ฝึกสติ ให้ถึงสัมปชัญญะ

  • ต้องปฏิบัติธรรมอย่างไรให้สมควรแก่ธรรม เมื่อต้องพบเจอคนพาลซึ่งเป็นญาติและคนรอบข้าง
  • การดับผัสสะและทำให้ไม่เกิดเวทนา ควรต้องทำอย่างไร
  • การปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิแล้วเห็นจิตในจิต ลักษณะที่ถูกต้องเป็นอย่างไร
  • ตามพระวินัยในศาสนาพุทธระบุไว้อย่างไร หากวัดใดวัดหนึ่งมีเพียงพระภิกษุหนึ่งรูปอาศัยอยู่กับแม่ชีเท่านั้น

คำถาม 1: ห้ามคบคนพาล แต่คนพาลเป็นญาติและคนรอบข้างเราเอง ต้องปฏิบัติธรรมอย่างไรให้สมควรแก่ธรรม

คำตอบ 1: ตามที่อ้างอิงในมงคลสูตร พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า “อเสวนา จ พาลานํ” คือ การห้ามยุ่งเกี่ยวหรือคบหากับคนพาล ซึ่งคำว่า “พาล” หมายถึง คนโง่ ที่มีคุณลักษณะเด่นในการคิด พูด และกระทำแต่สิ่งที่ชั่ว ตรงกันข้ามกับ “บัณฑิต” หมายถึง คนฉลาดหรือคนมีปัญญา มีคุณลักษณะเด่นในการคิด พูด และกระทำแต่สิ่งที่ดี

หากเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ให้ข้องเกี่ยวเฉพาะบริบทหรือบทบาทที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่หากคนพาลนั้นเป็นบิดามารดาของเรา เราต้องพยายามเปลี่ยนคนพาลให้กลายมาเป็นบัณฑิตให้ได้ทั้งในด้านความคิด การพูด และการกระทำ โดยการเปลี่ยนจากศรัทธาที่ไม่ถูกต้อง ไม่ดี ไม่มี หรือไม่ได้ ให้กลับมาดีได้ เป็นไปเพื่อการรักษาศีล พร้อมด้วยจาคะและปัญญา

แต่ถ้าเป็นญาติ มิตร อำมาตย์เหล่าอื่นๆ ที่พอจะบอกสอนได้และเขารับฟังเรา ก็ควรจะบอก แต่หากบอกสอนหรือแก้ไขไม่ได้ก็อย่าให้ตนเองกลายเป็นคนพาลเสียเอง โดยทำให้บาปของเขามาเป็นบาปหรืออกุศลธรรมในใจเรา และต้องมีอุเบกขาที่เราต้องรักษาในใจเราเอง เพื่อไม่ให้อกุศลธรรมในใจเราคืบคลานออกไป

 

- - - ตอบคำถาม : คุณข้าวทุ่ง โพนตาล

 

คำถาม 2: เวลาเห็นรูปกระทบตา หรือเสียงกระทบหู หรือผัสสะเกิดขึ้นแล้ว แต่เราไม่สนใจในรูปหรือเสียงนั้น เอาจิตตั้งอยู่กับลมหายใจอย่างเดียว อย่างนี้เรียกว่าดับผัสสะและทำให้ไม่เกิดเวทนา ถูกต้องหรือไม่

คำตอบ 2: การเกิดผัสสะได้นั้นมาจาก สฬายตนะ ซึ่งเป็นช่องทางที่เกิดการกระทบกันระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอกที่ถูกต้องตามช่องทางและหน้าที่ของมัน จนเกิดเป็นการรับรู้(วิญญาณ) ขึ้นมา ในขณะที่เกิดผัสสะแล้วเราเจริญสติด้วยวิธีอานาปานสติ จะเกิดเวทนาขึ้นหรือไม่เพียงใด ขึ้นกับความสามารถของสติว่ามีกำลังมากน้อยเพียงใด ที่จะห้ามความชั่ว ความเลว ความบาป หรืออกุศลธรรมต่างๆไม่ให้เกิด แต่จะอนุญาตให้กุศลธรรมเข้ามาได้

สติเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้ามีกำลังน้อยก็ทำให้อกุศลธรรมเกิดขึ้นได้ เวทนาเกิดแล้วอกุศลธรรมเกิดตาม ถ้ามีกำลังมากขึ้นไปอีก เวทนาเกิดแต่อกุศลธรรมไม่เกิดและเป็นกุศลธรรมแทน ถ้ามีกำลังมากขึ้นไปอีก เวทนานี้ก็ไม่เกิดเลย คือมีผัสสะ เห็นสักแต่ว่าเห็น ได้ยินสักแต่ว่าได้ยิน หากเกิดผัสสะแล้วก็วางเลยตรงนี้ได้อยู่ที่ว่าสติเรามีกำลังมากหรือน้อยเท่าไร

ดังนั้นควรต้องฝึกตั้งสติตามหลักอนุสสติสิบ เพื่อทำสติให้เกิดขึ้นได้ในระดับสติปัฏฐาน ตั้งอยู่ในธรรม และจะทำให้มรรคอื่นๆเกิดขึ้นตามมาเช่นกัน ทำให้เราสามารถวางได้ ดับได้เร็ว เป็นทักษะที่ยิ่งฝึกยิ่งทำยิ่งได้จนเป็นระดับสัมปชัญญะ กล่าวคือ รู้ตัว รอบคอบทุกอย่างในทุกอิริยาบถ ความทุกข์จะค่อยๆลดลง จนความสุขเพิ่มมากขึ้นด้วย

 

คำถาม 3: บางครั้งนั่งสมาธิพอจิตสงบสักพักแล้วเห็นจิตในจิต เห็นจิตเคลื่อนแล้วมีจิตอีกดวงหนึ่งเข้าไปเห็นว่าจิตมันเคลื่อน พอจิตที่เคลื่อนไปนั้นมีผู้จ้องดูอยู่หรือมีผู้เข้าไปเห็นมัน จิตที่เคลื่อนนั้นก็ดับไปอัตโนมัติ เปรียบเหมือนมีขโมยขึ้นบ้านแล้วเจ้าของบ้านกำลังจ้องดูอยู่ พอขโมยมันรู้ว่าเจ้าของบ้านเห็นมันแล้ว ขโมยก็รีบหลบไปทันที แล้วในขณะนั้นตัวผู้ถามก็มีความรู้สึกว่าขันธ์ห้านั้นไม่ใช่เราจริงๆ แต่เป็นบางครั้งเท่านั้น ไม่ได้ทุกครั้งที่นั่งสมาธิ อย่างนี้เรียกว่าเห็นถูกต้องหรือไม่

คำตอบ 3: พระพุทธเจ้าทรงอธิบายคำว่า “เห็นจิตในจิต” ว่าหมายถึง การปรุงแต่งของจิตระงับลง (ทั้งที่เป็นสัญญา ความคิดนึก ความรู้สึก) จะทำให้เราเริ่มเห็นจิตจริงๆ ซึ่งจิตก็คือ ผู้ที่ทำหน้าที่รับรู้ความคิด ความรู้สึก จากนั้นจิตจะเริ่มสงบลง มีความเป็นประภัสสร

จากคำถามจะเห็นว่าเป็นการปฏิบัติที่เกิดขึ้นเป็นขั้นเป็นตอนโดยเริ่มจาก เห็นเวทนาในเวทนา ไปสู่การเห็นจิตในจิต จนกระทั่งเห็นธรรมในธรรม คือเห็นว่าธรรมทั้งหลายมีความไม่เที่ยง ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตน ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องอยู่แล้ว และเพื่อให้มีความก้าวหน้าในการปฏิบัติ จึงควรจะฝึกทำซ้ำ ทำย้ำ ทำบ่อยๆ จนชำนาญ จะทำให้เห็นจิตนั้นเป็นประภัสสร มีความไม่เที่ยง และสามารถวางลงได้ในที่สุด

 

คำถาม 4: ผู้ถามรู้จักสนิทกับแม่ชีคนหนึ่ง ซึ่งท่านเป็นผู้คอยแนะนำบอกสอนธรรมะและการภาวนาให้กับผู้ถาม ซึ่งผู้ถามก็มีความศรัทธาท่าน ปีที่แล้วท่านได้ย้ายไปศึกษาธรรมะที่เชียงใหม่ เดือนเมษายนที่ผ่านมาผู้ถามได้ตามไปศึกษาธรรมะกับท่านที่เชียงใหม่เช่นกัน ปรากฏว่าในวัดนั้นมีแค่พระภิกษุหนึ่งรูปกับแม่ชีเท่านั้น แต่ท่านทั้งสองก็ยืนยันว่าท่านเบาบางจากกามราคะแล้ว ตามพระวินัยในเรื่องนี้พระศาสดาได้ว่าไว้อย่างไร

คำตอบ 4: สามารถแยกเป็นประเด็นได้ดังนี้

  • หากอ้างอิงจากสิกขาวินัยของภิกษุณีนั้น จะต้องอยู่ในเสนาสนะที่มีพระภิกษุอยู่ด้วย
  • หากพิจารณาจากพื้นที่วัดที่มีมาก หรือกิจกรรมทางศาสนาที่จำเป็นต้องทำในเวลาเดียวกัน ก็ถือว่าไม่ติดปัญหาใดๆ
  • หากอยู่ในที่มุมบังเดียวกัน อาจจะมีผู้อื่นมาโจทย์ได้ว่าไม่เหมาะสม แต่ในทางสิกขาวินัยนั้น พระภิกษุสามารถยืนได้ และต้องห้ามนั่ง เพราะจะทำให้เกิดอาบัติปาจิตตีย์แก่พระภิกษุขึ้นได้

 

- - - ตอบคำถาม : คุณสุมารี ลุนระวงษ์

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "ทุกบริบทของสติรวมลงในสติปัฏฐาน 4" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ฟัง "เวทนาไม่ใช่ตัวตน" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ฟัง "สากัจฉาธรรม – ตัดผัสสะ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ฟัง "ฝึกตรงที่ผัสสะ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2559

ฟัง "รับมือกับคนพาล" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561

ฟัง "คำพุทธ – พาลบัณทิตสูตร ว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ฟัง "ความแตกต่างของคนพาลและบัณฑิต" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ฟัง "สากัจฉาธรรม-อยู่กับคนพาลอย่างไรให้มีสุข" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2557