ความจริงที่ต้องรู้

HIGHLIGHTS:

  • ทุกสิ่งเป็นธาตุที่ประกอบกันขึ้น เกิดและตั้งอยู่ได้ตามเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยไม่มีก็ดับไปไม่มีตัวตน
  • ให้พิจารณาเข้ามาที่ตัวเราว่าไม่เที่ยงอย่างไร ตาหูจมูกลิ้นกายใจล้วนไม่เที่ยง ให้เห็นความจริง
  • เรามาปฏิบัติธรรมก็เพื่อพระนิพพาน จะไปถึงได้ต้องวางได้ วางที่ใจ วางความยึดถือ เห็นความเปลี่ยนแปลง ความเป็นทุกข์ อนัตตา หรือให้เห็นถึงอริยสัจสี่ เมื่ออ่านใจตัวเองได้จะสามารถทำความพ้นทุกข์ได้

บทคัดย่อ

 

“ธาตุมตฺตโก เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ นิสฺสตฺโต มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน นิชฺชีโว มิใช่ชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล สุญฺโญ ว่างเปล่าจาก ความหมายแห่งความเป็นตัวตน…”

ธาตุปัจจเวกขณปาฐะ

 

...มันเป็นตามเหตุตามปัจจัยของมันอยู่แล้ว เพราะงั้นเราจึงปล่อยวาง ปล่อยวางก็คือให้ใจมันลงไป มันไม่ยึดถือเอา ตาก็ยึดถือไม่ได้ หูก็ยึดถือไม่ได้ จมูกก็ยึดถือไม่ได้ ปากก็ยึดถือไม่ได้ ตัวตนอันนี้ก็ยึดถือไม่ได้ ไม่ได้สักอย่าง เพราะงั้นท่านจึงให้วาง วางอะไร วางความยึดความถือนั่นแหละ...

ต่อไปควรจะฟังธรรมะ คือการพิจารณาตัวตนของเรานี่ ให้เห็นไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตานี่แหละ ใครเห็นว่าตัวตนนี่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วเราต้องเป็นเด็กอยู่อย่างงั้นตลอด ไม่ต้องใหญ่ไม่ต้องแก่ ถ้าเห็นอย่างนั้นมันมันผิดทาง มันไม่ถูกต้อง ถ้าเราเห็นตัวของเรานี้ เห็นชัด ความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย เห็นชัด ว่าตัวเรานี้จะต้องได้รับ รับอารมณ์เหล่านั้น คือความเกิดความแก่ความเจ็บความตายนั่นแหละ ให้เห็นชัดลงไป ว่าตัวของเรานี้เกิดอยู่แก่อยู่ตายอยู่ ตายไปทุกวันทุกวัน จนถึงวันสุดท้ายหายใจไม่ได้ก็ตายเลย

เราอย่าคิดว่า เราจะไม่แก่ เราจะไม่เจ็บ เราจะไม่ตาย ทุกคนเป็นอย่างนั้นหมด อันนี้เข้าใจผิด ถ้าเข้าใจที่ถูกคือเห็นว่ามันเป็นของไม่เที่ยง ตาก็ไม่เที่ยง หูก็ไม่เที่ยง จมูกก็ไม่เที่ยง ปากก็ไม่เที่ยง ลิ้นก็ไม่เที่ยง กายทุกส่วนนี่ไม่เที่ยงเลย เราจะยึดเอาตรงไหนว่าเป็นตัวเราของเรา เรายึดถือไม่ได้ เราเอาไม่ได้ มันเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมัน

 

นิส-สัต-โต นิช-ชี-โว สุญ-โญ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนเราเขา ตัวของเรานี่

 

ถ้าฟังอย่างนี้แล้วไปฆ่าตัวตายนะ ไม่ได้เรื่องนะนั่นน่ะ หมายความว่ามันเป็นไปอย่างนั้น ให้เราเข้าใจอย่างนี้ มันเกิดมันแก่มันเจ็บมันตาย เป็นเรื่องของมันจริงๆ เราปรุงแต่งเอาไม่ได้ อายุของเราจะเท่าไหร่ ไม่รู้ ๕๐ ๖๐ ๓๐ ๔๐ ไม่แน่นอน มันเป็นของไม่เที่ยงจริงๆ เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรยั่งยืน

 

มีความเกิดขึ้น เราก็ต้องรู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้น ความเกิดเกิดขึ้นแล้วหนอแก่เรา ความแก่ความเจ็บความตายเกิดขึ้นแล้วหนอแก่เรา ให้พิจารณาเข้ามาในตัวเรา ให้เห็นเป็นของไม่เที่ยงจริงๆ เป็นทุกข์คือทนอยู่ไม่ได้ แต่ให้อยู่อย่างเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดจึงอยู่ได้ ความเปลี่ยนแปลงอันนี้ก็มีอยู่ที่ตัวเราเหมือนกัน นั่งนานๆมันก็เหนื่อย ยืนนานๆมันก็เหนื่อย นอนนานๆก็เหนื่อย นั่งนานๆยิ่งเหนื่อยมากเลย ปวดไปหมดล่ะตามเนื้อตามตัว

 

เพราะฉะนั้นให้เห็น ให้เห็นธรรมะเหล่านี้ว่า เป็นของที่มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นผล ทำตามหลักของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อนัตตาคือไม่มีตัวตนที่เราจะยึดถือเอาได้

 

ว่าส่วนนี้จงเป็นของเราส่วนนี้จงเป็นของเรา ทุกส่วนในตัวตนของเรานี้ไม่มีอะไรเลย เราจะเอาตรงไหนเป็นเรา ลองพิจารณาดู ว่าอันนี้คือแขนของเรา เราสั่งว่าอย่าเจ็บนะ มันก็เจ็บ เราสั่งว่าอย่าแก่นะ มันก็แก่ อย่าตายนะ มันก็ตาย มันไม่ได้ตั้งอยู่ในอำนาจของใครเลย เนี่ย อันนี้ท่านให้เห็นชัด เห็นชัดในตัวเรานี่แหล่ะ พิจารณาที่ตัวเราให้เห็นชัดลงไปว่า สิ่งนี้ไม่ควรยึดถือ ไม่ควรสำคัญมั่นหมายว่าตัวตนอันนี้จีรังยั่งยืน มันเกิดขึ้นได้ มันแก่ได้ มันเจ็บได้ มันตายได้ ตายได้ทุกคน แต่ว่ายังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง ยังไม่ถึงเวลาของเรา

 

แต่ทุกคนเกิดเท่าไหร่ตายเท่านั้น ไม่เกิดจึงไม่ตาย เป็นเทวดาก็จุติ เป็นพรหมก็จุติ นอกจากชั้นสุทธาวาสก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในนั้นแล้วก็เข้าพระนิพพาน นี่แหละ ให้เราพิจารณาอย่างนี้ว่าตัวตนอันนี้ เราจะไปยึดถือว่าส่วนไหนๆว่าเป็นของเราไม่ได้เลย ยึดถือแขนยึดถือขายึดถือศรีษะว่าเป็นตัวเราของเรา แต่ก็ยึดถือไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจของใครเลย อันนี้พระพุทธเจ้าสอนไว้ มันไม่ใช่สัตว์ มันไม่ใช่บุคคล มันไม่ใช่ตัวตนเราเขา ให้เห็นอย่างนี้เรียกว่าเห็นถูกต้อง ถ้าเห็นเป็นอย่างอื่นว่าตัวเราเป็นจีรังยั่งยืน ไม่เสื่อมสลายไม่ตายดับ อย่างงี้ไม่ได้นะ อันนี้ต้องเข้าใจ เพราะว่าคนเราเกิดขึ้นมาแล้ว มีความแก่ความเจ็บความตายเป็นของทุกคน แต่ว่ายังไม่ถึงเวลาเท่านั้นเอง

 

เราทำดีไว้ก็ตาม ทำชั่วไว้ก็ตาม อันนี้ติดตามบุคคลไป จนถึงที่สุดของชีวิตอันนี้ ได้เกิดเป็นเทพเป็นเทวดาก็จุติ เป็นพรหมก็ได้จุติ เข้าพระนิพพานจึงจะไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายอีกเลย นอกนั้นยังแก่ยังเจ็บยังตายอยู่ ยังจุติอยู่ ถ้าเข้าพระนิพพานแล้วไม่มี ไม่มีแก่ไม่มีเจ็บไม่มีตาย ถึงสุขอันแท้จริง ที่เรียกว่า

 

       “นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง”

 

นั่น ถ้าเราปฏิบัติธรรมนี่เราปฏิบัติเพื่ออะไร เพื่อไปพระนิพพาน ช้าหรือเร็วก็ไม่เป็นไรขอให้ได้ไว้ก่อน เรามีทางที่จะทำให้หลุดพ้นได้อยู่แล้ว ให้พิจารณาลงไปที่ใจของเรา ใจของเรานั่นแหล่ะ เป็นผู้รับสุขรับทุกข์ คนที่ทำบุญไว้ก็ไปตามอำนาจของบุญ จากมนุษย์ก็ไปเป็นเทพเทวดาอินทร์พรหม ถ้าปฏิบัติธรรมจิตหลุดพ้นจากกองทุกข์ ก็ไปพระนิพพาน ไม่กลับมาเกิดแก่เจ็บตายอีกเลย ย้อนเข้ามาที่ตัวเรา พิจารณาเข้ามาที่ตัวเรา ตัวเรานี้ตามสมมุติโลกก็เรียกว่าคน ก็เข้าใจอยู่ส่วนนี้ ตามสมมุติโลก แต่ตามบัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ไม่มีอะไรเลย มันเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ให้เห็นชัดลงไป

 

อย่าคิดว่านี่ของเรา เราจะไม่แก่ เราจะไม่เจ็บ เราจะไม่ตาย ไม่ใช่อย่างงั้น ถ้าคิดอย่างงั้นก็คิดผิดเห็นผิด ให้คิดว่าตัวเรานี้ มีความแก่ความเกิดความเจ็บความตายอะไรต่างๆ ไม่ต้องพิจารณาคนอื่น พิจารณาเข้ามาที่ตัวของเรานี่แหละ แต่ก่อนเราก็เป็นเด็ก คลอดจากครรถ์มารดาแล้วก็เป็นเด็ก ต่อมาก็เจริญขึ้น อายุมากขึ้น ก็เป็นหนุ่มเป็นสาว พอเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็แก่ขึ้นไปอีก อายุ ๗๐ ๘๐ รอแต่จะเข้าโลงอยู่แล้ว มันตายแน่นอนนะคนเรา ให้สังเกตุดูให้ดี ตัวเรานี่แหล่ะ เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนไปเปลี่ยนไป จากเด็กเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้เฒ่าเป็นคนแก่คนเฒ่า เป็นคนตายในที่สุด ความตายก็ไม่แน่นอนอีกด้วย เป็นคนหนุ่มตายก็มี คนแก่ตายก็มี คนเฒ่าชราภาพตายไปก็มี ให้เห็นชัดมาที่ตัวเรา

 

ให้พิจารณา พูดอย่างนี้ให้พิจารณาความจริง ไม่ให้พิจารณาความอย่างอื่นหรอก ให้พิจารณาให้เห็นความจริง ว่าตัวเราเป็นอย่างนี้แหละ จะต้องเป็นอย่างนี้ เราก็เห็นแล้วว่าคนอื่นๆน่ะ ดูซิ ก็เปลี่ยนไปๆตายไป บางทีก็ตายต่อหน้าต่อตาเรา บางทีก็ตายเป็นญาติเป็นมิตรของเราเป็นเพื่อนของเรา ความตายมันไม่เลือกเวลาหรอก มันจะเกิดขึ้นเวลาไหน เราก็กำหนดไม่ได้ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะตายวันนั้นวันนี้ มันไม่เหมือนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงรู้ว่าวันนั้นตายวันนี้ตาย พระองค์ก็ได้รับผลตามนั้น ส่วนพวกเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะตายวันไหน

 

ท่านจึงให้ปฏิบัติธรรม เพื่อให้หนีจากกองทุกข์ได้  เพื่อไม่ให้เกิดให้แก่ให้เจ็บให้ตายอีกได้ เราต้องปฏิบัติธรรม ทำสมาธิให้เกิดขึ้น ทำศีลให้มีอยู่ในใจของเรา ทำสมาธิให้อยู่ในใจของเรา ทำปัญญาคือความรู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔ ให้เกิดขึ้นในตัวของเรา ให้เราเห็นชัดลงไป

 

อริยสัจ ๔ ก็คือ ทุกข์ สมุทัยนิโรธ มรรค นั่นแน่ะ ให้เห็นทุกข์ ทุกข์คืออะไร ทุกข์คือความเกิด ทุกข์คือความแก่ ทุกข์คือความเจ็บ ทุกข์คือความตาย มันเป็นทุกข์ ให้เห็นชัดลงไป สมุทัยคือเหตุให้เกิดทุกข์ ก็คืออวิชชานั่นเอง จิตที่ยังมีโลภโกรธหลงอยู่ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปตามอำนาจบุญและบาป ถ้าเราทำบุญไว้ก็ไปตามอำนาจบุญ ถ้าเราทำบาปไว้ก็ไปตามอำนาจบาป ตายแล้วนั่นน่ะมีแต่จิตวิญญาณที่จะไป ไปสู่ภพภูมิใหม่ ร่างกายนี้ก็ถูกเผาทิ้งไป ถ้าเป็นพระอรหันต์กระดูกเป็นพระธาตุ ถ้าธรรมดามันก็ไม่เป็น ไม่เป็นพระธาตุ แต่ถ้าได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วกระดูกเป็นพระธาตุ พอตายแล้วไปเผาก็กลายเป็นพระธาตุเลย กระดูกกลับกลายเป็นผลึกเป็นก้อนเป็นเม็ด

 

ให้กำหนดลงไป วางลงไป วางใจลงไป วางลึกกว่านี้อีก วางลงไปจนไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย วางลงไป วางใจที่สงบเป็นสมาธินั่นแหล่ะลงไป ให้เห็นแจ้งชัด ไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่สำคัญว่าเราจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ให้เห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกว่าไม่เที่ยง คือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

 

บางทีเจ็บหัวบางทีเจ็บตัวเจ็บแข้งเจ็บขาเจ็บก้นเจ็บกระดูกอะไรต่างๆ ให้เราวางพวกนี้ลงไปเลย ทุกท่านนั่นแหละให้วางลงไป อย่ายึดถือเอาไว้ ให้เห็นใจของเราวางทิ้งอารมณ์ต่างๆ หมดทุกอย่าง

 

ในโลกนี้ไม่มีใครตายแทนกันได้ ถึงความตายแล้วก็ตายกันหมดทุกคน แต่ก่อนที่จะตายให้เราได้มรรคผลก่อน จิตของเราต้องสงบลึก วางความยึดความถือออกไปได้ วางความยึดความถือ วางลงไป อย่ายึดถือ อย่าสำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวเราของเรา เราจะไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตายไม่ใช่อย่างงั้น

 

มันเป็นตามเหตุตามปัจจัยของมันอยู่แล้ว เพราะงั้นเราจึงปล่อยวาง ปล่อยวางก็คือให้ใจมันลงไป มันไม่ยึดถือเอา ตาก็ยึดถือไม่ได้ หูก็ยึดถือไม่ได้ จมูกก็ยึดถือไม่ได้ ปากก็ยึดถือไม่ได้ ตัวตนอันนี้ก็ยึดถือไม่ได้ ไม่ได้สักอย่าง

เพราะงั้นท่านจึงให้วาง วางอะไร วางความยึดความถือนั่นแหละ ให้วางลงไป ถ้าวางได้ดีเท่าไหร่ คุณธรรมก็เกิดขึ้นเท่านั้น วางปั๊บลงไปเนี่ยมันเป็นโสดาบันแล้ว วางละเอียดลงไปก็เป็นพระอรหันต์แล้ว เรียกว่าวางได้ละเอียด จิตของเราก็มั่นคง ตั้งเที่ยงตั้งมั่นไม่หวั่นไหว

 

เกิดมาแล้วต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายเราต้องรู้ ว่าเรานี่แหละจะเป็นผู้เป็นอย่างนั้น คนอื่นก็เป็นเรื่องของคนอื่น แต่ว่าเราเป็นอย่างนั้นแหละ แต่ว่าไม่ต้องกลัว เพราะว่าตายแล้วก็กลัว ความจริงไม่ต้องกลัว ตายก็ตาย ถ้าเราได้ธรรมะแล้วแม้จะตายก็ไม่เป็นไร จะตายไปไปอยู่ไหนอ่ะ อยู่พระนิพพานโน่น ผู้ปฏิบัติธรรมไปอยู่สวรรค์ไปอยู่นิพพานได้ตามอำนาจของความบริสุทธิ์ ใจบริสุทธิ์ไม่มีโลภไม่มีโกรธไม่มีหลง ไปไหนล่ะ ไปนิพพาน ถ้ายังมีโลภโกรธหลงอยู่ ถ้าจิตเรายังไม่บริสุทธิ์เต็มที่นะ ไปพระนิพพานไม่ได้

 

บางทีจิตนี้ตายแล้วปั๊บความชั่วจะเข้ามาให้ผลได้ ด้วยอำนาจของความโลภความโกรธความหลงนั่นแหล่ะ ความชั่วเข้ามายึดปั๊บ โลภโกรธหลงก็ได้กำลังเลย เราเป็นอย่างงั้นมั้ย ไปไหม้ในนรกโน่น โอโห นานแสนนานกว่าจะพ้นจากนรก กว่าจะได้กลับมาเกิดเป็นคนอีก ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้กลับมาเกิดเป็นคน อย่างพระเทวฑัตทำร้ายกับพระพุทธเจ้าตลอด ผูกอาฆาตพยาบาทพระองค์ตลอด แม้แต่ชาตินี้ก็ยังเบียดเบียนพระพุทธเจ้าจนพระโลหิตห้อ ทำทุกอย่าง ทำพระพุทธเจ้าทุกอย่าง ตายไปแล้วไปไหนบ่ะนี่ ไปอเวจีมหานรก เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ในอเวจีมหานรก ยังไม่ได้พ้นเลย นานแสนนานแล้ว ทุกข์ทรมาณในนรกนั่น นี่แหละ

 

ใครอยากไปมั้ยล่ะ นรกน่ะ ออกไปนี่เอาฆ้อนตีหัวคนตาย เราไปนรกแน่นอน ไม่ได้ไปที่ดีหรอก มันต้องไปสู่นรกนั่นล่ะ ถ้าอยากห็นก็ลองดูก็ได้ ออกไปนี่ฆ้อนตีหัวคนเลย พอตีหัวปุ๊บก็ตาย คนนั้นตาย ตายแล้วไปไหน ตายแล้วไปตามอำนาจบุญบาป แต่ว่าตัวเราเป็นไง ก็เป็นคนบาป เมื่อเป็นคนบาปก็ต้องไปสู่ทุกข์ ไปตกนรก

 

การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตก็เป็นบาป การลักของเขาก็เป็นบาป การผิดลูกผิดเมียเขาก็เป็นบาป การโกหกเขาก็เป็นบาป การดื่มสุราเมรัยก็เป็นบาป ให้ผลเป็นทุกข์ บาปนั่นน่ะให้ผลเป็นทุกข์ ให้ถึงความสุขไม่ได้ เพราะอำนาจของบาปต้องไปสู่อบายภูมิ เกิดเป็นเป็ดเป็นไก่ เกิดเป็นงูเป็นอะไรต่ออะไร กว่าจะพ้นจากทุกข์ โอ๊ยเจ้าประคุณเอ๊ย ไม่รู้เมื่อไหร่ นานแสนนานนั่นล่ะ

 

เราต้องตั้งใจให้ดี เกิดมาแล้วทำความดีไว้ให้มาก อย่าประมาทกัน ถ้าเราทำความดีไว้ได้มาก ความสุขก็มีแก่เรา ถ้าเราทำชั่วไว้มาก ความทุกข์ก็มีแก่เรา เราไม่มีศีล เราไม่มีธรรม เราจะไปอยู่ภพภูมิที่ดีได้อย่างไร ไปอยู่ภพภูมิที่ดีไม่ได้ ได้ฌานได้สมาธิเราจึงจะหนีจากกองทุกข์นี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปฏิบัติจนปล่อยวางหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่น สร้างความดีใส่ตนตลอด อันนี้มีสิทธิ์ไปพระนิพพาน แต่ถ้ายังหลงอยู่ ยังมัวเมาอยู่ ยังประมาทอยู่ ไปพระนิพพานไม่ได้ แต่เมื่อไปพระนิพพานไม่ได้ ก็ขอให้เราไปสวรรค์ให้มันได้ก็ยังดี ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ดีกว่าไปไหม้ในนรก

 

นรกนั้นน่ะ เป็นสถานที่ที่เรียกว่ามีทุกข์มาก มีสุขได้มั้ย ไม่มีสุขเลย ไม่มีสุข มีแต่ทุกข์ มีแต่ความเดือดร้อน มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความไม่สงบ ถูกทรมาณอยู่ในนรก อันนี้พวกไม่มีศีล ไม่ปฏิบัติดีไม่ปฏิบัติชอบ ไปไหม้ในนรกหมด

 

คนไปนรกกับคนไปสวรรค์นี่ต่างกัน มีโคตัวหนึ่ง มีเขาสองเขา มีขนเต็มไปหมด เราตายไปปุ๊บ ไปสู่อบายภูมิ คนหลายๆคนก็ไปสู่อบายภูมิ เหมือนอะไร เหมือนขนโค คนในโลกนี้เหมือนขนโค ที่จะไปสู่อบายภูมินั่นเหมือนขนโค แต่ที่จะไปสวรรค์ไปพรหมโลกไปนิพพานเท่ากับเขาโค เขาโคมีน้อย

อย่างท่านทั้งหลายมาปฏิบัตินี่ เป็นหยิบมือเดียว ส่วนน้อย ได้ประโยชน์มาก ถ้ามาปฏิบัติน่ะ ก็หนีจากประเภทที่ว่าเท่ากับขนโค ก็เป็นเขาโค เรามาปฏิบัติมีส่วนน้อย ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้ทำความดี มีแต่ความประมาท มีแต่ความหลง โลภโกรธหลง อันนี้แหละ ให้พิจารณาเข้าไปที่ใจของเรา ใจเราวางได้หรือยัง ถ้าวางได้ ก็พ้นทุกข์ได้ ถ้าวางไม่ได้ก็ไม่พ้นทุกข์ มันต้องวางได้ ถ้ามาปฏิบัติแล้วจิตย่อมเป็นสมาธิ ย่อมมีมรรคมีผลแน่นอน

 

ถ้าเรามาปฏิบัติ เราย่อมได้เห็นความสุขความเจริญในใจของเรา ใจเราจะเป็นสุขถ้าเราได้เห็นธรรมะแล้ว เราปล่อยวางได้แล้ว เรามีความสุขมาก ตายแล้วก็มีความสุข ไปสวรรค์ก็มีความสุข ไปพรหมโลกก็มีความสุข ไปนิพพานยิ่งมีความสุขมาก มีความสุขนานแสนนาน

 

ขอให้ตั้งใจปฏิบัติ อย่าท้อถอย อย่าหมดกำลังใจ ในการที่จะทำใจให้เห็นชัดในตัวตนของเรานี้ ว่ามันเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป มันเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่เที่ยงจริงๆ ให้ดูให้ดี ว่ามันไม่เที่ยงแบบไหน มีลูกมันก็ไม่เที่ยง มีหลานมันก็ไม่เที่ยง มีอะไรๆอยู่ก็ไม่เที่ยงสักอย่าง แม้แต่ศาลาที่เราใช้ปฏิบัติธรรมอยู่นี่ อีกร้อยปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไง อาจจะถูกทุบทิ้งไปแล้วก็ได้

 

นั่นน่ะ ให้คิดดูให้ดี คนเราเกิดมาแล้ว โอกาสที่จะทำความดีมีมาก ถ้าเราจะทำ ทำความดี ให้ทานรักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา อันนี้เป็นทางแห่งความดี เราปฏิบัติตามนี้เรามีความสุขแน่นอน ถึงแม้ไม่ถึงพระนิพพานยังมีความสุขในทิพยสมบัติ ในสมบัติของเทวดา ในสมบัติของพรหม แต่ถ้าเราสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เราก็ได้สมบัติอย่างเต็มที่คือพระนิพพาน จิตใจเราสบาย จิตใจเราสบายมาก เราสังเกตุดูตัวเราก็ได้ ว่าจิตเราเป็นสมาธิแล้วเป็นอย่างไง มันสบายมั้ย แน่อนที่สุดเลย พอจิตเป็นสมาธิก็จะเห็นความสุขที่เกิดขึ้นในใจอย่างแน่นอน

 

แต่ถ้าไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย มันก็คือพระนิพพานเท่านั้นเอง อันนั้นไม่รู้จักเกิดไม่รู้จักแก่ไม่รู้จักตายอีก พ้นทุกข์จริงๆ มีพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่าง พระองค์ก็พ้นทุกข์เข้าพระนิพพาน ส่วนคำสอนของพระองค์ก็ยังอยู่ เต็มตู้พระไตรปิฏก เราอยากรู้ส่วนไหนอ่านได้ศึกษาได้คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็สอนในเรื่องศีลเรื่องธรรมทุกอย่างนั่นแหละ ทำดีทำชั่วสอนไว้หมด ทำอะไรไว้ก็สอนไว้หมด คำสอนมากมาย จนได้ตู้พระไตรปิฏก รวมแล้ว ๙๑ เล่ม เล่มหนังสือใหญ่ๆน่ะ  สีแดงน่ะ ๙๑เล่ม ถ้าเราอยากรู้ส่วนไหนสามารถเปิดหาดูอ่านได้เลย

 

แต่ถ้ายังไม่อยากรู้ก็ไม่เป็นไร ไม่อยากอ่านก็ไม่เป็นไร ขอให้อ่านใจของเราให้มันออก อ่านใจให้ได้ ว่าขณะนี้ใจของเราสงบหรือไม่สงบ เราอ่านใจเราได้ เราวุ่นวี่วุ่นวาย กระสับกระส่าย เราก็สามารถรู้ได้ด้วยใจของเราเอง ทุกข์สุขเราเป็นคนรู้ สุขก็เป็นคนรู้ ทุกข์ก็เป็นคนรู้ เรารู้ เราเห็น เราเห็นชัดว่าต้องเป็นอย่างนี้ คนเกิดมาแล้วมีเกิดมีแก่มีเจ็บมีตายอย่างนี้ ให้เห็นชัดลงไป ให้วางความยึดมั่นถือมั่น ให้วางความสำคัญมั่นหมาย ให้วางทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เหลือแต่รู้อย่างเดียว นั่นแหละ ถ้าเหลือแต่รู้อย่างเดียว ประเสริฐเลย

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ฟัง "ความไม่เที่ยงในธาตุขันธ์" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2560
  • บทสวด ธาตุปัจจเวกขณปาฐะ

    “หันทะ มะยัง ธาตุปะฏิกูละ

    ปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส

    ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง ธาตุมัตตะเมเวตัง

    สิ่งเหล่านี้ นี่เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น

    กำลังเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ

    ยะทิทัง จีวะรัง

    ตะทุปะภุญชะโก จะ ปุคคะโล

    สิ่งเหล่านี้ คือจีวรและคนผู้ใช้สอยจีวรนั้น

    ธาตุมัตตะโก เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ

    นิสสัตโต มิได้เป็นสัตวะอันยั่งยืน

    นิชชีโว มิใช่ชีวะอันเป็นบุรุษบุคคล

    สุญโญ ว่างเปล่าจากความหมายแห่งความเป็นตัวตน

    สัพพานิ ปะนะ อิมานิ

    จีวะรานิ อะชิคุจฉะนียานิ

    ก็จีวรทั้งหมดนี้

    ไม่เป็นของน่าเกลียดมาแต่เดิม

    อิมัง ปูติกายัง ปัต๎วา

    ครั้นมาถูกเข้ากับกาย

    อันเน่าอยู่เป็นนิจนี้แล้ว

    อะติวิยะ ชิคุจฉะนียานิ ชายันติ

    ย่อมกลายเป็นของน่าเกลียด

    อย่างยิ่งไปด้วยกัน

    ยะถาปัจจะยัง ปะวัตตะมานัง

    ธาตุมัตตะเมเวตัง

    สิ่งเหล่านี้นี่เป็นสักว่า

    ธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น

    กำลังเป็นไปตามเหตุ

    ตามปัจจัยอยู่เนืองนิจ”