การทำความเพียรที่ไม่มีทุกข์ทับถม

HIGHLIGHTS:

  • วิธีการทำให้ความเพียรได้ผล คือ 1.ไม่นำทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ให้ทับถม 2.ไม่สละความสุขที่ได้มาโดยธรรม 3. ไม่มัวเมาในความสุขนั้น
  • ถ้าเราปรุงแต่งเหตุแห่งความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ให้จี้จ่อพิจารณาตรงนี้เราจะมี “วิราคะ”
  • ลูกศรที่งอก็ต้องลนไฟชุบน้ำข้าวและไปดัดด้วยไม้ง่ามให้ตรง เปรียบเหมือนการทำความเพียรที่ถ้าเราอยู่ลำบากแล้วทำให้กุศลธรรมเจริญ การดำรงตนอย่างนั้นคือการดำรงตนที่ให้ผล
  • การปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 จะไม่ไปสุดโต่งในการทำตนให้ลำบากไม่ไปชุ่มอยู่ในกามที่เป็นความเสื่อม แต่มีสุขด้วยสามัญญผลด้วยเรื่องของศีล และ ปัญญาเป็นสุขที่ละเอียดประณีตเหนือกาม
  • มรรค 8 คือสุดยอดแห่งการให้ผลของความเพียรและเป็นการกระทำที่ให้ผลดี ทั้งเป็นการกระทำที่ไม่มีใครมาติเตียนได้เลย

บทคัดย่อ

 

“น เหว อนทฺธภูตํ อตฺตานํ ทุกฺเขน อทฺธภาเวติ

ไม่นำทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ทับถม

ธมฺมิกญฺจ สุขํ น ปริจฺจชติ

ไม่ต้องสละความสุขที่ประกอบด้วยธรรมที่มีอยู่

ตสุมึ จ สุเข อนธิมุจฺฉิโต โหติฯ

ไม่กำหนัดมัวเมาในความสุขนั้นด้วย”

 

ในพระสูตรที่ชื่อว่า “เทวทหสูตร” … ในแคว้นสักกะ บ้านเกิดของพระพุทธเจ้ามีสระโบกรขรณีใบหนึ่งระหว่างเมืองเทวทหะของพระมารดาและเมืองกบิลพัสดุ์ของพระบิดา สระใบนี้จึงมีชื่อว่าสระเทวทหะ ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่กับเหล่าภิกษุ แล้วทรงได้ยกเรื่องราวหนึ่งที่เคยพูดกับพวกนิครณห์ถึงเรื่องที่เห็นผิดของพวกเขา เป็นความเห็นที่เจ้าลัทธินิครณห์เป็นผู้สอนว่า เวทนาอะไรก็ตามที่เป็นทุกข์ก็ตาม เป็นสุขก็ตาม หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม เกิดขึ้นเพราะกรรมที่ทำไว้แล้วในกาลก่อน ...อย่างเช่นฉันทำอะไรไม่ขึ้น ต๊อกต๋อยอยู่อย่างนี้สงสัยเป็นเพราะกรรมเก่าที่ทำมาแน่เลยจะต้องทำยังไงดี ต้องหาเจ้ากรรมนายเวรมาก่อน…อย่างนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูก พวกนิครณห์ก็มีความคิดต่อไปว่า ถ้าเป็นกรรมเก่าเราก็จะเผาผลาญกรรมเก่าที่ไม่ดีให้มันหายไป แล้วไม่ทำกรรมใหม่ พอกระแสแห่งกรรมเก่าหายไป ไม่ทำกรรมใหม่เกิดขึ้นก็หมดเวรหมดกรรมไป… ทุกข์ทั้งหมดก็จะดับสิ้นไป… เหมือนมีคนมาบอกเราเป็นมะเร็ง เราถูกยิงแล้ว เราต้องรู้ข้อมูลเสียก่อนว่ามีอาการยังไง เราก็ตรวจสอบก่อนในฐานะ 5 อย่าง ว่าเราเจ็บหรือไม่เจ็บกันแน่… เพราะถ้าทำโดยไม่ตรวจสอบก่อนแล้ว อย่างเช่นดวงซวยแล้วต้องบูชาแบบนี้ นอนในโรงคลุมผ้าขาวแบบนี้...ค่าบูชาครูทั้งหมด 3,500 นอกจากจะเป็นการทำความเพียรที่ไม่ให้ผลแล้ว ยังเป็นสีลัพพตปรามาสอีกด้วย … การลูบๆ คลำๆ ไม่ถูกจุดไม่เป็นไปเพื่อการบรรลุทำไม่ถูกจุดก็เสียเวลา เหมือนคนที่ป่วยเป็นโรคหัวใจแต่ไปใส่ยาคีโมให้ก็เสียของเสียเวลา เสียความเพียรเป็นการแก้ที่ไม่ถูกจุด เมื่อเราได้ยินใครพูดเรื่องอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าพระพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์เทศน์สอนไว้ เราต้องมีการตรวจสอบก่อน ตรวจสอบในการกระทำของมันก่อนว่ามีการกระทำแบบนี้และให้ผลที่เป็นทุกข์เป็นสุขอย่างไร

ในพระสูตรนี้ ปรารภเรื่องราวคำสอนของนิครณห์ที่ยึดถือทิฐิถือมั่นลงไปในกรรมที่ทำไว้ในกาลก่อน คนเราทำความชั่วมาด้วยกันทั้งนั้น ความชั่วจะหมดไปได้ต้องทรมานตัวเองเสียก่อน และไม่ทำกรรมชั่วใหม่ก็หมดทุกข์แล้ว ซึ่งลักษณะทิฐิแบบนี้มันแทรกซึมอยู่ในคนที่มีทิฐิไม่มั่นคงบิดเบือนไปบ้าง เป็นความเพียรที่ไม่ให้ผล เป็นสีลัพพตปรามาสอีกด้วย พระพุทธเจ้าได้ตรัสอธิบายให้เหล่าภิกษุฟังโดยยกเป็น 3 วาระด้วยกัน วาระ1 ด้วยการกระทำกรรมนั้นๆ วาระที่ 2 ดูตอนทำความเพียรของพวกนิครณห์ที่ทรมานตัวเอง อย่างเจ็บแสบเผ็ดร้อนมาก การที่ได้รับทุกขเวทนาเป็นเพราะกรรมเก่าที่ทำมา แต่พอไม่ได้ทำก็ไม่เกิดความทรมาน ซึ่งพอตัวเองไม่ตากแดดก็ไม่ร้อน ไม่กินก็ไม่หิว...แล้วใครเป็นคนทำ? มันเป็นการทำในปัจจุบันให้ผลในปัจจุบัน เป็นความเจ็บแสบในปัจจุบันไม่เกี่ยวกับอดีตเลย วาระที่ 3 ผลวิบากของการกระทำ ว่าถ้าผลวิบากของการกระทำต้องให้ผลในปัจจุบัน …

วิธีการที่จะทำให้ความเพียรได้ผล คือ 1.ไม่นำทุกข์มาทับถมตนที่ไม่มีทุกข์ให้ทับถม 2.ไม่ปฏิเสธความสุขอันได้มาโดยธรรม 3. ไม่มัวเมาในความสุขนั้นด้วย … เช่นพอเราเซ่นสรวงบางอย่างจนได้ความสุขนั้นมา แล้วเมื่อความสุขนั้นเปลี่ยนแปลงก็เป็นทุกข์ นั่นก็เพราะเราไปมัวเมาในความสุขนั้น ความเพียรความพยายามนั้นก็จะไร้ผล ...

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "เทวทหสูตร (101)" พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
  • ฟัง "เทวทหสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561