หยั่งลงสู่ภูมิแห่งสัตบุรุษ

  • อาสวะ คืออะไร
  • บทสวดมนต์ที่กล่าวว่า "คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวได้ 8 บุรุษ” หมายถึงอะไร
  • การแผ่เมตตา กับ การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ต่างกันอย่างไร

 

คำถาม 1: อาสวะ คืออะไร

คำตอบ 1: คำว่า “อาสวะ” เป็นภาษาบาลี ซึ่งมีความหมายว่า สารเคมีหรือสิ่งที่เกิดจากกระบวนผลิตของหมักดอง สามารถแจกแจงเป็นหัวข้อได้ดังนี้

  1. ความหมายในทางพุทธศาสนาคือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการทับถมกันทั้งในสิ่งที่เป็นบุญและบาปในขันธ์ทั้งห้า โดยที่
    • อาสวะส่วนที่เป็นบาป จะมีผลให้ไปสู่ในที่ต่ำ เช่น สัตว์นรก กำเนิดเดรัจฉาน
    • อาสวะส่วนที่เป็นบุญ จะมีผลให้ไปสู่ในที่สูง เช่น พรหม เทวดา
  2. เหตุเกิดของอาสวะ เนื่องด้วยผัสสะที่เกิดจากการกระทบกันของอายตนะภายในและอายตนะภายนอกที่ถูกต้องตรงกันในแต่ละช่องทาง
  3. ผลของอาสวะ เพราะอาสวะมีผัสสะเป็นแดนเกิด ในขณะเดียวกันอาสวะก็เป็นเหตุให้เกิดอวิชชา จึงทำให้เราถูกห่อหุ้มด้วยอวิชชาหรือความไม่รู้ ต้องวนเวียนไปมาทั้งในที่สูงและที่ต่ำ และไม่สามารถหลุดพ้นจากสังสารวัฏได้
  4. วิธีที่จะกำจัดอาสวะได้ จะต้องปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด

- - - ตอบคำถาม : Nonglak Donsopon

 

คำถาม 2: อ้างถึงบทสวดมนต์ที่กล่าวว่า “คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวได้ 8 บุรุษ” หมายถึงอะไร ได้เคยฟังเทศน์ท่านหลวงตามหาบัวบอกว่า “ก็คือมรรค 8 นั่นละ” แต่ยังไม่เข้าใจ

คำตอบ 2: อ้างอิงจากบทสวดมนต์ในบทสรรเสริญพระพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เฉพาะในส่วนของบท “สังฆคุณ” นั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน ดังนี้

  • ส่วนเหตุ กล่าวถึง ผู้ปฏิบัติดี (สุปฏิปันโน) ผู้ปฏิบัติตรง (อุชุปฏิปันโน) ผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ (ญายปฏิปันโน) และผู้ปฏิบัติสมควร (สามีจิปฏิปันโน)
  • ส่วนผล กล่าวถึง ผู้ควรแก่สิ่งของคำนับ (อาหุเนยโย) ผู้ควรแก่การต้อนรับ (ปาหุเนยโย) ผู้ควรแก่ทักษิณาควรแก่สิ่งของทำบุญ (ทักขิเณยโย) และผู้ควรแก่การทำอัญชลี (อัญชลีกรณีโย)

สงฆ์ หมายถึง หมู่ผู้ปฏิบัติดี ผู้ปฏิบัติตรง ผู้ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์ และผู้ปฏิบัติสมควร เป็นผู้ปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ไม่ได้ปฏิบัติแบบลูบๆคลำๆ แต่มุ่งเน้นถึงมรรคผลนิพพาน ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ภิกษุเท่านั้น แต่ซึ่งหมายรวมไปถึงภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา และพรหมด้วย ซึ่งในรายละเอียดได้กล่าวถึง “คู่แห่งบุรุษ 4 คู่ นับเรียงตัวได้ 8 บุรุษ” โดยพระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้เกี่ยวกับคู่มรรคและคู่ผลดังนี้

  1. โสดาปัตติมรรค กับ โสดาปัตติผล หมายถึง ผู้ที่มีศีลเต็มที่ มีสมาธิและปัญญาพอประมาณ โดยจะมีบททดสอบคือ ศรัทธาในการตรัสรู้และคำสอนของพระพุทธเจ้า
  2. สกทาคามีมรรค กับ สกทาคามีผล หมายถึง ผู้ที่มีศีลเต็มที่ มีสมาธิและปัญญาพอประมาณ พร้อมทั้งจิตถูกเบียดเบียนด้วยราคะ โทสะ และโมหะที่น้อยลง เบาบางลง
  3. อนาคามีมรรค และ อนาคามีผล หมายถึง ผู้ที่มีศีลและสมาธิเต็มที่ แต่มีปัญญาพอประมาณ มีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งราคะ โทสะ และโมหะหายไปจากจิต และจะมีบททดสอบอันได้แก่ กาม ความอยากทางตาทางหู ความหลง และความโกรธ
  4. อรหัตมรรค กับ อรหัตผล หมายถึง ผู้ที่มีศีล สมาธิ และปัญญาเต็มที่ พร้อมทั้งจิตหมดจากอำนาจของราคะ โทสะ และโมหะ และจะมีบททดสอบได้แก่ ศีล สมาธิ ศรัทธา กาม ซึ่งเป็นศูนย์รวมของบททดสอบทุกอย่าง เพื่อตรวจสอบว่ายังยึดถือในธรรมะเหล่านั้น หรือมีความยึดถือในตัวตนหรือไม่

- - - ตอบคำถาม : คุณเกษตรศาสตร์ ศานตสงเคราะห์

 

คำถาม 3: หากผู้ถามต้องการค้นหา script ภาษาอังกฤษจากรายการวิทยุ puredhamma ทาง FM.88 MHz ควรทำอย่างไร เพราะลองหาใน English article ในเว็บไซต์แล้วไม่พบ

คำตอบ 3: พระอาจารย์มหาไพบูลย์ มีการจัดรายการภาคภาษาอังกฤษอยู่ 2 ช่วงเวลาดังนี้

  1. เวลาประมาณ 5:30 - 6:00 น. ทุกวัน หลังข่าวภาคเช้า เป็นการอ่านพระสูตรสองภาษา สลับกันระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษครั้งละประโยค ทำให้ผู้ฟังได้รู้คำศัพท์ คำแปลต่างๆในพุทธศาสนา และมีความรู้ความเข้าใจที่กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้จะสามารถค้นหาบทความและ link ที่เกี่ยวข้องได้ที่ รายการ Sunday Dhamma Talk ออกอากาศเวลาประมาณ 8:30 น. และจะจัดรายการเฉพาะวันอาทิตย์ในสัปดาห์ที่ 3 และ 5 ของทุกเดือน

- - - ตอบคำถาม : คุณเกษตรศาสตร์ ศานตสงเคราะห์

 

คำถาม 4: การแผ่เมตตา กับ การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ต่างกันอย่างไร ถ้าเราทำบุญหรือนั่งสมาธิ แล้วต้องการแผ่บุญกุศลให้กับผู้ที่ตายไปแล้ว เราต้องอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลใช่หรือไม่ ถ้าแค่แผ่เมตตาอย่างเดียว บุญจะไปถึงเขาหรือไม่ หรือว่าเราต้องทำทั้งการแผ่เมตตาและการอุทิศบุญกุศล

คำตอบ 4: สามารถวิเคราะห์ได้ 4 แง่มุม ดังนี้

  1. การแผ่เมตตา คือ การแผ่กระแสความรัก ความเมตตาไปยังสิ่งต่างๆ ด้วยสายตาของคนที่มีความรักใคร่ เอ็นดู ซึ่งผู้รับรู้สึกได้ถึงกระแสความปรารถนาดีนั้นๆและมีความสุข แปลว่าได้รับบุญแน่นอน
  2. ความปรารถนาดี หากผู้รับสามารถรับรู้ได้ถึงกระแสความหวังดี ก็ถือว่าเป็นบุญเช่นกัน
  3. การทำทานด้วยอาหาร บูชาเทวดา การทำบุญแล้วอุทิศหรือส่งจิตไปให้กับบรรพบุรุษ หากผู้รับสามารถรับรู้ได้ถึงกระแสความหวังดี และบุญไม่ได้ลดลง
  4. บุญ เกี่ยวข้องกับเรื่องของกรรมโดยตรง หากผู้อื่นร่วมยินดีหรืออนุโมทนาบุญกับเราด้วย ก็จะเป็นการเพิ่มความดีขึ้นในตัวผู้ร่วมยินดี แต่ไม่ได้ทำให้บุญของเราลดน้อยลง

ทั้งนี้ เราสามารถทำได้ทุกวิถีทางที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อเป็นการสั่งสมบารมีให้กับตนเองมากยิ่งขึ้น

- - - ตอบคำถาม : คุณลิน

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • ฟัง "ฉวิโสธนสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
  • ฟัง "ธรรมะของผู้บริบูรณ์" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
  • ฟัง "อุโปสถสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
  • ฟัง "อริยะอุโบสถ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
  • ฟัง "สากัจฉาธรรม – แผ่เมตตา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2560
  • ฟัง "การอุทิศบุญให้ยิ่งขึ้นไป" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2560
  • ฟัง "ละอาสวะด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ๔" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560
  • ฟัง "คำพุทธ-สัพพาสวสังวรสูตร ว่าด้วยการสังวรในอาสวะทั้งปวง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2558
  • ฟัง "การสังวรในอาสวะทั้งปวง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2558
  • ฟัง "สังฆคุณ" ออกอากาศเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557
  • ความหมายและคุณค่าของสังฆคุณ 9

    พระสงฆ์เป็นผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เป็นหลักสำคัญมากในการสืบต่อพระพุทธศาสนาซึ่งได้รับการเคารพยกย่องอย่างสูงโดยจัดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระรัตนตรัยคือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ คุณของพระสงฆ์หรือเรียกว่า “สังฆคุณ” มี 9 ประการดังต่อไปนี้

    1. สุปฏิปันโน  พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีคือ
      • ปฏิบัติไม่ตามมัชฌิมาปฏิปทา  อันเป็นทางสายกลาง ไม่หย่อนนัก ไม่ตึงเครียดนัก
      • ปฏิบัติไม่ถอยหลัง ปฏิบัติได้ดีเท่าเดิม หรือก้าวหน้าสูงขึ้นไป
      • ปฏิบัติตามรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า
    2. อุชุปฏิปันโน  พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติตรงคือ
      • ไม่ปฏิบัติลวงโลก  คือ ปฏิบัติต่อหน้าคนอย่างหนึ่ง ปฏิบัติลับหลังคนอีกอย่างหนึ่ง
      • ไม่ปฏิบัติเพื่อโอ้อวด คือปฏิบัติเพื่อให้คนทั่วไปเห็นว่าตนปฏิบัติเคร่งครัดกว่าใคร ๆ
      • ปฏิบัติตรงต่อพระพุทธเจ้า และพระสาวกด้วยกัน ไม่อำพรางความในใจ ไม่มีแง่งอน
    3. ญายปฏิปันโน พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติถูกทางคือ
      • ปฏิบัติมุ่งธรรมเป็นใหญ่
      • ปฏิบัติถือความถูกต้องเป็นสำคัญ
      • ปฏิบัติเพื่อความตรัสรู้
    4. สามีจิปฏิปันโน พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติสมควรคือ
      • ปฏิบัติน่านับถือ  สมควรได้รับความเคารพ
      • ปฏิบัติชอบอย่างยิ่ง
      • ปฏิบัติดีที่สุด
    5. อาหุเนยโย พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่สิ่งของคำนับ คือ  ควรได้รับสิ่งของที่เขานำมาถวาย เพราะท่านมีคุณสมบัติ 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้นนั้น ด้วยว่าสิ่งที่เรียกว่าอาหุนะ เป็นของที่ท่านใช้บูชาคุณความดีของคน เมื่อพระสงฆ์ประกอบด้วยคุณสมบัติเช่นนั้น จึงควรแก่อาหุนะ คือสิ่งของคำนับ
    6. ปาหุเนยโย พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่การต้อนรับ คือ ผู้ปฏิบัติงามเช่นนี้ เมื่อท่านไปในบ้านเมืองใด ย่อมเป็นผู้สมควรแก่การต้อนรับเหมือนการต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ พระสงฆ์อยู่ในฐานะนั้น
    7. ทักขิเณยโย พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาควรแก่สิ่งของทำบุญ คือ พระสงฆ์ผู้มีคุณสมบัติดังกล่าวย่อมได้รับประโยชน์ตามที่ปรารถนา แม้การอุทิศกุศลเพื่อผู้ตาย พระสงฆ์ก็จัดเป็นทักขิไณยบุคคล คือ ควรรับทักษิณาทานนั้นๆ
    8. อัญชลีกรณีโย พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่การทำอัญชลีคือ พระสงฆ์เป็นผู้มีคุณความดีอยู่ในสันดาน  ย่อมอยู่ในฐานะที่ใครๆ ควรแสดงความเคารพด้วยการกราบไหว้ เพราะทำให้ผู้ไหว้มีความรู้สึกว่าตนได้ไหว้ผู้ที่มีคุณธรรมสมควรแก่การไหว้  ทั้งเป็นการช่วยให้ผู้ไหว้เจริญด้วยพรทั้ง 4 ประการ อันได้แก่ อายุ วรรณะ สุขะ และพละด้วย
    9. อนุตตรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเนื้อนาบุญของโลก คือ พระสงฆ์เป็นผู้บริสุทธิ์ ทักษิณาที่บริจาคแก่พระสงฆ์ย่อมมีอานิสงส์มาก เปรียบเหมือนนามีดินดีและน้ำดำ พืชที่หว่านไปย่อมให้ผลไพบูลย์ จึงเป็นที่บำเพ็ญบุญของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย