ทุกบริบทของสติรวมลงในสติปัฏฐาน 4

HIGHLIGHTS:

  • ความหมายของคำว่า “สติ” ในบริบทที่เป็น สติทั่วไป,สติสัมปชัญญะ, สติอินทรีย์ และสติวินโย
  • สติที่เราระลึกได้ไม่ว่าจะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราจะต้องเปลี่ยนให้เป็นสติปัฎฐาน ซึ่งทุกบริบทของสติรวมลงในสติปัฏฐาน 4
  • เปลี่ยนการระลึกได้ คือ สติ ให้เป็นสติปัฏฐานแล้ว ก็จะเกิด “สัมมาสติ” ที่เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม ที่เรียกว่า “สติสัมโพชฌงค์” เป็นองค์ธรรมที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการตรัสรู้ธรรมขึ้นในจิตใจของเราได้
  • เราจะเปลี่ยนจากสติให้เป็นสติปัฏฐานได้ คือ เราจะต้องมีปัญญา นั่นคือ “สัมมาทิฏฐิ”
  • “สติ” นี้ เป็นธรรมอันเอก เป็นเอกังสิกธรรม จะแยกออกก็ได้ 4 อย่างเป็นสติปัฏฐานทั้ง 4, แยกออกไปได้ 7 อย่างเป็นโพชฌงค์ทั้ง 7, แยกออกไปได้ 8 อย่างเป็นมรรค 8 จะรวมเป็นสี่ เป็นแปด เป็นหนึ่ง เป็นอะไรก็ได้ แต่ต่างก็อยู่ในทางเดียวกัน ทางให้เข้าถึงนิพพาน
  • การทำให้มากเจริญให้มาก จะสามารถทำให้สัมมาสติที่อยู่ในองค์แห่งมรรค มีหน้าที่เป็นอธิบดี มีความเป็นใหญ่ ทำมรรค 8 ให้เกิดขึ้นในจิตใจ ทำนิโรธให้แจ้งขึ้นได้

บทคัดย่อ

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คำถามจาก คุณชีวิตใหม่

คำถาม : ขออธิบาย คำว่า สติ,สติที่มากับสัมปชัญญะ,สติที่มากับสติอินทรีย์ และสติที่มากับคำว่าสติวินโย (สติวินัย) ว่ามีความหมายที่เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

และในคำถามที่เกี่ยวมีความเกี่ยวเนื่องกันจาก คุณป๊อบ เค ทู: ขออธิบาย สติปัฏฐาน 4 ซึ่งถ้าตามความเข้าใจของตนเอง จะแบ่งเป็น

  1. เห็นกายในกาย คือ ดูลมหายใจ, ดูภายในกายมีสิ่งปฎิกูล,ดูกายเป็นที่สะสมโรคภัย
  2. เห็นเวทนาในเวทนา คือ ดูสุข ทุกข์ หรือ เฉย ๆ ซึ่งในข้อนี้ เมื่อเราเห็นแล้ว ควรวางจิตอย่างไรต่อไป
  3. เห็นจิตในจิต คือ ดูว่า จิตมี ราคะ โทสะ โมหะ ก็ให้รู้ และเมื่อรู้แล้วเราควรแก้อย่างไร
  4. และเห็นธรรมในธรรม คือ การที่เรามารู้ถึงความหมายของ อริยสัจ 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 และ มรรค 8 ใช่หรือไม่ หรือมีความหมายในนัยอื่นอีก

คำตอบ : คำว่า “สติ” มาจาก สร ธาตุ (ธาตุในที่นี้หมายถึงรากศัพท์) แปลว่า ความคิด คิดถึง ระลึกถึง นี้คือความหมายของคำว่าสติโดยทั่วไป ส่วนโดยพุทธพจน์ พระพุทธเจ้าบอกว่า “สติ” คือ การระลึกได้ ระลึกถึงสิ่งที่ทำจำคำที่พูดแล้วแม้นานได้ สติคือการระลึกได้ทั้งหมด ทั้งสิ่งที่เป็นในอดีตหรือว่าสิ่งที่เป็นในอนาคตที่เราจะต้องไปกระทำ นี้คือในความหมายทั่ว ๆ ไป

แต่ในความหมายที่อยู่ในเรื่องของมรรค เราก็ต้องพูดถึงเรื่องของ “สัมมาสติ” เพราะสติเองก็มีทั้งมิจฉาสติและก็สัมมาสติ มิจฉาสติคือ ความระลึกที่ไม่ชอบ เป็นไปด้วยอกุศล ไม่สามารถที่จะระลึกในสิ่งที่มันดี ๆ ได้ จึงทำให้เกิดมิจฉาสังกัปปะ ความคิดที่เป็นไปทางกาม พอมีอกุศลเพิ่มขึ้น กุศลลดลงก็เป็นมิจฉาวายามะ จะแก้ไขได้ด้วย “สัมมาสติ”

อย่างไรที่เรียกว่า “สัมมาสติ” ได้ ก็จึงมีคำที่สอง ที่เรียกว่า “สติปัฏฐาน” ซึ่งก็คือ ที่ตั้งแห่งสติ เป็นฐาน เป็นพื้นฐานเป็นที่ตั้งให้เกิดสติได้ ฐานที่ตั้งที่จะให้เกิดสติได้ ฐานที่ตั้งที่จะให้เกิดสติที่เป็นไปในลักษณะของสัมมาสติ ก็ใช้กาย เรียกว่า การเห็นกายในกาย, ใช้เวทนา เรียกว่า การเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย, ใช้จิตเป็นเครื่องมือในการตั้งสติขึ้น ก็เรียกว่าเป็นการเห็นจิตในจิต, หรือว่าใช้ธรรมะ เป็นเครื่องมือให้เกิดสติตั้งขึ้นได้ ก็เรียกว่าเป็นการเห็นธรรมในธรรม สติที่เราระลึกได้ไม่ว่าจะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราจะต้องเปลี่ยนให้เป็นสติปัฎฐาน

ที่สำคัญจุดหนึ่งที่เราจะเปลี่ยนจากสติให้เป็นสติปัฏฐาน คือ เราจะต้องมีปัญญา นั่นคือ “สัมมาทิฏฐิ” จากแม่บทใน มหาสติปัฏฐานสูตร [277] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างชัดเจนว่า เห็นความเกิดขึ้นในกายนี้ เเพื่อแค่ตั้งสติเอาไว้ แล้วก็ไม่ให้ตัณหาคือความอยาก ไม่ให้ทิฏฐิคือความเห็นชนิดที่เป็นตัวเราของเราเกิดขึ้น ก็สามารถที่จะไม่ยึดถือได้ เป็น สติปัฏฐานทั้ง 4 ได้ เห็นกายชนิดที่ว่าไม่ให้เกิดสติปัฏฐาน ก็เพลินไป เพราะว่าไม่เห็นความเกิดขึ้นในกาย ความดับไปในกาย ความเกิดและความเสื่อม ไม่ได้มีปัญญาเห็นตามความที่มันเป็นจริง ในกายว่ามีความไม่เที่ยงอย่างไร ทำให้เกิดตัณหา ทิฏฐิ ความยึดถือ

ยกตัวอย่างคนที่เขารักสวยรักงาม เขาก็มีสติระลึกได้ จิตมันน้อมไปคล้อยไปในทางกาม นี้ก็เป็นสติ ชนิดที่ยังไม่ได้เป็นสติปัฎฐาน ชนิดที่ยังไม่ได้เป็นสัมมาสติ แต่ถ้าจะทำให้เป็นสัมมาสติ ก็ต้องมาเห็นกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ให้เห็นกายในกาย เห็นว่ามันมีความเกิดขึ้น มีความเสื่อมไป มีความดับอย่างไร เห็นด้วยความเป็นของไม่สวยงาม ไม่ใช่เห็นโดยความเป็นของน่ากำหนัดยินดี ถ้าเห็นให้อยู่อย่างถูกต้อง สติที่มีการระลึกได้ในกาย มันก็จะไม่ได้ทำให้เกิดคสามตริตรึกระลึกไปทางกาม แต่ว่าทำให้เกิดสติปัฏฐาน เปลี่ยนการระลึกได้คือ สตินั้นให้เป็นสติปัฏฐานทั้ง 4 แล้วก็จะเกิด “สัมมาสติ” ที่เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม เรียกว่า “สติสัมโพชฌงค์” เป็นองค์ธรรมที่สำคัญ เป็นองค์ธรรมเริ่มต้นของ “โพชฌงค์ทั้ง 7” ที่เป็นองค์ธรรมแห่งการการตรัสรู้ธรรม (องค์ประกอบที่ถ้าเมื่อจิตมีพร้อมขึ้นแล้วจะทำให้เกิดการรู้เข้าใจอริยสัจสี่ได้) เกิดขึ้นในจิตใจของเราได้เป็นไปตามลำดับ ๆ

...ในจิตที่มีการตรัสรู้ธรรมได้ พระพุทธเจ้าทรงแยกแยะแจกแจงไว้ให้ว่า มีศีลอยู่ในนี้ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา มีเรื่องของสติด้วย มีความเพียรเป็นสัมมาวายามะ สัมปทาน 4 มีองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรมมีโพชฌงค์ 7 มีเมตตากรุณา พระองค์ก็ทรงแยกแยะแจกแจงไว้ให้ หน้าที่ของเราก็คือ รู้ตรงไหน เข้าใจตรงไหน จับตรงนั้นเอามาทำ ให้มันเกิดขึ้นในจิตใจของเรา ต้องทำให้มันเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

คำว่า “สัมปชัญญะ” พระพุทธเจ้าให้โอวาทไว้บอกว่า “พวกเธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีสติอยู่อย่างมีสัมปชัญญะเถิด” สติในที่นี้คือ สติปัฏฐานทั้ง 4, สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวรอบคอบ ความรู้ตัวรอบคอบไปในการเดิน การนั่ง การนอนในอิริยาบถ การทำกิจกรรมต่าง ๆ ใด ๆ การรู้ตัวรอบคอบนั้นเรียกว่ามีสัมปชัญญะ

เพราะฉะนั้น สติสัมปชัญญะ ในความหมายตรงนี้ก็คือ สติปัฏฐานทั้ง 4 เหมือนกัน แต่เน้นมาในบริบทของการมีสติไปในการดำเนินกิจกรรมในชีวิตต่าง ๆ

แต่ถ้าเราจะอธิบายในเรื่องของ ความที่มันมีความเป็นใหญ่ พระองค์ก็ใช้คำว่า “สติอินทรีย์” ซึ่งก็คือ สติปัฏฐาน เหมือนกัน แต่มาอธิบายในบริบทของความที่ให้จิตนั้นมีความเป็นใหญ่ได้ ในการที่จะทำกิจตรงนั้นตรงนี้ ก็ใช้คำว่าอินทรีย์เข้ามาประกอบ เพื่อให้ทรงอยู่ในมรรคให้ได้ เราจะเอากำลังอะไรเพื่อนำไปใช้ เจอผัสสะนั่นนี่แล้ว ให้จิตมีกำลังในการที่จะไม่หลุดไป นี้ก็คือ สติอินทรีย์ ที่จะไม่หลุดออกจากในเรื่องของมรรค 8 ก็คือ สติปัฏฐานทั้ง 4 เหมือนกัน 

ส่วนคำว่า “สติวินัย” มาจากภาษีบาลีที่ว่า สติวินโย, คำว่า สติวินัย นั่นเป็นวิธีการระงับเรื่องราวอย่างหนึ่ง เนื่องจาก “สติ” เป็นหมวดธรรมที่อยู่ในมรรค 8 เป็นหมวดธรรมสำคัญมาก เป็นองค์ธรรมอันหนึ่งอันแรกเลยที่พระพุทธเจ้าระลึกถึงตอนก่อนที่ยังจะไปสอนเหล่าภิกษุปัญจวคีย์

ในการวินิจฉัยในเรื่องการบัญญัติศีลหรือวินัย (คำว่า ศีล หรือ วินัย ใช้แทนกันได้) ถ้าเราจะเอาสติมาใช้ในเรื่องของวินัย ตรงนี้จึงเรียกว่า “สติวินัย” จะทรงศีลหรือวินัยเอาไว้ได้จะต้องมีสติ แต่การเอามาใช้ในลักษณะนี้คือ การที่จะนำมาใช้กับ การระงับอธิกรณ์เรื่องราวที่มันเกิดขึ้น (เช่น พระรูปใดรูปหนึ่งเกิดทำผิดศีลขึ้น) เมื่อมีการทำผิดศีลเกิดขึ้น ก็ต้องมีการปลงอาบัติ เป็นการเปิดเผยความผิดของตัวเองออกมา แล้วให้แก้ไขสำรวมระวังต่อไป แต่อาบัติในแต่ละอย่างก็จะมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันไป คือ บางอย่างจะต้องมีการใช้เรื่องของใจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น ภิกษุมีความกำหนัดแล้วถูกต้องกายหญิงด้วยจิตใจที่กำหนัด อันนี้จะเป็นอาบัติสังฆาทิเสส แต่ถ้าถูกต้องกายหญิงโดยไม่ได้มีจิตกำหนัดก็จะไม่เป็นอาบัติสังฆาทิเสส ก็อยู่ที่เจตนาว่ามีเรื่องของกามเข้ามาเกี่ยวด้วยหรือไม่ แต่ว่าอาบัติบางอย่างก็ไม่ต้องอาศัยเจตนาก็ผิดพลาดได้ ซึ่งก็จะต้องมีการวินิจฉัยแล้วว่าผิดไม่ผิด ปรับด้วยข้อไหนอะไรต่าง ๆ เพื่อที่จะให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรมที่ถูกต้องได้ ก็คือ เรื่องของศีล เรื่องของวินัย “อาบัติ” ไม่ได้มีไว้เพื่อเพ็งโทษกัน แต่มีไว้เพื่อจะให้ตตรวจสอบตนเองและก็ตรวจสอบคนเป็นหมู่คณะให้ตั้งอยู่ในกุศลธรรม ทำความดีความงามให้มันเกิดขึ้น

ตรงนี้แหละคือ องค์ประกอบเรื่องของกายบ้าง เรื่องของใจบ้าง เรื่องของวาจาบ้างที่จะต้องมาเกี่ยวข้องกันในเจตนา 3 ทาง ที่จะต้องเอามาวิเคราะห์ว่า อาบัติข้อไหน มีมากมีน้อยต่าง ๆ อย่างไรในข้อที่เกี่ยวกับทางใจ เนื่องจากว่าก็ไม่ได้รู้วาระจิตของคนอื่นได้ แต่ทางวาจาทางกายสามารถเห็นกันอยู่ ได้ยินกันอยู่ แต่ถ้าทางใจจะรู้ได้ ก็ต้องเอาเรื่องของ “สติ” เข้ามากำกับว่าเป็นการที่จะระงับอธิกรณ์อย่างไหน ๆ เช่น มีการประชุมฟังเสียงข้างมาก, ประกาศความผิดของตนเองออกมา เมื่อผ่านขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านั้นมาแล้ว ยังตัดสินกันไม่ได้ มันคามันค้างกันอยู่ในเรื่องของเจตนาทางใจ ให้ดูผู้ต้องความผิดนั้นว่าเขาจะทำอย่างไร ถ้าผู้ต้องความผิดนั้นยืนยันว่าตนเองมีสติตลอด ไม่ได้มีความคิดผิดพลาดไปในทางกามที่เกิดขึ้นอย่างใด ๆ นี้คือ การใช้สติมาที่จะระงับอธิกรณ์มาในเรื่องของวินัยได้ ซึ่งผู้ที่จะยืนยันว่าตนเองนั้นมีสติอยู่ตลอดทุกขณะจิต ในขณะที่เรื่องราวอธิกรณ์หรือการต้องความผิดนั้น ๆ นี้ก็คือ สติปัฏฐาน 4

“...มาพูดถึงตัวบัญญัติตัวบทแม่บท เราก็ใช้คำว่าสติบ้าง ซึ่งบางครั้งพระพุทธเจ้าจะหมายถึง สติทั่ว ๆ ไป คือ การระลึกถึงสิ่งที่ทำจำคำที่พูดบ้าง แต่ว่าส่วนใหญ่ 90% เลย ท่านจะหมายถึง สติปัฏฐานทั้ง 4 คือ จะพูดถึงเรื่องสัมมาสติ, แต่ถ้ามีคำว่า สัมปชัญญะ ประกอบด้วย สตินี้ก็หมายถึง บริบทที่จะต้องใช้ไปในเรื่องของการทำกิจกรรมต่าง ๆ อิริยบท การทำกิจนั้นนี้โน้น คือ การรู้ตัวรอบคอบไป ให้มีสติไป, ถ้าใช้คำว่า สติอินทรีย์ ก็จะมาในบริบทเรื่องของการให้มีสติทรงอยู่ในมรรค มีสิ่งใดมากระทบก็ให้ตั้งอยู่ในมรรคได้ นั่นคือ สติอินทรีย์, ถ้ามาใช้ในเรื่องของ การระงับอธิกรณ์ในวินัยสิกขาบทข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของเจตนาทางใจ ก็จะใช้คำว่า สติวินัย ซึ่งต่างก็หมายถึงสติปัฏฐานทั้ง 4 ทั้งสิ้น...เราต้องฝึกให้มาก กระทำให้มาก สตินี้เป็นธรรมอันเอก อันเดียวเลย เป็นเอกังสิกธรรม จะแยกออกก็ได้ 4 อย่างเป็นสติปัฏฐานทั้ง 4, แยกออกไปได้ 7 อย่างเป็นโพชฌงค์ทั้ง 7, แยกออกไปได้ 8 อย่างเป็นมรรค 8 จะรวมเป็นสี่ จะรวมเป็นแปด จะรวมเป็นหนึ่ง เป็นเจ็ด เป็นหก เป็นห้า เป็นอะไรก็ได้...ต่างก็อยู่ในทางเดียวกันที่เป็นมรรคเป็นทาง ให้เข้าถึงเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ นิพพาน พอเราถึงนิพพานแล้วสตินี้คือ สมบูรณ์เลย การทำให้มากเจริญให้มาก จะสามารถทำให้สัมมาสติที่อยู่ในองค์แห่งมรรค ที่มีหน้าที่เป็นอธิบดี มีความเป็นใหญ่ ทำมรรค 8 ให้เกิดขึ้นในจิตใจ ทำนิโรธให้แจ้งขึ้นได้ ”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง