เห็นตามที่เป็นจริง

HIGHLIGHTS:

  • มีปัญหาภายในครอบครัว แต่เมื่อได้ฟังธรรม ใคร่ครวญธรรมแล้ว มีจิตใจสบายขึ้น มีความเย็น
  • ความอาฆาตแค้น พยาบาท สาปแช่ง เป็นบาปแบบไหน และการที่คิดจะฆ่าลูกและฆ่าตัวตาย เป็นบาปแบบไหน
  • การทำสมาธิให้จิตเป็นอารมณ์อันเดียวแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อไป จึงจะเรียกว่า “วิปัสสนา”
  • มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีการสอบอารมณ์กับอาจารย์ที่สอนกรรมฐาน สอนสมาธิ
  • การปฏิบัติธรรมในข้อใดที่จะทำให้คนที่อยู่กับเรามีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ป่วย
  • เมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายสิ่งต่างๆ ไม่อยากฟังเพลง ไม่อยากยุ่งกับใคร เวลาถูกด่าถูกว่า ก็ไม่โกรธ เหมือนตัวเองจะเป็นบ้าไปหรือไม่

บทคัดย่อ

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คุณรัตน์ ขอนแก่น (จดหมาย) :

เมื่อ 6 ปีที่แล้วมีปัญหาครอบครัว สามีกินเหล้า จนอยากจะฆ่าลูก แล้วฆ่าตัวตายตาม เพื่อจะได้พ้นจากความทุกข์ แต่เมื่อได้ฟังรายการ “ธรรมะรับอรุณ” ใคร่ครวญพิจารณาธรรม มีจิตใจดีขึ้น เย็นลง ทำสิ่งที่เป็นบุญ ปล่อยวางได้มากขึ้นแล้ว

คำถาม : สอบถามว่าความอาฆาตแค้น พยาบาท สาปแช่ง เป็นบาปแบบไหน และการที่คิดจะฆ่าลูกและฆ่าตัวตายตาม เป็นบาปแบบไหน

 

คำตอบ : การที่คิดอาฆาต พยาบาทคนอื่นเป็นบาป ซึ่งตรงกันข้ามกับบุญ ซึ่งบุญคือความสุข เพราะฉะนั้น บาปจึงทำให้เราเกิดความทุกข์ ความทุกข์หรือความสุข บาปหรือบุญจะเกิดได้ใน 3 ช่องทาง คือ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ซึ่งในช่องทางใจ ที่คู่แห่งบาปและคู่แห่งบุญ คือ มิจฉาทิฐิกับสัมมาทิฐิ พยาบาทกับเมตตา ความเพ่งเล็งกับความไม่เพ่งเล็ง ดังนั้น ที่สอบถามมานั้น คือ บาปในช่องทางใจ ส่วนที่เป็นพยาบาท เป็นมิจฉาทิฐิ


เมื่อได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ได้ปรับมิจฉาทิฐิที่ยังไม่ได้เห็นทุกข์ ไม่ได้เห็นสุข เห็นตามความเป็นจริง แล้วให้มีการเห็นตามความเป็นจริง มีสัมมาทิฐิเกิดขึ้น เป็นบุญ ความพยาบาทลดลง ความเพ่งเล็งลดลง คือ ลดอันใดอันหนึ่งในกองแห่งบาป เพิ่มอันใดอันหนึ่งในกองแห่งบุญ ในช่องนั้นทั้งหมด ก็เพิ่มขึ้นมาด้วย เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน และในช่องทางใจทั้งหมด มันก็ไปเกี่ยวเนื่องกับทางวาจาด้วย ทางวาจาเมื่อบ่นกันมากๆ มันก็คืบคลานต่อไปทางกาย

ถ้าเราควบคุมให้เกิดบุญทางกายได้ ทางวาจาก็จะควบคุมได้ เมื่อมีบุญทางกาย ทางวาจา ทางใจ ก็จะค่อยดีขึ้น เราควบคุมจุดไหนสักจุดใดจุดหนึ่งได้ จะมีผลในช่องทางอื่นๆ ได้ ขยายผลไปช่องทางต่างๆ ด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องรู้จักควบคุม ฝึกปฏิบัติ เพราะจิตไปได้ทุกช่องทาง กาย วาจา ใจ จิตมันคืบคลานไปได้หมด ไปยึดถือได้หมด จะไม่ให้จิตมันไปยึดถือสิ่งที่เป็นบาป อกุศลธรรม ต้องมีเสวียนรองจิตให้ดี นั้นคือ มรรคแปด

 

ในธรรมะที่ฟังมี สัมมาวาจา สัมมาทิฐิ นี่เป็นวาจา ทำให้เกิดทางใจต่อได้ เป็นสัมมาสังกัปปะ ทางใจก็ทำให้เกิดทางกายต่อได้ เป็นสัมมากัมมันตะ ซึ่งจะต้องอาศัยสัมมาวายามะ สัมมาสติเกิดขึ้น ค่อยๆ เต็มขึ้นๆ จิตของเรามีมรรคแปดขึ้นโดยอัตโนมัติ จากการที่เราฟังธรรมใคร่ครวญไปตาม จึงมาสนับสนุนให้จิตของเราตั้งอยู่ได้ในแดนกุศล เรามีธรรมะห่อหุ้มคุ้มครองเอาไว้ บาปก็ลดลง

ส่วนการที่คิดจะฆ่าเป็นมิจฉาสังกัปปะในข้อของความพยาบาท ความเบียดเบียน เป็นบาปกรรมทางใจ ซึ่งจะแก้เรื่องของความพยาบาทได้ ต้องมีเมตตา คือ การมองกันด้วยสายตาของคนที่รักใคร่กันเป็นอยู่

 

 

คุณนุชนาถ เพชรบูรณ์ (จดหมาย) :

มีความทุกข์ภายในครอบครัว แต่เมื่อได้ฟังธรรมะ มีจิตใจสบายขึ้น จึงคิดที่จะมาปฏิบัติธรรมที่วัดป่าดอนหายโศก แต่ยังติดปัญหาต้องดูแลคนในครอบครัว และได้ฝึกปฏิบัติเป็นประจำที่บ้าน

คำถาม : การทำสมาธิให้จิตรวมเป็นอารมณ์อันเดียวแล้ว ต้องทำอย่างไรต่อไป จึงจะเรียกว่า “วิปัสสนา”

 

คำตอบ : “สมาธิ” โดยทั่วไปในบริบทการสื่อสารของภาษาไทย จะหมายเอาเฉพาะส่วนที่เป็นสมถะ แต่จริงๆ ในภาษาบาลี แล้วคำว่า “สมาธิ” หมายรวมถึง ทั้งสองอย่าง คือ ทั้งสมถะและวิปัสสนา หรือใช้คำว่า “สมาธิและปัญญา” ซึ่งหมายถึง “สมถะและวิปัสสนา” แต่ถ้ากล่าวถึงคำว่า “สมาธิ” คำเดียวโดดๆ โดยที่ไม่มีคำว่า ปัญญาหรือวิปัสสนา มาร่วมด้วย สมาธินี้นั้น จะต้องมีทั้งสมถะกับวิปัสสนาอยู่ร่วมกันด้วยในนั้น จะต้องไปด้วยกัน เพียงแต่ว่า เราจะเอาอันใดนำอีกอันหนึ่ง

การที่จิตเรารวมลงเป็นอันเดียวได้นั้น เกิดจากการวางความคิดนึกในทางที่เป็นอกุศล ซึ่งที่วางได้ ปล่อยได้ ละได้ เพราะปัญญา มีการใคร่ครวญ เห็นตามที่เป็นจริง มากบ้าง น้อยบ้าง แล้ววางได้ ซึ่งการวางได้ นั่นคือ วิปัสสนา “คุณทำวิปัสสนาแล้ว ถึงจะได้สมถะ คุณทำสมถะแล้ว ถึงจะได้วิปัสสนา อยู่ที่ว่า เราเอาอะไรนำอะไร มันต้องมาด้วยกัน แยกกันไม่ได้” ครูบาอาจารย์ท่านใช้บทพยัญชนะอธิบายแบบไหน เพื่อเน้นจุดที่จะอธิบาย แยกอธิบาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจ แต่จริงๆ แล้ว เวลาทำ มันมาด้วยกันอยู่แล้ว หลีกเลี่ยงกันไม่ได้

“คุณจะทำแต่สมถะ แล้วไม่ให้เกิดวิปัสสนา มันต้องวางความคิดนั่นนี่มาก่อนแล้ว คุณถึงจะได้สมถะ หรือจะทำแต่วิปัสสนา แล้วไม่เกิดสมถะ อ้าวแล้วการที่จะพิจารณาใคร่ครวญไปในกาย เห็นความเน่าเหม็น เห็นความไม่สวยงามต่างๆ ความไม่เที่ยง จะให้มันวางได้ จิตมันก็ต้องเป็นอารมณ์อันเดียว จิตมันต้องเป็นหนึ่งก่อน มันถึงจะวางได้ มากก็ตามน้อยก็ตาม อะไรนำอะไร อยู่ที่ว่าเราทำ แต่ว่ามันต้องมาด้วยกัน”

 

จิตที่มีอารมณ์อันเดียว ต้องมีสมถะวิปัสสนา มากก็ตามน้อยก็ตามแล้ว ให้เรารักษาความเป็นอารมณ์อันเดียวอันนั้นไว้ โดยที่ไม่ไปยินดี เกลือกกลั้ว กำหนัดในสิ่งนั้น นั่นคือ มีวิปัสสนาแล้ว เห็นตามความเป็นจริงในสมาธินั้น ในความสงบนั้น ในผัสสะใดผัสสะหนึ่ง ก็เป็นวิปัสสนาแล้ว หรือจะมาพิจารณากาย ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง ก็ได้ หรือใคร่ครวญในหมวดธรรมต่างๆ เป็นธัมมานุสสติก็ได้ หรือการแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ทั้งนั้น เพราะมันอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว จะน้อมจิตไปทางไหน เป็นบุญไปหมด เพราะจิตที่มีมรรคแปด มีสติสัมปชัญญะ มีสมถะวิปัสสนา ทำอย่างไรก็ได้ ทำได้มากอย่าง ด้วยกำลังจิตที่เรามีนี้

 

คำถาม : มีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีการสอบอารมณ์กับอาจารย์ที่สอนกรรมฐาน สอนสมาธิ

 

คำตอบ : การที่เราไม่รู้เรื่องต่างๆ อาจจะต้องมีการสอบถาม ทวนถามในหมวดธรรมะต่างๆ แต่พอเราพอจะรู้แล้ว สามารถปฏิบัติเองได้ โดยเทียบเคียงกับในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า กับตำรา คัมภีร์ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีความสามารถจะตอบปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติได้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

 

คำถาม : การปฏิบัติธรรมในข้อใดที่จะทำให้คนที่อยู่กับเรามีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ป่วย

 

คำตอบ : ผู้ที่จะอยู่หรือดูแลคนที่เจ็บไข้ จะต้องมีคุณสมบัติ 5 อย่าง คือ

  1. สามารถจัดยา
  2. รู้จักว่าอะไรแสลงหรือไม่แสลง อะไรเหมาะสมดีหรือไม่ดี อะไรควรบริโภคหรือไม่บริโภค
  3. รู้จักในการพูดจาให้เกิดกำลังใจ เกิดความอาจหาญร่าเริง ตั้งอยู่ในธรรม ไม่ท้อแท้ท้อถอย
  4. อย่าดูแลด้วยเหตุแก่อามิส แต่ให้ทำด้วยจิตที่มีเมตตาทั้งทางกาย วาจาและใจ
  5. ไม่รังเกียจนำของเสียไปทิ้ง

 

คำถาม : เมื่อปฏิบัติธรรมแล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายสิ่งต่างๆ ไม่อยากฟังเพลง ไม่อยากยุ่งกับใคร เวลาถูกด่าถูกว่า ก็ไม่โกรธ เหมือนตัวเองจะเป็นบ้าไปหรือไม่

 

คำตอบ : สิ่งนี้เรียกว่าเรามีความ “ร่าเริงในธรรม” แล้วเกิดความเบื่อหน่าย หรือ “นิพพิทา” ซึ่งไม่เหมือนกับการเบื่อเซ็ง เพราะการเบื่อหน่ายได้นั้น เราต้องเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามความเป็นจริงเสียก่อน เพราะฉะนั้น ให้เราเข้ามาถึงจุดนี้ให้ได้บ่อยๆ ทำให้อยู่ได้นานๆ มีความร่าเริงในธรรม ขณะเดียวกัน มีจิตที่เป็นสมาธิ หน่ายจากสิ่งที่ทำให้เกิดความกำหนัด ลุ่มหลง หน่ายจากความคลุกคลี ทำไมจะไม่ดี วางซะ! ความหน่าย “นิพพิทา” ทำให้เกิดขึ้นบ่อยๆ จะทำให้เกิดความชำนาญ หรือ “วิมุตติ” คือ ความพ้นจากความยินดีพอใจในสิ่งที่เป็นไปในทางตา หู จมูก ลิ้น กาย “พอเรามีความพ้น ความหน่าย คือ วิมุตตินี้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ วิมุตติจะมีนิพพานเป็นที่แล่นไปสู่ นิพพาน คือ ความเย็น ความดับเย็น” พอเราปฏิบัติไปอย่างนี้ นิพพานจะทำให้แจ้ง ทำให้เกิดขึ้นได้แน่นอน

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง