พ้นจากกรรม

  • ความคิดว่า สุขหรือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดในชีวิต เป็นเพราะเรื่องของกรรมเก่าอย่างเดียว ความคิดนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ
  • ความคิดว่า ทำอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในอดีต ต้องได้รับผลอย่างนั้นๆ ความคิดนี้ผิดพลาดคลาดเคลื่อน การประพฤติพรหมจรรย์จะมีไม่ได้ การทำที่สุดแห่งทุกข์จะไม่ปรากฏ
  • สุขหรือทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นจากกรรมเก่าอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ
  • ทำสิ่งที่ควรทำ ละสิ่งที่ควรละ จะเป็นสิ่งที่มีผล คือพ้นจากกรรม จะอยู่เหนือจากเรื่องของกรรมทั้งหมดได้

 

น อนฺตลิกฺเข น สมุทฺทมชฺเฌ

น ปพฺพตานํ วิวรํ ปวีสํ

น วิชฺชตี โส ชคติปฺปเทโส

ยตฺรฏฺฐิโต มุญฺเจยฺย ปาปกมฺมา.

 

 

บุคคลที่ทำกรรมชั่วไว้ หนีไปแล้วในอากาศ ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้, หนีไปในท่ามกลางมหาสมุทร ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้, หนีเข้าไปสู่ซอกแห่งภูเขา ก็ไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้, (เพราะ) เขาอยู่แล้วในประเทศแห่งแผ่นดินใด พึงพ้นจากกรรมชั่วได้, ประเทศแห่งแผ่นดินนั้น หามีอยู่ไม่.

 

 

แก้อรรถ ความแห่งพระคาถานั้นว่า :-

"ก็หากว่า คนบางคนคิดว่า ‘เราจักพ้นจากกรรมชั่วด้วยอุบายนี้ พึงนั่งในอากาศก็ดี พึงเข้าไปสู่มหาสมุทรอันลึกแปดหมื่นสี่พันโยชน์ก็ดี พึงนั่งในซอกแห่งภูเขาก็ดี เขาไม่พึงพ้นจากกรรมชั่วได้เลย.’

ด้วยว่า ในส่วนแห่งแผ่นดินคือภาคแห่งปฐพีมีปุรัตถิมทิศ (ทิศเบื้องหน้า) เป็นต้น โอกาสแม้ประมาณเท่าปลายขนทรายที่บุคคลอยู่แล้ว พึงอาจพ้นจากกรรมชั่วได้ หามีไม่."

 

นิทานเกี่ยวกับภิกษุ 7 รูปที่ติดอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง มีการเกณฑ์คนจากหมู่บ้าน 7 ตำบลมาช่วยกัน เพื่อช่วยภิกษุ 7 รูปนี้ แต่ก็ช่วยไม่ได้ จนกระทั่งวันที่ 7 เหล่าภิกษุก็ออกมาได้เอง เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผลของกรรม และความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งที่ผิดเพี้ยน คลาดเคลื่อนไปจากสัมมาทิฏฐิ จึงทำให้มีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ (เรื่องชน 3 คน [105]) (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/ เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

 

 

ความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน

 

บางคนอาจจะมีความคิดว่า ใครสักคนใดคนหนึ่งที่ประสบทุกข์หรือสุขอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะว่ากรรมที่ได้ทำไว้ในกาลก่อน เหมือนตัวอย่างของพระ 7 รูปที่ไปติดอยู่ในถ้ำ 7 วัน เพราะสมัยก่อนเคยเกิดเป็นเด็กไปกักขังตัวเงินตัวทองเอาไว้ในจอมปลอก เลยได้รับกรรมนั้น หรือภรรยานายเรือถูกถ่วงน้ำ เพราะไปฆ่าสุนัขเอาไว้ กาถูกไฟไหม้ในอากาศ เพราะว่าเคยไปฆ่าวัวเอาไว้

 

ถ้าเรามีความคิดว่า สุขหรือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดในชีวิตของเรา เป็นเพราะเรื่องของกรรมเก่าอย่างเดียว ความคิดแบบนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน

ความคิดที่ว่า เราทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งไว้ในอดีต เราจะต้องได้รับผลอย่างนั้นๆ อันนี้ก็เป็นความคิดที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน พระพุทธเจ้าบอกว่า คนที่มีความเชื่อแบบนี้ การประพฤติพรหมจรรย์จะมีไม่ได้ การทำที่สุดแห่งทุกข์จะไม่ปรากฏ

ถ้าเราเชื่อว่า สุขทุกข์ เกิดขึ้นเพราะกรรมเก่าอย่างเดียว จิตใจของคนนั้นจะโน้มน้อมไปในทางที่จะไม่ทำอะไร ขี้เกียจขี้คร้านบ้าง เป็นการอ้อนวอนข้อร้องบ้าง จิตใจจะน้อมไปในสิ่งที่ไม่ควรจะต้องทำ ไม่ได้จะละสิ่งที่ควรจะต้องละ เพราะคิดว่า นั่นเป็นกรรมเก่าอย่างเดียว ถ้าคิดแบบนี้ พลาดเลย

 

 

อะไรคือความเชื่อที่ถูกต้อง

 

สุขหรือทุกข์ไม่ได้เกิดขึ้นจากกรรมเก่าอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ อาทิ

  1. อุตุ ดินฟ้าอากาศ
  2. การเตรียมตัวไม่สม่ำเสมอ
  3. ฤดูแปรปรวน
  4. ธาตุในกายไม่สม่ำเสมอ
  5. ผู้อื่นบันดาล

 

 

อะไรคือสิ่งที่ควรทำ อะไรคือสิ่งที่ควรละ

 

สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ การทำอกุศลธรรมทั้งหลาย การด่าว่ากัน การพูดคำหยาบ การฆ่ากัน การกระทำชนิดที่ทำให้เราต้องลำบากเปล่าปลี้ๆ การหาทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ทับถม นี่เป็นสุดโต่งข้างหนึ่ง หรือการอ้อนวอนขอร้อง บนบานศาลกล่าว เพื่อดลบันดาลให้เปลี่ยนแปลงกรรมเก่า การโกงกัน การทำสิ่งที่เป็นอกุศลกรรมบถ 10 อย่าง และมิจฉามรรค

สิ่งที่ควรทำ คือ ไม่ด่าไม่ว่ากัน พูดจาให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี พูดคำสุภาพ เป็นวาจาที่ฟังแล้วรื่นหู การกระทำที่ไม่ผิดศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ดื่มสุราเมรัย ให้ตั้งอยู่ในศีล ความคิดในทางใจไม่ให้เป็นความคิดในทางพยาบาท น้อมไปในทางที่จะหลีกออกจากกาม ไม่เบียดเบียน

 

 

การทำสิ่งที่ควรทำ การละสิ่งที่ควรละ การกระทำนั้น จะเป็นสิ่งที่มีผล จะได้ผลออกมา ผลคือพ้นจากกรรม อยู่เหนือจากเรื่องของกรรมทั้งหมด ไม่ว่ากรรมนั้นจะเกิดจากผู้อื่นบันดาล จากเหตุแห่งดินฟ้าอากาศ กรรมเก่าที่เราทำมา สุขภาพอะไรก็ตาม เราจะเหนือ คือ พ้นจากกรรมนั้นได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง