จิตคือใจ ใจคือจิต

HIGHLIGHTS:

  • จิตใจกับใจเป็นอันเดียวกันในแง่ของการที่แต่ละอันต่างก็ทำหน้าที่ ใจเป็นแค่ช่องทาง จิตเมื่อประภัสสรก็ไม่เกลือกกลั้ว ทั้งสองมีความไม่เที่ยงเหมือนกัน
  • จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะมีเหตุปัจจัยมีความเป็นทุกข์เป็นอนัตตา คุณต้องมีสติตั้งขึ้น สติอยู่ตรงไหน จิตจะมาตรงนั้น สติตั้งขึ้นที่ใจ

บทคัดย่อ

 

 

“...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้บัณฑิตผู้ฉลาด มีปัญญาใคร่ครวญ อายตนะภายใน ๖ นั้น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะปรากฏว่าเป็นของว่าง เปล่า สูญทั้งนั้น ฯ…”

อาสีวิสสูตร

 

….จิตอันไหน ใจก็อันนั้น ใจก็คือจิต จิตก็คือใจ...เหมือนกัน คือเหมือนกันตรงนี้นะ เหมือนกันตรงที่มันแค่ทำหน้าที่ของมัน..เหมือนกันไปหมด จิตก็จะเหมือนกับใจ ใจก็จะเหมือนกับจิต ...เราจะเห็นเลยว่าใจนี่เป็นช่องทาง โอวจิตนี้เป็นประภัสสร มันไม่ได้ว่าจะไปเกลือกกลั้วในสิ่งที่เป็นสุขหรือว่าเป็นทุกข์หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขนั้น ใจนี่ก็เหมือนกันเป็นแค่ช่องทางรับมาให้เกิดการรับรู้ ...จิตอันไหน ใจก็อันนั้น มันเป็นอันเดียวกัน ตรงที่ว่ามันไม่ได้มีความเป็นตัวตนเหมือนกัน เหมือนกันตรงนี้ เหมือนกันตรงที่ว่ามันไม่ได้จะเป็นอัตตาตัวตนให้เราเข้าไปยึดถือได้ ว่า นี้เป็นตัวเรา...

 

ศาสนาหมายถึงคำสอน คำสอนเพื่อที่จะให้เราเข้าถึงจิตถึงใจในภายใน ถ้าเผื่อว่าบุคลใดบุคคลหนึ่งท่านผู้ฟังได้ยินเสียงเห็นภาพ ลิ้นรับรส จมูกดมกลิ่น กายถูกต้องสัมผัสร้อนบ้างเย็นบ้าง แล้วก็ยังมีจิตใจที่ขึ้นๆลงๆซ้ายขวาซ้ายขวาไปตามสัมผัสที่มากระทบนั้นๆ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนกับหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่จะมีโจรที่จะมาคอยปล้นทำร้ายทำให้ได้รับความเดือดร้อนต่างๆอยู่เป็นประจำ

หมู่บ้านนั้นก็คือหมู่บ้านตา หมู่บ้านหู หมู่บ้านจมูก พวกนี้เป็นหมู่บ้าน แต่ละช่องทางแต่ละช่องทาง อ้าว ทำไมเป็นหมู่บ้าน เพราะหมู่บ้านนั้นต้องประกอบด้วยเรือนหลายหลัง เป็นบ้านหลายๆหลังมารวมกัน เขาจึงเรียกว่าเป็นหมู่บ้าน ประกอบด้วยเรือนร้อยหลังคาเรือนบ้างสองร้อยหลังคาเรือนบ้างก็เรียกว่าเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่ง

ในหมู่บ้านแห่งตาก็จะมีเรือนที่รับแสงสีแดงแสงสีม่วง หมู่บ้านของลิ้นก็จะมีเรือนที่รับรสหวานบ้างเค็มบ้างขมบ้าง มีหลายอย่างประกอบกันถึงเป็นหมู่บ้านขึ้นมา ในแต่ละช่องทางก็มีหลายรายละเอียดที่เกิดขึ้น โจรที่มันจะเข้ามาเนี่ย มันก็คือรูปที่จะเข้ามาที่หมู่บ้านของตา กลิ่นที่จะเข้ามาที่หมู่บ้านของจมูก ก็จะทำให้หมู่บ้านนั้นเดือดร้อนด้วยกลิ่นที่น่าพอใจบ้างไม่น่าพอใจบ้าง ถ้าเป็นหมู่บ้านของหู ก็จะต้องได้รับความเดือดร้อนจากเสียงที่น่าพอใจบ้างไม่น่าพอใจบ้าง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นท่านผู้ฟัง

เพราะว่าเสียงที่น่าพอใจ เช่นเสียงดนตรีที่เราชอบ เสียงคนพูดไพเราะ นี่เป็นเหมือนโจรมาแล้วนะ มาแล้ว มาที่หมู่บ้านของหูของเรา ถ้าเสียงที่เป็นที่ตั้งแห่งความน่าพอใจจะทำให้หมู่บ้านนี้ได้รับความเดือดร้อนด้วยความกำหนัดลุ่มหลงเพลิดเพลิน เดือดร้อนตรงไหน เดือดร้อนตรงประมาท เดือดร้อนตรงที่จุดจะทำให้เกิดสิ่งที่เป็นอกุศลตามมาต่างๆได้ การผิดศีล การที่เล่นการพนัน อบายมุขต่างๆอาจจะเกิดขึ้นได้ด้วยผัสสะที่น่าพอใจนั้น บอกเล่นหวยซิดี เบอร์เนี๊ยออกตรงๆเลย เลขท้ายรถของคนนี้ โอว แน่นอน ได้ยินมาแล้วก็น่าพอใจแหะ เออใช่ เอ้างั้นทำไป มีการปรุงแต่งการกระทำทางกายวาจาหรือใจอย่างหนึ่งที่มันไม่ดีออกไป ตามผัสสะที่น่าพอใจนั้น นี่แหละหมู่บ้านของหูมันก็ได้รับความเดือดร้อนไป เพราะว่าเสียงที่มากระทบ ทั้งๆที่เป็นสิ่งที่รื่นหูน่าฟัง

ผัสสะที่ไม่น่าฟังคิดว่าน่าจะเข้าใจกัน เสียงด่า ดนตรีที่ไม่ชอบ เสียงที่ไม่น่าฟัง เสียงดังเกินไป เอ๊ะ ต้องการจะฟังให้มันเข้าใจแต่มันดันค่อยเกินไป เร็วไป ช้าไป มากไป น้อยไป โห้ย อย่างที่มันเกินความอยากของเราไป ไม่ว่าจะเกินไปทางน้อยหรือว่าเกินไปทางมาก ก็ทำให้เกิดความไม่น่าพอใจพอไม่น่าพอใจแล้วก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้น ทั้งด้วยผัสสะที่น่าพอใจทั้งด้วยผัสสะที่ไม่น่าพอใจมากระทบตามช่องทางต่างๆ

 

“ ...คำว่า โจรผู้ฆ่าชาวบ้านนั้น เป็นชื่อแห่งอายตนะภายนอก ๖ ตาย่อมเดือดร้อนเพราะรูปเป็นที่พอใจและไม่พอใจ หูย่อมเดือดร้อน เพราะเสียงเป็นที่พอใจและไม่พอใจ จมูกย่อมเดือดร้อนเพราะกลิ่นเป็นที่พอใจและไม่พอใจ ลิ้นย่อมเดือดร้อนเพราะรสเป็นที่พอใจและไม่พอใจ กายย่อมเดือดร้อนเพราะโผฏฐัพพะเป็นที่พอใจและไม่พอใจ ใจย่อมเดือดร้อนเพราะธรรมารมณ์เป็นที่พอใจและไม่พอใจ…”

อาสีวิสสูตร

 

เป็นเหมือนกับหมู่บ้านที่อาจจะมีโจรมาปล้นได้ ทำความร้ายทำความไม่ดีให้เกิดขึ้นได้ อันนี้ก็แน่นอนในเวลาปกติก็ไม่มีปัญหาอะไรนะ เราอาจจะได้ฟังเสียงที่น่าชอบ ได้กินอาหารที่น่าอร่อย แต่ว่าบางทีอกุศลธรรมมันก็ยังไม่เกิด หรือบางทีมีคนด่าคนว่าอากาศร้อน ผัสสะที่ไม่น่าพอใจมากระทบ อืม บางทีมันก็ยังปิดกั้นได้ไม่ได้ทำให้เกิดอกุศลธรรมอย่างใดๆได้ อดทนอยู่ได้ ยังเย็นใจอยู่ได้ บางทีมันก็เป็นไง ไอ้ที่มันหลุดมันก็มี ไอ้ที่หลุดออกไป นั่นก็เป็นเหมือนกับโจรมาปล้นในหมู่บ้านตามช่องทางต่างๆเหล่านี้

เราจึงต้องมีการรักษาช่องทางท่านผู้ฟัง ช่องทางเหล่านี้ต้องได้รับการรักษา หมู่บ้านเหล่านั้นถ้าอยู่รวมกันมันเป็นเป้าหมายของโจรอยู่แล้วล่ะ อ้าว เขาก็ต้องมีการจัดการรักษา วางเวรยามกลางคืนก็ตามกลางวันก็ตาม ในฤดูหนาวฤดูฝน ก็ต้องมีการเปลี่บนแปลงปรับให้มันมีความเหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ

 

การวางเวรยามการรู้จักป้องกันเนี่ยท่านผู้ฟัง นั่นหมายถึงการตั้งสติ สตินั้นเปรียบเหมือนเป็นนายทวาร เป็นยาม เป็นตำรวจ ที่จะคอยป้องกันอยู่บริเวณทางเข้าทางออกต่างๆ

 

อินทรีย์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นตาหูจมูกลิ้นกาย ที่รับรูปรสกลิ่นเสียงโผฏฐัพพะสัมผัส ถ้าเสียงมันจะเข้าลิ้นก็ไม่ได้ต้องมาตามช่องทางของมัน

 

อินทรีย์ทั้งหลายมันจะรับส่งต่อกันเข้ามาสู่ในใจ ในใจก็เป็นอีกช่องทางนึงเหมือนกันที่รับสิ่งต่างๆเหล่านี้ รับส่งมาแล้ว รับมาแล้วจะได้ความเดือดร้อนหรือไม่ ก็อยู่ที่ว่ามีคนคอยดูแลป้องกันตามจุดต่างๆส่วนต่างๆเหล่านั้น ดีหรือไม่ดี มากหรือน้อยอย่างไรๆ

 

สิ่งที่จะได้รับความเดือดร้อนท่านผู้ฟัง ขึ้นๆลงๆซ้ายขวาซ้ายขวา สุขไปตามทุกข์ไปตามสัมผัสที่มากระทบนั่นน่ะ ไม่ใช่ตา ไม่ใช่หู เพราะว่าตาหรือหูมันแค่ส่งข้อมูลเฉยๆ ไม่ใช่ลิ้น เพราะลิ้นมันแค่รับรู้รส จะไปรับเสียงรับกลิ่นก็ไม่ได้ แค่ส่งข้อมูลเกี่ยวกับลิ้นเฉยๆ เหมือนกับหมู่บ้านน่ะ สิ่งที่ได้รับความเดือดร้อนไม่ใช่ตัวหมู่บ้านด้วยซ้ำ แต่เป็นคนที่อยู่ในหมู่บ้านนั้น หมู่บ้านร้างอย่างที่ว่า ทำไมถึงร้างล่ะ ก็นี่นั่นแหละ เอ้า คนที่อยู่ที่นี่หายไปไหน เขาได้รับความเดือดร้อน หนีไปเพราะว่าโจร โจรมาทำร้าย โจรมาปล้นฆ่าขโมย เหมือนกันท่านผู้ฟัง ตาเนี่ย ที่เปรียบเป็นเหมือนหมู่บ้านเนี่ยนะ หูจมูกลิ้นกายหรือใจก็ตาม

 

จริงๆที่ว่าได้รับความเดือดร้อนนั้นน่ะไม่ใช่ตัวหมู่บ้านแต่เป็นคนที่อยู่ในหมู่บ้านนั้น

 

อ้าวแล้วใครล่ะ ถ้าเราเปรียบตาเหมือนกับหมู่บ้าน ลิ้นกายหรือใจเหมือนกับหมู่บ้าน แล้วใครเป็นคนที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ที่ได้รับความเดือดร้อนไปตามสัมผัสที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจนั้น คนที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นเปรียบเหมือนกับจิตของเรานั่นเอง จิตที่จะได้รับความเดือดร้อนไปตามผัสสะที่น่าพอใจ ถ้าเดือดร้อนแบบพอประมาณก็ทำให้เกิดความกำหนัดลุ่มหลง ความอยาก เป็นความคิดในทางกาม ปรุงแต่งมาในช่องทางคือใจแล้วนะ ถ้าเดือดร้อนขึ้นมาอีกหน่อยมันก็จะเริ่มพูดแล้ว พูดโกหกแบบอยากได้ของเขามีความเพ่งเล็ง พูดเท็จทั้งๆที่รู้ พูดยุยงพูดหลอกลวง พูดโกหกเพื่อที่ให้ได้มา ถ้าเดือดร้อนขึ้นมาอีกหน่อยด้วยผัสสะที่น่าพอใจนั้น จิตนั้นก็จะเดือดร้อนไปให้เกิดการกระทำไปในทางกายที่เป็นการฆ่าเป็นการลักเป็นการประทุษร้ายทางกายแบบต่างๆ

 

พอมีความเดือดร้อนเกิดขึ้นที่จิตมากหรือน้อย ตามลำดับของการปรุงแต่งที่ให้โผล่ออกมาทางใจทางวาจาหรือทางกาย เดือดร้อนด้วยผัสสะที่น่าพอใจนั้น เดือดร้อนแบบนี้ หรือด้วยผัสสะที่ไม่น่าพอใจ ไม่ใช่ตัวหมู่บ้านนะที่เขาจะได้รับความเดือดร้อน แต่เป็นคนที่อยู่ในหมู่บ้านนั้นต่างหาก ไม่ใช่ช่องทางคือตาหูจมูกลิ้นกายหรือใจ แต่จิตต่างหากที่จะได้รับความร้อนจากผัสสะที่ไม่น่าพอใจ

 

เช่น อาหารทำไมมีแมลงสาปใส่มาด้วย เอ้ารสที่น่าพอใจเมื่อตะกี้ที่ทำให้ความเดือดร้อนเกิดขึ้นแล้วทีนึง เอ้าพอเจอสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นอีกทีนึงในทางตรงกันข้าม ทำให้เกิดความขยะแขยงเกียจชังไม่น่าพอใจ เป็นความคิดประทุษร้าย เดือดร้อนพอประมาณบางทีมันมากออกมา จนกระทั่งมีความเดือดร้อนออกมาเป็นด่าเขา เป็นพูดให้เกิดคำหยาบ หรือเดือดร้อนขึ้นมาอีกเป็นทางกายออกมาเลย ทุบทำร้ายฆ่าตี อันนี้คือจิตได้รับความเดือดร้อนมากนะ ออกมาในทางสามช่องทาง คือใจ วาจา หรือกาย ตามผัสสะที่ไม่น่าพอใจนั้น

 

ท่านผู้ฟังพิจารณาใคร่ครวญตามดูให้ดีนะ เรามีช่องทางอยู่ 6 ช่องทาง 5ช่องทางคือตาหูจมูกลิ้นกายไหลรวมลงมาในช่องทางคือใจ ผ่านทางวิญญาณคือการรับรู้ในแต่ละช่องทางช่องทางนั้นแล้ว เข้าสู่ใจแล้ว ใจนั้นเป็นเพียงช่องทางอีกเหมือนกัน เป็นเพียงหมู่บ้าน เป็นเพียงสิ่งให้อยู่อาศัยตามช่องทางเท่านั้น

 

 

แต่คนที่อยู่อาศัยนี้นั้นต่างหากล่ะ ที่มันจะมีความเดือดร้อนขึ้น นั่นคือจิตของเรา จิตของเราที่จะมีความหวั่นไหวไปตามสุขไปตามทุกข์ไปตามผัสสะที่น่าพอใจไม่น่าพอใจนี้ ถ้าไม่ได้รับการรักษามันจะต้องเดือดร้อน เดือดร้อนมากหรือน้อย ก็ตามสิ่งที่มากระทบให้มีการผลิตผลออกไปทางใจทางวาจาหรือทางกาย

 

แล้วจริงๆทางกายก็ไม่ใช่ว่าหนักที่สุดนะมันจึงออกไปทางกาย จริงๆถ้าเราจะเปรียบเทียบทางกายนี่เบาที่สุด เป็นสิ่งที่เรียกว่าพอจะควบคุมได้ง่ายกว่าด้วยซ้ำ การเปรียบเทียบกันในทั้ง ๓ ทาง ทางกายนี่กว่าจะขยับตัวกว่าจะเคลื่อนตัวไป อันนี้มันยังยากกว่าทางปาก ขยับปากด่าคนเนี่ยมันง่ายกว่าขยับมือตีคนถูกมั้ยล่ะ และไอ้ที่กว่าจะขยับปากได้เนี่ย โอ๊ย ขยับจิตนี่มันยังง่ายกว่าด้วยซ้ำ คิดนึกนั่นนี่ปรุงแต่งเขาชั่วเขาเลวเขาดีอย่างไงไปนู่นแล้ว แต่ปากนี่บางทียังไม่ได้ขยับ

เพราะความหนักหน่วงในแต่ละขั้นตอน ใช่อยู่ กายนี่ถ้าจะฆ่าคนมันจะดูว่ามันหนัก ใช่มั้ย มันก็มีความหักหรือเบาในช่องทางนั้นๆเหมือนกัน ฆ่าอาจจะหนัก ทำร้ายอาจจะเบา หนักเบาในช่องทางนั้นๆ ในทางกายก็มี หนักเบาในทางวาจาก็มี ด่ากันชนิดที่ว่าด้วยถ้อยคำที่แรงมาก หรือพูดชนิดที่ว่าด่าแบบเหน็บๆเบาๆ หนักเบาในช่องทางวาจาก็มี หนักเบาในช่องทางใจก็มี ว่าความคิดอาฆาตนั้นมันจะแรงในระดับพยาบาทหรือเป็นแค่ปฏิฆะเป็นแค่ความขัดเคืองธรรมดา ความชอบใจนั้นเป็นในระดับที่เป็นความเพ่งเล็งมาก หรือเป็นแค่ความพอใจเป็นรติในสิ่งต่างๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง หนักเบาก็ไม่เท่ากัน

 

“...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่น้ำเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้จะถูกว่าด้วยคำหนักๆ แม้จะถูกว่าด้วยคำหยาบๆ แม้จะถูกว่าด้วยคำที่ไม่พอใจ ก็คงสมานไมตรี กลมเกลียว ปรองดองกันอยู่ เปรียบเหมือนรอยขีดที่น้ำ จะขาดจากกันก็ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ไม่ตั้งอยู่นาน…”

เลขสูตร

 

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้เหมือนรอยกรีด ถ้าเผื่อว่าเราเอาไม้กรีดลงไปบนน้ำ บนผิวน้ำเนี่ยท่านผู้ฟังคุณจะเอามีดเอาไม้หรืออะไรไปขีดไปกรีดมัน มันก็เป็นรอยอยู่แว๊ปเดียว แล้วน้ำมันก็ประสานกันเหมือนเดิม แว๊ปเดียวเท่านั้นเอง นี่คือแบบเบาๆ แบบกลางๆก็เช่นว่าคุณเอามีดกรีดลงไปบนทราย เอาไม้ขีดลงไป มันก็เป็นรอยอยู่สักวันนึงอ่ะ ครึ่งวัน พอน้ำขึ้นหรือว่าฝนตกรอยนั้นมันก็ถูกชำระหายไป นี่คือความหนักแบบกลางๆ หรือถ้าเราเอามีดกรีดลงไปบนหิน จนกระทั่งหินนี่เป็นรอยไปเลยนะ เป็นร่องลึกลงไป เป็นเซนติเมตรเป็นนิ้วลงไปเนี่ย โอวรอยกรีดนี้อยู่นานนะ กรีดลงไปลึก อยู่นานเป็นร้อยปีโน่นน่ะ กว่ามันจะเลือนหายจางหายไปได้

ความหนักที่เปรียบเหมือนรอยกรีดที่หินก็มี ทั้งทางกายทางวาจาหรือทางใจก็มีความหนักเบาใน ๓ ระดับ เบากลางหรือหนักก็เหมือนกัน แต่ถ้าเราจะมาดูในความที่มันจะเป็นสิ่งควบคุมได้ง่ายหรือยากต่างกัน กายนี้จะได้ง่ายกว่า ความหนักเบาก็มีนะ วาจาก็เป็นกลางลงมา ใจเนี่ยควบคุมได้ยากที่สุด มีความหนักเบาตาม ๓ ระดับนั้นเหมือนกัน พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า

 

..…...ใจเป็นใหญ่…….

 

 

...เป็นใหญ่เพราะว่ามันควบคุมได้ยาก มันต้องใช้กำลังใจสูง มันต้องใช้ความสามารถ มีการฝึก มันถึงจะทำได้...

 

พอควบคุมในช่องทางคือใจได้แล้ว วาจาไม่ยากแล้ว บางทีบางคนฝึกควบคุมกายวาจาได้ก่อนแล้วด้วยไปในทางศีล จะตีเขาก็ อ่ะ ห้ามมือเอาไว้ แต่ว่าใจนี่ยังวุ่นวายอยู่นะ ยังคิดด่าในใจ ยังคิดชอบในใจ เออแต่มือไม่เอื้อมไปไม่ทำอะไรไม่ดี อ้าว วาจาควบคุมได้ขึ้นมาไม่เหน็บแนมไม่ด่าไม่ว่า แต่ว่าใจบางทียังวุ่นวายอยู่ บางคนควบคุมกายควบคุมวาจาได้แล้วด้วยซ้ำ หลายๆคนที่อยู่ในสังคมได้ไม่ได้ไปติดอยู่ในคุกในตาราง เขาก็สามารถที่จะควบคุมกายควบคุมวาจาได้อยู่ในระดับหนึ่ง

ถามว่าที่ทำได้นั้นเพราะอะไร แน่นอนเพราะว่าในช่องทางคือใจของบุคคลต่างๆเหล่านั้นที่เขาควบคุมกายควบคุมวาจาพอได้เนี่ย ในช่องทางใจของเขาจะต้องมีสติตั้งเอาไว้แน่นอน เพราะว่าสติคือการระลึกได้ ระลึกถึงสิ่งที่ทำจำ คำที่พูดแล้วแม้นานได้ ทำให้จิตที่มันไปควบคุมกายควบคุมวาจานั้นน่ะได้รับการควบคุมไปด้วย พอได้รับการควบคุมในระดับที่สามารถไม่ทำผิดศีลหรอกนะ ไม่ด่าเขา ไม่พูดเหน็บแนมเขาก็ได้ จิตที่อยู่ในช่องทางคือใจ มีสติที่เกิดขึ้นพอประมาณในการที่จะรักษาในทางกายทางวาจาได้ นี่น่ะสำคัญนะ

 

ในช่องทางคือใจ ต้องมีสติตั้งขึ้น อะไรก็ตามที่อยู่ในช่องทางคือใจนี้ ก็จะได้รับการรักษาตามระดับตามอำนาจตามความสามรถของสติท่คุณตั้งขึ้นๆนั้น ถ้าสตินั้นมีกำลังน้อย อะไรก็ตามที่อยู่ในช่องทางคือใจ ใบ้ให้นั่นก็คือจิต จิตที่อยู่ในช่องทางคือใจนี่แหล่ะ ก็จะได้รับการรักษาอยู่ในระดับหนึ่ง ที่น้อยตามสตินั้น

 

ก็อาจจะรักษารอยกรีดที่แบบในน้ำได้ ได้แว๊ปนึง ตามช่องทางกายช่องทางวาจาหรือช่องทางใจที่จิตมันจะไปมีผลต่อๆไปได้ แต่ถ้าสติมีกำลังมากขึ้นในระดับกลาง มันก็จะรักษาอะไรก็ตามที่อยู่ในช่องทางคือใจนี้ นั่นก็คือจิตเป็นต้น จิตได้รับการรักษาในระดับกลางหนึ่งหน่อย อ้าวการกระทำอะไรที่มันจะมีผลหนักในระดับที่จะเป็นรอยกรีดบนทราย ไม่ว่าจะอยู่ในช่องทางกายช่องทางวาจาหรือช่องทางใจ ก็จะได้รับการรักษาไปอีกระดับหนึ่ง ในความดีดิ้นของในแต่ละช่องทางอย่างที่ว่า ใจนี่ก็ดีดดิ้นมาก วาจาก็รองลงมาหน่อย ทางกายนี่ก็พอจะควบคุมได้ แล้วแต่ว่าระดับหนักเบา ลักษณะ สถานกราณ์บริบทนั้นอยู่อย่างไรๆ

 

ทีนี้สติในระดับที่สูงขึ้นมาเลย ในระดับที่ดีมากๆขึ้นไปเลย จะรักษาจิตอยู่ได้ตลอด จิตนั้นเนี่ยจะได้รับการรักษาด้วยสติที่เกิดขึ้นอยู่ในช่องทางคือใจ

 

นี่คือเรื่องที่ต้องการจะพูดในวันนี้ท่านผู้ฟัง ที่พูดมาทั้งหมดคือเกริ่นนะ เกริ่นให้ฟังว่า อ๋อ นี่ช่องทางคือใจกายวาจาหูตาลิ้นพวกนี้ทำงานกันอย่างไง เกริ่นมาให้ฟังแล้ว ต้องมีสติคอยรักษา นี่คือเนื้อหาของเรื่อง ที่มีสติคอยรักษาเป็นเนื้อหาของเรื่องแล้ว จะทำให้เกิดผล ผลที่จะทำให้เกิดขึ้นนั้นก็คือ จิตของเราจะได้รับการรักษาด้วยสติที่เกิดขึ้น พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ตอนที่ปลงอายุสังขารแล้วท่านผู้ฟัง บอกว่า

 

...พวกเธอทั้งหลายจงมีสติรักษาจิต….

 

 

ในช่องทางคือใจที่ต้องมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ สติที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นสติที่สามารถมารักษาจิตของเราได้

 

จิตได้รับการรักษาแล้วเป็นไง เกริ่นมาตั้งนานนี่เข้าใจมั้ยล่ะ จิตได้รับการรักษามันก็ไม่ดีดดิ้นออกไปทำไม่ดีทางกายวาจาหรือใจ หนักเบาในตาม 3 ระดับ ใน 3 ช่องทางที่ว่ามานี้ ทีนี้ถ้าเผื่อว่าได้รับการรักษาแบบว่าสุดยอดไปเลย รักษาจนกระทั่งว่ามันดี๊ดีๆ จิตนี้จะมีความเป็นประภัสสรนะ ไม่ได้จะไปมีความเศร้าหมองตามผัสสะที่มาใน 6 ช่องทาง

พอจิตได้รับการรักษาด้วยสติ ไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนจากโจรที่เข้ามาปล้นในหมู่บ้าน ทั้ง 6 หมู่บ้านนั้น จิตได้รับการรักษาด้วยสติที่เป็นเหมือนกับนายทวารป้องกันเอาไว้ โจรมาทำอะไรไม่ได้ จิตก็จะไม่ได้เศร้าหมองด้วยกิเลสที่ให้เป็นราคะโทสะหรือโมหะ ไม่เศร้าหมองแล้ว ได้รับการรักษาแล้ว จิตนั้นมีความเป็นประภัสสร บริสุทธิ์จากกิเลสที่เป็นอาคันตุกะจรมานั้นได้

จิตได้รับการรักษาแล้วใช่มั้ย ด้วยอะไร ด้วยสติ ถูกมั้ย รักษาจากอะไร รักษาจากผัสสะที่มากระทบผ่านทางช่องทางทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจ เป็นเหมือนโจรที่มาคอยปล้นฆ่าในหมู่บ้าน รักษาเอาไว้ พอได้รับการรักษามีความบริสุทธิ์แล้ว หมู่บ้านต่างๆนั้นเป็นเมืองที่มีความมั่งคั่งได้รับการป้องกันดีแล้ว

ถ้าเราจะมาดูเปรียบเทียบ เราจะพบว่า หมู่บ้านไหนบ้านเมืองไหนที่เขาสามารถป้องกันบ้านเมืองเขา ดูแลกันได้ดี เนียนไปหมดเลย ไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นฆ่าศึกเสี้ยนหนามมาคอยเบียดเบียนได้ จะมีความสามัคคีกว้างขวางไปในกลุ่มคนนั้นๆ ในหมู่บ้านนั้น ในเมืองนั้นๆแน่นอน

ความสามัคคีที่กว้างขวางเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเนี่ย ทำให้มันมีความสามารถในการที่จะป้องกันได้ ณ จุดนั้นๆ ณ เวลานั้นๆ วินาทีนั้นๆ ในช่วงนั้น อันนี้แน่นอน ต้องมีความสามัคคีกัน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 

อันนี้ล่ะสำคัญเหมือนกันเลย เหมือนกันว่า ในช่องทางคือใจของเรา ที่มีสติตั้งขึ้นเอาไว้แล้ว จิตเรานั้นได้รับการรักษาในระดับที่ดีดีดีมากๆเลยเนี่ย จนจิตมีความเป็นประภัสสรเกิดขึ้น ความที่จิตมีความเป็นประภัสสรมันมีความเข้ากันไปหมด เหมือนกันไปหมด จิตก็จะเหมือนกับใจ ใจก็จะเหมือนกับจิต

 

 

เราจะเห็นเลยว่าใจนี่เป็นช่องทาง โอวจิตนี้เป็นประภัสสร มันไม่ได้ว่าจะไปเกลือกกลั้วในสิ่งที่เป็นสุขหรือว่าเป็นทุกข์หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขนั้น ใจนี่ก็เหมือนกันเป็นแค่ช่องทางรับมาให้เกิดการรับรู้

 

 

หูก็เหมือนกัน ลิ้นก็เหมือนกัน ตาก็เหมือนกัน รับแสงรับรสรับกลิ่นมาแล้ว มันไม่ได้ว่าเป็นอันเดียวกับกลิ่นนั้น แสงนั้น เสียงนั้น เป็นคนละอันกัน จิตก็เหมือนกัน จิตที่มีความเป็นประภัสสรนั้นก็เหมือนกัน เหมือนกับใจ เหมือนกับหู เหมือนกับตา เหมือนกันท่านผู้ฟัง

 

 

….จิตอันไหน ใจก็อันนั้น ใจก็คือจิต จิตก็คือใจ….

 

 

...เหมือนกัน คือเหมือนกันตรงนี้นะ เหมือนกันตรงที่มันแค่ทำหน้าที่ของมัน...

 

ทำหน้าที่ของมันในการที่จะรับช่องทางต่างๆตามช่องทางๆของมัน ไม่ใช่ว่าจะไปสุขหรือทุกข์ไปตาม เหมือนหมู่บ้านท่านผู้ฟัง โจรจะเข้าจะออก คนจะไปจะมา อาคารบ้านเรือนมันก็เป็นธรรมดาของมันอยู่อย่างนั้น มันจะไม่ได้สุขไปตามทุกข์ไปตาม หูของเราเนี่ย เขาจะด่าจะว่าจะชมจะอะไร มันก็ยังเป็นหูธรรมดา มันก็ไม่ได้ว่า หูจะใหญ่ขึ้นหรือเล็กลงไปตามเสียงด่าหรือเสียงชมนั้นๆ มันเป็นธรรมดาของมัน

ใจก็ด้วยเหมือนกันเป็นช่องทางตามธรรมดาของมัน จิตนี้ก็เหมือนกัน จิตที่มีความเป็นประภัสสรนั้นก็เหมือนกัน เหมือนกันตรงที่ว่า เออกิเลสมาก็ไป เสียงมาก็ไป ถ้าจิตของเราเข้าถึงความเป็นประภัสสรแล้ว มันจะมีธรรมชาติเหมือนกันตรงนี้ เหมือนกันตรงที่ว่ามันไม่ต้องจะไปเกลือกกลั้วในสิ่งต่างๆ เราให้เห็นตามความเป็นจริงเถอะน่ะ ว่าถ้าใจมันไม่ได้เป็นตัวตน หูตาลิ้นมันก็ทำหน้าที่ของมัน ไม่ได้มีความเป็นตัวตน จิตนี้ก็ไม่ได้มีความเป็นตัวตนเหมือนกัน เหมือนกันตรงนี้

 

จิตอันไหน ใจก็อันนั้นเนี่ย มันเป็นอันเดียวกัน ตรงที่ว่ามันไม่ได้มีความเป็นตัวตนเหมือนกัน เหมือนกันตรงนี้ เหมือนกันตรงที่ว่ามันไม่ได้จะเป็นอัตตาตัวตนให้เราเข้าไปยึดถือได้ ว่า นี้เป็นตัวเรา

 

นี้เป็นตาฉัน ยายนี่ก็อยู่อีกที่หนึ่ง แต่หูฉันอยู่ที่นี่ ลิ้นจมูกกายใจก็เป็นของมัน ที่ทำตามหน้าที่ของมันของมัน จิตก็ทำตามหน้าที่ของมันน่ะ ในการที่จะสะสมบุญสะสมบาป ในการที่จะมีความวิจิตรพิสดาร ในการที่จะมีการปรุงแต่งนั่นนี่โน่น นี่คือหน้าที่ของมัน หน้าที่ของจิต หูก็มีหน้าที่รับรสได้อย่างไงล่ะ มันก็ต้องมีหน้าที่รับเสียงเท่านั้น นี่คือหน้าที่ของมัน ก็ทำตามหน้าที่ของมัน จมูกจะไปรับแสงก็ไม่ได้ เขาเอาไฟส่องเข้าทางจมูกดูว่าข้างในมีอะไร เราก็ไม่ได้เห็นแสงที่เขาส่องมาทางจมูกนั้นด้วยซ้ำ มันก็ทำหน้าที่รับกลิ่นเท่านั้นของมัน กลิ่นก็มีหลายอย่าง ก็ทำหน้าที่ของมันไป

ใจที่เป็นช่องทางที่จะรวบรวมสิ่งต่างๆเข้ามาตกอยู่ในนี้ ใจก็ทำหน้าที่ของมันมีมโนวิญญาณในการที่จะรับรู้ในช่องทางต่างๆ

กายก็ตามเมือนกัน หูจมูกลิ้นใจ และจิตก็เมือนกัน เหมือนกันในการที่มันก็ทำหน้าที่ของมัน ไม่ได้มีความเป็นตัวตน ต่างอาศัยเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันมา ปรุงแต่งมาแล้วให้เกิดสิ่งต่างๆเป็นผล มีวิบากหนักบ้างเบาบ้าง เหมือนรอยกรีดในน้ำรอยกรีดบนหิน ปรุงแต่งออกมาไปตามช่องทางในใจ ช่องทางในวาจา หรือช่องทางกาย ปรุงแต่งออกไปทำหน้าที่ของเขา

 

เหมือนกันตรงนี้ อันไหนอันนั้น เป็นตามปัจจัย ไม่ได้เป็นตัวของมันเอง ให้เราเห็นให้เราเข้าใจจุดนี้ให้ได้ เราจะเห็นเราจะเข้าใจจุดนี้ได้ คุณต้องตั้งสติเอาไว้ให้อย่างดี สติที่เปรียบเหมือนเสาเขื่อนเสาหลัก เราเอาตรงนี้ เราไม่เอาตรงอื่น

 

เราไม่เอาตรงเสียง เราไม่เอาตรงกลิ่น เราไม่เอาตรงความคิดนึก นั่นเป็นสัญญาสังขาร เราเอาตรงสตินี่ เราเอาตรงสติ เราไม่ได้เอาตรงจิตด้วยซ้ำ เพราะว่าจิตนี่มันก็จะได้รับการรักษาโดยอัตโนมัติถ้าเรามีสติตั้งขึ้น เราเอาตรงสติ

 

 

...สติอยู่ตรงไหน จิตมันจะมาตรงนั้น สติจะตั้งขึ้นได้ที่ไหน ตั้งขึ้นที่ใจ ช่องทางนี้ ….

 

เพราะว่าไม่ว่าเสียงผ่านทางหูรูปผ่านทางตา มันจะมารวมเข้าในใจ

 

เราตั้งสติขึ้นที่ใจช่องทางเดียว สิ่งต่างๆที่ไหลรวมมาจะได้รับการรักษา จิตมันจะมาตรงนี้ จะมาตรงที่สติตั้งขึ้น สติตั้งขึ้นแล้ว จิตมีความเป็นประภัสสรแล้ว ให้เห็นจิตนั่นล่ะเหมือนกับใจ มันเหมือนกัน ไม่แตกต่างกัน โดยความเป็นของที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยอย่างอื่นเกิดขึ้น มีความไม่เที่ยง มีความเป็นอนัตตา

 

สิ่งใดมีความเป็นอนัตตาต้องอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้น นั่นแหละมันคือความไม่เที่ยงของมัน ไม่เที่ยงแล้ว มันจะมีลักษณะที่ทนอยู่ได้ยาก เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนี้เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ไม่ได้อยู่ในสภาพที่มันจะคงเดิมอยู่ได้ เพราะเหตุปัจจัยที่มันอาจจะคงเดิมอาจจะเปลี่ยนแปลงไปตามนั้น

 

มีความไม่เที่ยงแล้ว มีความทนอยู่ได้ยากในสภาพของมันนั่นคือเป็นทุกข์ สิ่งใดที่มีความเป็นทุกข์ไม่เที่ยงแปรปรวนเป็นธรรมดา เราไม่ควรจะเห็นสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเราของเรา สิ่งไหนไม่ใช่ของเรา เราจะไปอะไรกะมัน เราก็ควรจะวางมันเสีย ให้มันไปตามเรื่องตามราวของมัน ตามเหตุตามปัจจัยปรุงแต่งของมัน เหมือนกันตรงนี้ จิตอันไหน ใจก็อันนั้น

 

ถ้าวันนี้ได้ฟังเทศน์แล้วบอกว่าคุณฟังเรื่องอะไรมาธรรมะรับอรุณน่ะ ให้บอกเขาไปเลยบอกว่า ฟังเรื่องจิตเรื่องใจว่ามันต้องเหมือนกัน ตามแบบตรงนี้นะ ตรงที่มันไม่เหมือนกันก็มีนะ ที่เล่ามาตั้งแต่ตอนแรก เหมือนกันก็มีตรงจุดที่มันเหมือนกัน ไม่เหมือนกันก็มีตรงจุดที่มันไม่เหมือนกัน มีความเข้าใจแล้ว มีปัญญาเกิดขึ้นแล้ว มีสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว ได้ฟังสิ่งที่เคยฟังแล้วให้มีความละเอียดมากขึ้น สิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟังก็ได้ฟังให้มีปัญญาแจ่มแจ้ง มีความร่าเริงมีความโสมนัสในธรรมเกิดขึ้นได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง