รักษาศาสนาด้วยการรักษา “มาติกา”

  • เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี “มาติกา”
  • การปฏิบัติธรรมในสายวัชรยานเป็นอย่างไร จะเข้าร่วมปฏิบัติดีหรือไม่ หรือควรปฏิบัติอย่างไร

 

- เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

“มาติกา” คือ หัวข้อ แม่บท เป็นหนึ่งในเหตุที่จะทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้นานว่า ต้องมีการรักษามาติกา ซึ่งเราต้องกลับมาที่หัวข้อ แม่บท

หัวข้อ แม่บท เช่น การกล่าวถึง “สติปัฏฐาน 4” นั้น คำว่า สติปัฏฐาน 4 เป็นมาติกา โดยมีเรื่อง กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นรายละเอียด แล้วในแต่ละรายละเอียดก็อาจจะเป็นหัวข้อของรายละเอียดต่อๆ ไป ต่อๆ ไป และต่อๆ ไป ความที่แตกฉานไปตามสายเส้นได้ทั้งขึ้นและลง นี่เขาเรียกว่า “มาติกา”

เราต้องกลับมาที่มาติกา เราฟังจุดใดจุดหนึ่ง ซึ่งท่านอาจจะยกจุดใดจุดหนึ่งก็ได้มาอธิบาย เช่น การยกพุทธประวัติ แล้วย้อนกลับไปเรื่องของฌาน สมาธิ ปัญญา โพธิกปักขิยธรรม อริยสัจ 4 จนถึงจุดที่บำเพ็ญความเพียร กลับไปเรื่องสัมมาทิฐิ อยู่ที่ว่า เราจะยกตัวไหน เชื่อมโยงต่อกันไปอย่างไร คือ ธรรมะมันเชื่อมโยงกันหมด

ถ้าเรากลับมาที่ตัวแม่บทเสมอๆ ที่หัวข้อ เรามีสติอยู่ตลอด เขาเรียกว่า เป็นธัมมานุสสติ คือ การระลึกถึงพระธรรมที่มีแม่บท มีมาติกา

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

 

คุณรัตน์ (Facebook fanpage)

คำถาม : การปฏิบัติธรรมในสายวัชรยานเป็นอย่างไร จะเข้าร่วมปฏิบัติดีไหม หรือควรปฏิบัติอย่างไร

 

คำตอบ : ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล

พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น เริ่มมีคำสอนใหม่ๆ เรียกว่า เป็นคำสอนของพุทธะ ใช้คำว่า “พุทธศาสนา” สาวกก็เริ่มมีมาท่านแรก คือ ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ มีสาวกที่มีความสามารถหลากรูป เหล่าอสีติมหาสาวก 80 องค์ที่มีความเลิศ มีความประเสริฐในด้านต่างๆ ที่มีความแตกต่างกัน

 

คำถาม คือ ตอนนั้นมันเริ่มมา แล้วทำไมตอนนี้มีความแตกต่างกัน แตกต่างกันยังไง

 

พวกที่สังเกตเห็นความแตกต่างเหล่านี้ ก็ทำการศึกษาว่า มันแตกต่างกันยังไง เราจะเห็นรูปแบบของการปฏิบัติที่มีความแตกต่างกัน เช่น ห่มจีวรไม่เหมือนกัน ข้อปฏิบัติ การสวดมนต์ บทสวด การดำเนินชีวิต การหาเลี้ยงชีพ ฯลฯ จึงแยกชื่อเรียกไว้ต่างกันได้ 3 กองใหญ่ๆ คือ

  1. วัชรยาน คือ พระที่ประเทศทิเบต ซึ่งยังแยกแบ่งเป็นนิกายต่างๆ หลายนิกาย
  2. มหายาน (โดยกว้างๆ ทั่วๆ ไป) คือ พระที่ประเทศเวียตนาม จีน ซึ่งก็ยังมีอีกหลายนิกายเช่นเดียวกัน
  3. เถรวาท คือ พระที่ประเทศไทย พม่า ศรีลังกา เป็นต้น ซึ่งมีแบบเป็นลังกานิกาย ส่วนประเทศไทยมีธรรมยุติ มหานิกาย (คำว่ามหานิกายกับมหายานไม่เหมือนกัน)

ทั้งหมดทุกนิกาย ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคไหน เขาก็มีรูปเคารพหรือสัญลักษณ์อะไรต่างๆ ที่จะแสดงว่า ยกพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา มีเครื่องหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะวัชรยาน เถรวาท มหายานก็ตาม บุคคลเหล่านี้ ท่านจะยกพระพุทธเจ้าทั้งหมด จะยกพระพุทธเจ้าขึ้นเป็นหลัก คือ มีศาสดาองค์เดียวกัน

 

 

คำถาม คือ ตอนนั้นมันเริ่มมา แล้วทำไมตอนนี้มีความแตกต่างกัน แตกต่างกันยังไง

 

เขายกศาสดาองค์เดียวกันอยู่ นั่นคือยังมีความสามัคคีกันในจุดนี้อยู่ จากจุดที่เหมือนกัน เรามาพิจารณาดูว่า พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร หลักฐานข้อมูลต่างๆ มีมาในคัมภีร์ ในตำราอยู่แล้ว ทางด้านสัญลักษณ์ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ในเรื่องของบทพยัญชนะก็เหมือนกัน จะมีความแตกต่างกันว่า ภาษาก็ต้องมีความแตกต่างกัน ในบทของพยัญชนะ ที่นี่ในบทพยัญชนะที่ว่า แปลกลับมาแล้ว กำหนดมาจากไหน หรือว่าอรรถะมีอย่างไร ใครก็ตามที่จะสามารถกำหนดบทพยัญชนะและอรรถะที่ได้เหมือนหรือว่าใกล้เคียงกับที่พระพุทธเจ้าสอนเนี่ย อันนี้ก็เป็นความดีของสำนักนั้น เป็นความดีของบุคคลๆ นั้น ของครูบาอาจารย์องค์นั้นๆ อันนี้เราก็ต้องมาดูตรงนี้ด้วย ดูสิว่า คำสอนนี่กำหนดได้ใกล้เคียงกับที่พระพุทธเจ้าสอนไหม

ตอนก่อนการปรินิพพาน มหาปรินิพพาน พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้แล้วว่า “ถ้ามีภิกษุรูปใด หรือว่าครูบาอาจารย์ในสำนักไหน หรือกลุ่มบุคคลหนึ่งบุคคลใดก็ตาม ที่บอกว่า นี่เป็นธรรม นี่เป็นคำสอนของพระศาสดา” ถ้าเขาบอกมาว่า “ชั้นได้ฟังมาต่อหน้าพระพุทธเจ้าเลยหล่ะ จากพระพักตรพระพุทธเจ้าเลยว่า ท่านตรัสไว้อย่างนี้ๆ”

ถ้าคุณได้ฟังมาแบบนั้น นี่คือหน้าที่ของเราที่ได้ฟังมา เราก็นำมาทำการเทียบเคียง ตรวจสอบในพระธรรมและในพระวินัย “ถ้านำมาเทียบเคียงตรวจสอบในพระธรรม ในวินัยแล้ว ถ้าลงกันไม่ได้ เข้ากันไม่ได้ ทั้งโดยอรรถะโดยพยัญชนะก็ตาม แสดงว่า นี่มีความคลาดเคลื่อน เราก็ไม่เอาคำสอนตรงนั้น”

แต่เราจะเอาคำสอนตรงจุดไหน “ถ้าเป็นพันคำ หมื่นคำ หรือแสนล้านคำ ที่ไม่ใช่คำสอนของพุทธะ ที่ว่าไม่ได้จะลงกันด้วยอรรถะหรือพยัญชนะได้เลย คำพูดนั้น เป็นคำพูดที่โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย” แต่ถ้ามีคำพูดที่สอดคล้องแม้แต่คำเดียว ประโยคเดียว สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าสอนตรงนี้ๆ นั่นเป็นประโยชน์นะ

 

“เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา          ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ

เตสํ เหตุ ตถาคโต          พระตถาคต ทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น

เตสญฺจ โย นิโรโธ จ          และความดับของธรรมเหล่านั้น

เอวํ วาที มหาสมโณติ          พระมหาสมณะทรง สั่งสอนอย่างนี้”

 

- คาถาพระอัสสชิ -

 

บางทีบทพยัญชนะอาจจะไม่ตรง เช่น กรณีท่านพระอัสสชิ บอกท่านพระสารีบุตรตอนก่อนบวช กำหนดบทพยัญชนะได้ไม่ตรงกับที่พระพุทธเจ้าสอนด้วยซ้ำ แค่อรรถะเหมือนกัน คือ คาถาที่เราได้ยินอยู่เป็นประจำ คือ คาถา “เย ธมฺมา – ธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ” กำหนดบทพยัญชนะไม่ตรงเลย แต่อรรถะนั้นตรงกัน คนฟังเขาฟัง แค่หัวข้อ ไม่ได้ฟังในรายละเอียดด้วยซ้ำ คนมีปัญญา เขาสามารถที่จะรู้ลึกลงไปถึงในรายละเอียด แตกฉานออกไปได้เป็นร้อยนัยยะ พันนัยยะได้ การที่เขาแตกฉานไปได้ร้อยนัยยะ พันนัยยะ จากปัญญาของเขา การที่ปัญญาของเขาจะไหลไปตามเส้นสาย การกระจายของธรรมะต่างๆ ไม่ว่าจะมาจากบทพยัญชนะหรือว่าอรรถะอย่างใดๆ มันไปตามสายเส้นทางๆ ตรงนี้ นี่เป็นลักษณะของ “มาติกา” ซึ่งเราฟังธรรมของใครก็ตาม เราต้องกลับมาที่ตัวแม่บท หัวข้ออะไรที่ท่านยก เหมือนหรือต่างกันอย่างไร กับที่พระพุทธเจ้าอธิบาย บทพยัญชนะอาจจะไม่เหมือนกัน แต่อรรถะมาจากจุดไหน จากจุดนี้เราจับต่อไปๆ ให้กลับมาที่ตัวแม่บท

 

การปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของครูบาอาจารย์

 

ครูบาอาจารย์แต่ละท่าน การกำหนดบทพยัญชนะอาจจะไม่เหมือนกัน จะมีความชำนาญในการสอนที่แตกต่างกัน เรามีศรัทธา มีความลงใจ มีหิริโอตัปปะที่เราจะตั้งไว้ในรูปใดองค์ใดหรือคนไหน เราก็ตั้งเอาไว้ นั่นเป็นความดีความงามของเรา รักษาให้ดี

ความดีความงามของผู้สอน อย่างผู้ที่ปฏิญาณว่า เป็นพระและเป็นพระจริงๆ ต้องมีศีล อาจจะสอนไม่ได้ดี แต่ต้องมีศีล ศีลรักษาท่าน เป็นความดีความงามของท่าน เป็นการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของท่าน เพราะฉะนั้น ท่านใดเป็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยกพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา มีศีลอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เป็นศีลชนิดที่ไม่ขาดไม่ทะลุไม่ด่างไม่พร้อย เป็นศีลที่เป็นอิสระจากตัณหา และไม่ถูกลูบคลำด้วยทิฐิ เป็นศีลที่เป็นไปพร้อมเพื่อสมาธิให้เกิดนิพพานได้ มีศีลแบบนี้ เราควรที่จะเคารพบูชา ไม่ควรด่าว่า ตำหนิติเตียน

 

การตำหนิติเตียน เป็นการสร้างอกุศลธรรมที่ไม่ดี

 

ถ้าคำสอนนั้นไม่ถูกใจเรา ทำไมสอนแบบนี้ การจ้องหาข้อผิดพลาดในคำสอนนั้น เป็นข้อผิดพลาดของเราเอง ถ้าเราไปเห็นความไม่ดีตรงนี้แล้ว เกิดการตำหนิติเตียน ศีลที่รักษาอยู่จะทำให้เรามีความเศร้าหมอง ถ้าผู้ที่เราด่าว่า มีศีลอยู่ เราไปด่าว่า เราจะเศร้าหมองไปเอง เพราะฉะนั้น เราอย่าไปสร้างอกุศลธรรมให้เกิดขึ้น เพราะต่อให้ท่านไม่มีคุณธรรมอะไรเลย ที่เรียกว่า อุตริมนุษยธรรม อย่างน้อยก็ยังมีศีล ศีลก็ยังเป็นสามัญญผลที่จะให้ปฏิญาณว่า เป็นภิกษุในธรรมวินัยนี้ อย่าทำในสิ่งที่เป็น มิจฉาวาจา ในการชี้โทษ เป็นไปในทางเบียดเบียน ไม่พอใจ อย่าไปด่าว่าไม่ดี แต่ให้รักษาให้อยู่ในแดนที่เป็นกุศลได้ อย่าให้เกิดสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมจากจิตใจของเราออกไป

 

เปลี่ยนจากคนโง่ให้เป็นคนฉลาด เปลี่ยนจากคนพาลให้เป็นบัณฑิต

 

คนที่ฉลาดจะสามารถเรียนรู้ เห็นข้อที่สามารถนำมาใช้งานได้ เห็นเหตุ เห็นความดีที่แม้คนอื่นจะทำไม่ดี นักปราญช์เคยพูดไว้ “คนโง่ต่อให้นั่งติดกับคนฉลาดเลย เขาก็ไม่สามารถเอาความฉลาด หรือว่าเรียนรู้อะไรจากคนฉลาดนั้นได้เลย” แต่คนฉลาดอยู่ใกล้คนโง่ คนโง่ทำผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทำไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คนฉลาดยังเรียนรู้จากคนโง่ได้ คนฉลาดยังจะเรียนรู้ได้จากสิ่งแม้จะไม่ดีนั้น เรื่องอะไรที่มันดีๆ มีประโยชน์เขายิ่งจะเรียนรู้อะไรได้มาก เพราะฉะนั้น เราต้องฉลาด

คนที่จะมานับถือศาสนาของพระพุทธเจ้า สมณะโคตม ไม่ใช่สำหรับคนโง่นะ หมายถึง คนที่จะมานับถือทำความเข้าใจ ฝึกฝนในการปฏิบัติ ขูดเกลากิเลสของตนเองแล้ว ความโง่นั้นมันจะหายไป พอความโง่หายไป ก็จะเหลือแต่คนที่ฉลาดเท่านั้นเอง เหลือแต่คนที่ฉลาดๆ จะมานับถือในศาสนานี้เท่านั้นเอง เปลี่ยนจากโง่ให้เป็นฉลาด เปลี่ยนจากคนพาลให้เป็นบัณฑิตได้

 

เปลี่ยนจากคนที่เพ่งโทษ ให้มาเป็นคนที่เพ่งจิต ให้มาเป็นคนที่ตั้งสติเอาไว้ขึ้นได้

 

คำสอนนี้ ไม่ใช่คำสอนสำหรับคนที่จะมาเพ่งโทษติเตียนผู้อื่น ไม่ใช่หมายความว่า คนที่ชอบเพ่งโทษของคนอื่นจะมาศึกษาไม่ได้นะ แต่หมายคนะวามว่า ใครก็ตามที่มาศึกษาคำสอนของพุทธะแล้ว เขาจะเปลี่ยนจากที่คอยเพ่งโทษ หาข้อผิดของคนนั้นคนนี้ จะมาคอยที่จะเพ่งจิตของตัวเอง ว่าในภายในจิตเราเป็นอย่างไร มีกิเลสอยู่ตรงไหน จะตั้งสติไว้ได้อย่างไร จะระลึกถึงหมวดธรรมต่างๆ อย่างไรๆ แทนที่จะเอาจิตเราไปเพ่งที่คนโน้นคนนี้ ก็จะมาพิจารณาอยู่ในภายใน

 

เปลี่ยนจากคนขี้เกียจ ไปเป็นคนขยัน

 

ศาสนาของเราไม่ใช่สำหรับคนที่ขี้เกียจ อ่อนแอ เยาะแยะ อันนี้ไม่ใช่ว่า คนที่อ่อนแอ เยาะแยะ จะมาทำไม่ได้นะ แต่ใครก็ตามที่มาศึกษาปฏิบัติในธรรมวินัยนี้ เขาสามารถที่จะทำความเพียรในการที่จะละสิ่งที่เป็นอกุศล สามารถตั้งไว้ในสิ่งที่เป็นกุศลได้ ทำความเพียรในทางจิต ด้วยผ่านทางกายบ้าง วาจาบ้าง ใจบ้าง ให้สิ่งที่เป็นกุศลธรรมเกิดขึ้นในจิตใจของเขา การกระทำแบบนี้เป็นการกระทำความเพียร เป็นตบะ พอทำปฏิบัติแล้ว ความดีก็มีขึ้นได้ เปลี่ยนจากคนขี้เกียจ ไปเป็นคนขยัน เปลี่ยนจากคนที่มีความเพียรเลวทราม ให้มีการทำจริงแน่วแน่จริงให้เกิดขึ้นได้ ศึกษาเถิดท่านผู้ฟัง ศึกษาด้วยการปฏิบัติ การทำจริงแน่วแน่จริง จะสามารถทำให้เรา จะเข้าถึงธรรมะต่างๆ เหล่านี้ได้

 

“มาติกา” ฟังอะไรก็ตาม ต้องตั้งไว้ซึ่งมาติกา กลับมาที่มีหัวข้อเสมอ

 

เราจะอ่านจากหนังสือเล่มใด แต่หลักการที่สำคัญ คือ แม่บท “มาติกา” เรากลับมาที่นี้ เราจะไม่หลงทาง เราจะไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าท่านไม่อยู่แล้ว เหลือแต่คำสอน ที่จดบันทึกไว้ในพระไตรปิฏก เราจำให้ได้ แม่บทอะไร มาติกาอะไร มีการทรงจำเอาไว้ พระสัทธรรมจะตั้งอยู่ได้ตลอดกาลนาน เราช่วยกันรักษาศาสนาด้วยการที่รักษาแม่บทนี้เอาไว้ ฟังสิ่งใด ได้ยินสิ่งใด จะเป็นทางหูด้วยการฟัง จะเป็นทางตาด้วยการดู การอ่านฟังแล้ว ดูแล้ว อ่านแล้ว ให้ตั้งตัวแม่บทไว้ในจิตใจ ทำความเข้าใจในแต่ละประเด็น นี่เป็น “ธัมมานุสติ”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "มหาปรินิพพานสูตร (๑๖)" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค

ฟัง "การรักษาศาสนา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "โคปกโมคคัลลานสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ฟัง "การมีธรรมะเป็นที่พึ่งที่อาศัย" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ฟัง "ต่างกันแต่ไม่วิวาทกัน" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ฟัง "ปฏิบัติดีให้ถูกตามสวากขตธรรม" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ฟัง "ตอบคำถาม: คาถาพระอัสสชิ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2557