด้วยการกระทำแบบนี้ คำสอนนี้จะตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน" ซึ่งธรรมะที่แสดงไว้แล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง คือ “โพธิปักขิยธรรม 37 อย่าง” อันประกอบด้วย

  • สติปัฏฐาน 4
  • สัมมัปปธาน 4
  • อิทธิบาท 4
  • อินทรีย์ 5
  • พละ 5
  • โพชฌงค์ 7
  • อริยมรรคมีองค์ 8

การสืบต่อคำสอนในพระพุทธศาสนามิได้จำกัดเฉพาะคนในศาสนา ไม่ใช่ทำได้เฉพาะพระสงฆ์ หากแต่ศาสนาต้องเป็นหมู่ เป็นองค์กรหนึ่ง ซึ่งก็คือ สงฆ์หรือหมู่ อันประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกานั่นเอง และจะต้องเป็นหมู่ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติให้ดีจนเกิดพุทธะหรือพุทโธขึ้นในใจ ให้ตื่นจากความชั่วความไม่ดี อันนี้จึงจะเป็นการรักษาศาสนา รักษาคำสอนให้ดำรงอยู่ได้ตลอดกาลนาน

ปัญหาทุกอย่างในโลกนี้ แม้แต่ปัญหาในศาสนาเองก็ตาม ไม่ได้เกิดจากคำสอนหรือส่วนประกอบอื่นเลย แต่เกิดจากเรื่องของราคะ โทสะ และโมหะเป็นหลัก ดังนั้นถ้ายังมีราคะ โทสะ และโมหะอยู่มาก ปัญหาของโลกก็ยังคงมีอยู่ เพราะฉะนั้นหากเราต้องการกำจัดรากเหง้าของปัญหาต่างๆ ก็ควรจะปฏิบัติตนตามคำสอนเพื่อเป็นไปในทางกำจัดกิเลส จึงจะเป็นความดีงามที่ทำให้สังคมมีความสุขขึ้นมาได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "เครื่องร่อนกิเลส" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ฟัง "รักษาศาสนานั่นคือปฏิบัติดี" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ฟัง "อภิญญาเทสิตธรรม หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 17 และ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559