เหตุเกิดจาก “สติอินทรีย์”

HIGHLIGHTS:

  • สติที่ตั้งมั่นดีแล้ว จะทำให้เกิดความเป็นอารมณ์อันเดียว “โวสสัคคารมณ์” มีสมาธิ เห็นตามความเป็นจริงได้ ปล่อยวางได้

บทคัดย่อ

 

“สารีบุตร เมื่อสาวกเป็นผู้มีสัทธา ปรารภความเพียร มีสติเข้าไปตั้งไว้แล้ว มีจิตตั้งมั่นโดยชอบแล้ว พึงหวังข้อนี้สืบต่อไปว่า เขาจักเป็นผู้กระทำได้แล้วซึ่ง โวสสัคคารมณ์ จักได้ซึ่งความตั้งมั่นแห่งจิต ….”

สัทธาสูตร

 

....แต่ถ้าจิตเรามีสติเข้าไปตั้งไว้แล้ว จะสามารถทำให้เกิดโวสสัคคารมณ์ คือความที่จิตนั้นเป็นอารมณ์อันเดียว คือสละออกจากสิ่งต่างๆ ได้ โวสสัคคะนี่คือการสลัดคืน คือการที่เราจะไม่ได้ไปเกลือกกลั้วสุขทุกข์อะไรไปงั้น แต่ว่าเห็นตามความเป็นจริง จะมีสมาธิเกิดขึ้นได้ พอเรามีจิตที่สลัดคืนจากอารมณ์ต่างๆ จิตที่เป็นอารมณ์อันเดียวนี้ จะสามารถที่จะเห็นตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง รู้ชัด สัมปชัญญะ ให้เกิดปัญญาว่า โอว มันก็เป็นอย่างนี้ล่ะ สุขก็มีเป็นธรรมดา ทุกข์ก็มีเป็นธรรมดา เป็นธรรมดาของโลกเขาเป็นแบบนี้ สุขก็มีทุกข์ก็มี ทางตาบ้างทางหูบ้าง พอใจบ้างไม่พอใจบ้าง เห็นด้วยปัญญาอย่างนี้แล้ว นี่คืออินทรีย์ คือปัญญาของเรา...

 

เวลาที่ท่านผู้ฟังลุกขึ้นในเวลาเช้า เรามีสติสัมปชัญญะ รู้สึกไปตามกายของเราซะก่อน ว่า เออ แขนอยู่ตรงนี้ ขาอยู่ตรงนี้ เรานอนท่านี้ รู้สึกตัวขึ้นว่า อ้อ เราอยู่ที่ไหน นอนอยู่บนเตียงบนตั่งหรือบนพื้น รู้สึกตัวขึ้นแล้ว นั่นคือมีสติสัมปชัญญะแล้วนะ พอมีสติสัมปชัญญะแล้ว มันก็จะมีเรื่องราวผ่านมาในสมองมากมาย วันนี้ต้องทำอะไร เมื่อวานเป็นอย่างไง ฝันว่าอย่างไง ต่อไปจะทำอะไร นี่แค่ที่พอจะยกตัวอย่างให้ฟังกันได้ ยังมีอีกเยอะแยะ เรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้ อดีตอนาคต มันจะไหลๆมาหมดเลย ยังรวมถึงอาการกังวลนั่นนี่ ความรู้สึกเจ็บป่วย คิดเรื่องนั้นเรื่้องนี้เต็มไปหมด

เวลาที่เรารู้สึกตัวขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็แล้วแต่ หลังจากที่คุณลุกขึ้นมา จะเป็นตอนกลางวัน บางคนนอนกลางวัน บางคนทำงานกะดึก ต้องตื่นมาตอนสี่ทุมห้าทุ่ม บางคนก็นอนปกติ ตื่นขึ้นมาในยามสุดท้ายแห่งราตรี หรือบางคนอาจจะตื่นสายตะวันโด่งแล้ว ลุกขึ้นมามีสติสัมปชัญญะท่านผู้ฟัง ให้มาฟังธรรมะ

การฟังธรรมตามกาลเป็นมงคลอย่างยิ่ง กาลไหนเวลาไหนที่เราจะได้ฟังได้ยินธรรมะได้ เดี๋ยวนี้ท่านผู้ฟังทุกเวลา บางคนก็เอาโทรศัพท์มือถือนอนไว้ข้างหมอนด้วย เสียบหูฟังไปด้วย แต่ก็อย่าชาตร์แบตไปด้วยล่ะ มันอันตราย เอ้า ฟังแล้วฟังอะไร ฟังธรรมะ

 

ธรรมะฟังแล้วปลอดภัย ธรรมะฟังแล้วเป็นมงคล เป็นมงคลเพื่อที่จะให้เราสามารถรู้ลุกขึ้นมาดำเนินการต่างๆ ตามที่ควรจะเป็นได้ รู้สึกตัวขึ้นมาให้มีสติสัมปชัญญะทันที มีสติสัมปชัญญะรู้สึกไปตามกาย รู้สึกไปตามตัวแล้ว ก่อนที่เจ้าความคิดนึกอะไรต่างๆ มันจะเข้ามา ให้เราลุกขึ้นซะก่อน

 

ประเด็นมันคือตรงนี้ท่านผู้ฟังว่า พอเรารู้สึกตัวขึ้นในยามสุดท้ายแห่งราตรี แล้ว ความคิดนึกอะไรต่างๆ เข้ามา หนึ่งในความคิดเหล่านั้นก็จะมีแบบ โอ๊ยยังเช้าอยู่ ขี้เกียจ อารมณ์แบบนี้โดยคำพูดนี้ว่า เออยังเช้าอยู่นะ ยัง วันนี้ไม่ต้องทำอะไรนี่ วันนี้วันเสาร์หรือเปล่า เอ๊ะนี่มันเป็นเวลาที่ฉันยังนอนต่อได้น่ะ ความคิดทั้งพวงทั้งยวงพวกนี้ มันมาจากข้างใต้ที่มันซ่อนอยู่ คืออารมณ์ขี้เกียจ ความรู้สึกที่แบบว่า ยังไม่อยากทำอะไรขี้เกียจ ก่อนที่ตรงนี้มันจะเริ่มขึ้นมา ก่อนที่ตรงนี้มันจะมาหาเราเนี่ย เราลุกขึ้นซะก่อน

คือถ้าไม่ทัน ใช่มั้ย โอว ช้าไปแล้วไม่ทันลุกขึ้นมันมาก่อนแล้ว ครอบงำเราแล้ว ให้เราแบบไม่อยากลุก ความคิดอะไรต่างๆ จิตเป็นพันๆดวง ศัพท์เขาเรียกว่าอย่างงี้ ที่เป็นความคิดในทางที่จะให้เราขี้เกียจเหนื่อยอ่อน ไม่อยากทำท้อแท้อ่อนแอท้อถอย ถ้ามันมาแล้วใช่มั้ย ก็ทำให้เราแบบอยากจะ ขอหาความสุขด้วยการนอน ด้วยการเอนข้างต่อไปอีก อีกสักห้านาทีสิบนาที แต่ว่าความจริงมันฟาดไปเป็นชั่วโมงโน่นน่ะ บางคนตื่นสายการงานเสียหายต่างๆ ก็มี

เอาล่ะ เราจะกำจัดสิ่งนี้ออกไปได้ ก็ด้วย “สติ” ด้วย “ธรรมะ” ให้เราตั้งสติเอาไว้ ว่าการที่เรามีสัมปชัญญะ มีสติ อยู่ในอิริยาบทที่เราอยู่นี่แหละ ความคิดเรื่องนั้นนี้มันก็มีมาธรรมดา ถ้าเราตั้งสติสัมปชัญญะของเราขึ้น การตั้งสติสัมปชัญญะในอิริยาบทต่างๆนั้นที่เราอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นเดินยืนนั่งนอน อ้าวเราอยู่แล้ว นั่นแหละ คือสติเกิดขึ้นทันที

 

สตินี้นั้น ถ้ามีกำลัง เราสามารถที่จะทำความคิดนึกความดำริไปในเรื่องต่างๆที่มันถูกบ้างผิดบ้างต่างเหล่านั้นน่ะ ให้มันดับไปได้ สติจะเป็นสิ่งที่นำมาเพื่อให้เกิดสมาธิได้

 

ตื่นเช้ามา มีสติสัมปชัญญะแล้ว ให้มาฟังธรรม นำสิ่งที่เป็นมงคลนี้เข้าสู่จิตใจของเรา จะกำจัดเจ้าสิ่งที่ไม่ดีๆให้มันออกไปได้ อย่างน้อยมันก็ยังลดลง ความขี้เกียจความง่วงให้มันลดลง ลดลงแล้วค่อยลอกออกกำจัดออก จนมันเหลือน้อย จนมันเหลือพอที่ว่า เออ ให้ฉันทำกิจการงานอะไรที่มันดีๆ ขึ้นมาได้ ไอ้ความที่มันค่อยๆลอกออก เหลือน้อยลงไปเนี่ย เขาเรียกว่าเป็นการกำจัดสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมออกไปจากใจของเราแล้วนะ

 

การเพิ่มกำลังสติสัมปชัญญะ การที่มีอกุศลลด การที่มีกุศลเพิ่ม นี่คือลักษณะของการทำความเพียร

 

ฟังให้ดีท่านผู้ฟัง ลักษณะของการทำความเพียรก็คือ ถ้าในใจของเรา ใจนี้เป็นช่องทาง ถ้าสิ่งอะไรที่ไม่ดีมันเกิดในช่องทางนี้ มันลดลงๆ สิ่งอะไรที่มันเกิดในช่องทางนี้มันเพิ่มขึ้นๆ เออนี่คือการทำความเพียร ถูกต้องแล้ว ดีแล้ว ซึ่งสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม สิ่งที่มันไม่ดีพูดง่ายๆนะ ก็คือราคะโทสะโมหะ อวิชชา ตัณหา สิ่งที่จะไปในทางอกุศลต่างๆ นี่คือในทางใจใช่มั้ย ทางกายก็โผล่ออกมา ก็เป็นรูปของด่าเขา พูดเสียดสีทิ่มแทงให้ตลกโปกฮา หาสาระไม่ได้ หรือว่าทางกายก็ขโมย ตี ทำร้าย เบียดเบียนกัน หลายอย่าง เอ้ามันเริ่มจากทางใจ เราดูที่จุดนี้

 

จุดประสงค์ของการปฏิบัติก็คือ เพื่อที่จะให้ละกำจัดเจ้าราคะ โทสะ โมหะ ออกไปจากจิตออกไปจากใจของเรา

 

ราคะโทสะโมหะสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมนั้นคืออะไร : ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับร่างกายของเราก็มี cell เซลก็รวมตัวกันเป็นอวัยวะ อวัยวะก็รวมตัวกันเป็นระบบทางเดินอาหารบ้าง ระบบเลือดบ้าง ระบบขับถ่ายบ้าง ระบบหายใจ โอว มีหลายแบบ ระบบกล้ามเนื้อ รวมตัวกันในแต่ละอวัยวะทำงานกันไป โดยมีระบบประสาทระบบสมองอะไรต่างๆ เหล่านี้ควบคุมกันอีกทีนึง ในร่างกายของเราที่มันทำงานไปตามระบบตามวาระหน้าที่ของมันเนี่ย มันก็มีผลิตของเสียเกิดขึ้นเป็นกระบวนการในภายในของมัน เอ้าเซลนี้ทำหน้าที่นี้ต้องใช้พลังงาน เอ้าใช้พลังงานแล้วมันก็ต้องผลิตของเสียออกมา อันนี้ก็ธรรมดาตามกระบวนการของมัน ของเสียรวมกันมากขึ้นก็ต้องมีระบบการกำจัดของเสีย ของเสียบางทีมันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้างในอย่างเดียว มันก็มีจากข้างนอกเข้ามาด้วย

ไอ้เจ้าของเสียตรงนี้แหละท่านผู้ฟัง ที่ว่าถ้ามีมากอยู่ในกาย มันก็ทำให้เราป่วย มีอาการปวดหัว ปวดเมื่อย ตัวร้อนเจ็บไข้ เป็นอาการที่ออกมาจากของเสียของไม่ดีที่อยู่ในร่างกาย แต่ถ้าเราจะพูดก็พูดนะท่านผู้ฟัง ของเสียของไม่ดีที่มาจากข้างนอกก็ตามหรือว่าอยู่ข้างในก็ตาม จะเป็นเชื้อโรคก็ตามจุลินทรีย์อะไรต่างๆ พวกนี้ เขาก็ทำหน้าที่ของเขานะ คือเป็นตามธรรมชาติของมัน ต้องเป็นอย่างนั้น เรามาดูพวกไวรัสแบคทีเรียเชื้อโรคอะไรต่างๆ ก็ตามเนี่ย คือลักษณะการทำงานของเขาเป็นอย่างนั้น เขากินสิ่งนี้ เขาผลิตสารอันนี้ คือเป็นกระบวนการตามลักษณะชีวเคมีทั่วๆ ไปของมัน

มะเร็งเติบโตแบบนี้ เชื้อนี้ทำงานอย่างนี้ คือมันไม่ได้มีสมองหรือว่าความคิดที่ว่า ฉันจะต้องฆ่าเจ้าหมอนี่ ฉันเข้ามาแล้วฉันต้องกำจัดเจ้าสิ่งนี้ คือมันไม่ได้มีความคิดไปในลักษณะแบบนั้นนะ พวกสัตว์สิ่งมีชีวิตพวกที่เป็นเชื้อโรคอะไรต่างๆ เพราะว่ามันไม่ได้มีเจตนา ไม่ได้มีสมองในลักษณะที่จะมาคิดอาฆาตรู้ว่า อันนี้เป็นแขนเธอฉันจะทำร้าย อันนี้เป็นตับเธอฉันจะกิน คือมันไม่ได้คิดในลักษณะแบบที่มนุษย์คิด เพราะว่าระบบการทำงานของมันไม่เหมือนกับมนุษย์เรา

ลักษณะการทำงานที่เป็นไปตามหน้าที่ของมันเนี่ย แล้วมันมาป่วนมากวนในระบบใหญ่ มาป่วนมากวนในร่างกาย ทำให้เราบอกว่าเชื้อโรคนี้ไม่ดี แต่ถ้ามันมาทำงานในลักษณะที่เสริมการทำงานกัน เออ เราก็จะบอกว่ามันดี อ้าวเช่นแบคทีเรียบางประเภท ก็ทำงานของมันไปนะ ผลิตสารนี้กินสารนี้ เออ มันกลับดีกับร่างกายของรา แบคทีเรียบางอย่างดีจุลินทรีย์ดี เชื้อบางอย่างที่ทำหน้าที่ไม่สอดคล้องกับร่างกายของเรา เราก็บอกว่ามันไม่ดี แต่ว่ามันก็เป็นเชื้อประเภทเดียวกันนะ มันก็เป็นแบคทีเรียเหมือนกัน เป็นตระกูลจุลินทรีย์เหมือนกัน เออ ไวรัสบางอย่างกลับมีประโยชน์ในการทำงานอย่างหนึ่ง แต่ว่าพอไปอยู่อีกที่หนึ่ง เรากลับบอกว่ามันมีโทษ นี่แหละคือลักษณะการทำงานนะท่านผู้ฟัง ที่ข้าพเจ้าต้องการที่จะมาเปรรียบเทียบกับเรื่องของ “กิเลส”

 

กิเลสนี่มันมีอยู่แล้ว มันเป็นผลิตภัณท์เป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นจากการที่เวลาที่เรามีผัสสะ มีผัสสะเป็นแดนเกิด

 

กิเลสเรานี้ เกิดมาแล้วลักษณะการทำงานของเขาก็เป็นแบบนี้ ก็จะทำให้เกิดความรุ่มร้อนเร่าร้อน ถ้ามันเป็นประเภทโทสะความโกรธ กิเลสก็จะทำให้เกิดแบบอยาก หิว ต้องการได้ ถ้ามันเป็นลักษณะของราคะ คือลักษณะของโลภะ หรือก็จะทำให้เกิดความมืดมองอะไรไม่เห็นขมุกขมัวไม่ชัดเจน อันนั้นก็เป็นลักษณะของโมหะ มีสามกองใหญ่ๆ ก็ทำหน้าที่ของมันไป เกิดที่ไหน ตรงไหนมันก็เกิดได้

ลักษณะที่มันเกิดขึ้นแล้วทำตามหน้าที่ของมัน ทำให้มันเป็นผลเกิดขึ้นในช่องทางคือใจของเรา โผล่ออกมา เห็นในช่องทางวาจาบ้าง เห็นในช่องทางกายบ้าง ว่าอาการต่างๆ นั้น เกิดขึ้นมาเป็นการด่าว่า อันนี้ก็เหมือนกับปวดท้อง หรือเหมือนกับปวดหัว อาการปวดนี่เป็นอาการนะ ของเหตุอะไร เชื้อโรคอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ด่าเขาว่าเขา นี่เป็นอาการนะ ของเหตุอะไร ด้วยโรคคือกิเลส

 

แต่เชื้อโรคนี่ เขาก็ทำหน้าที่ของเขา เข้าใจมั้ย เขาทำหน้าที่ของเขาตามลักษณะของเขา เขาเป็นอย่างงี้ เขาก็ทำอย่างงี้ มีผัสสะมีช่องทางต่างๆเหล่านี้เป็นแดนเกิด แต่กิเลสนั้นไม่ได้เข้ามาจากข้างนอก เป็นผลิตภัณฑ์เป็นผลิตผลที่เกิดขึ้นจากในภายใน เวลาที่กิเลสมันจะเกิดสันดาบเกิดกันขึ้นมาได้เนี่ย มีผัสสะอาศัยผัสสะเกิด ผัสสะนั้นก็เป็นที่ให้เกิดของสิ่งต่างๆได้หลายอย่าง พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า เป็นของร้อน ทำให้ร้อน เพราะมีการกระทบกัน

 

ตา เป็นของร้อน ทำไมจึงร้อน เพราะเวลาที่มันกระทบกับเสียง มันจะร้อนขึ้นมาไม่ได้หรอก ตามันต้องกระทบกับภาพ มันจึงร้อนว๊าปขึ้นมา พอกระทบกับภาพแล้ว เกิดเป็นผัสสะ ผัสสะก็เป็นของร้อนเพราะมีการกระทบกัน

จมูกจะมารับเสียงไม่ได้ ท่านผู้ฟังไม่ได้ฟังเสียงของข้าพเจ้าผ่านทางจมูก จมูกมันจะมาร้อนกับเสียงไม่ได้ มันต้องร้อนกับกลิ่น จมูกก็เป็นของร้อน หูก็เป็นของร้อน ของที่จะทำให้เกิดกิเลสได้ เหมือนในกายของเรา ทุกจุดมันมีเชื้อโรคไปเกิดได้หมด ตับเหรอก็มีโรคตับ หัวใจเหรอก็มีโรคหัวใจ หลอดเลือดเหรอเป็นเส้นต่อๆกันในร่างกาย ก็ยังมีโรคหลอดเลือดได้เลย ซึ่งโรคบางอย่างมันไม่ได้เป็นเชื้อเป็นอะไร เป็นการทำงานที่ผิดปกติ จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เขาก็เลยตั้งชื่อรวมว่าเป็นโรคนี้ๆ

หรือมะเร็ง เซลมันเปลี่ยนแปลงไปเนี่ย มันเกิดได้ทุกส่วนในร่างกาย ไล่มาตั้งแต่กระดูก หนัง เนื้อ เอ็น มีมะเร็งได้หมด เล็บยังเป็นมะเร็งได้เลย ตาก็เป็นมะเร็งได้ ฟันยังเป็นมะเร็งได้ แต่ผม บางคนบอกผมเป็นมะเร็งไม่ได้ ก็พอเป็นมะเร็งแล้วผมก็ร่วงไง ก็ยังมีสิ่งไม่ดีปรากฎขึ้นได้ทุกส่วนในร่างกาย มีเชื้อโรคแบบต่างๆ ที่มันจะไปทำให้เกิด คือทำงานของเขา ให้เกิดความไม่ดีขึ้นในส่วนนั้นๆ

 

จุดไหนบ้างถ้าเปรียบเทียบกลับมาในจิตใจของเรา พิจารณาดู จุดไหนบ้างที่จะเกิดราคะโทสะโมหะเข้าไปเกาะอยู่ได้ จุดไหนที่เชื้อโรคในช่องทางคือใจคือพวกกิเลสต่างๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ตรงนั้นพระพุทธเจ้าเรียกว่า “เป็นของร้อน” ตาหูจมูกลิ้นกายใจ รูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ การรับรู้ที่เกิดขึ้นในช่องทางทั้งหก สามอย่างแต่ละอย่างในแต่ละช่องทางรวมกันเรียกว่าเป็นผัสสะ ผัสสะนั้นก็เกิดกิเลสได้

พอมีผัสสะแล้ว มีความรู้สึกที่เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้างไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง แต่ละอย่างๆ กิเลสมันเข้าไปเกาะได้ กิเลสจะเกิดขึ้นได้ ให้เราสุขบ้าง ลุ่มหลงเคลิบเคลิ้มเพลิดเพลิน ให้เราร้อนไม่พอใจ ช่องทางต่างๆ เหล่าเนี๊ยะ เป็นช่องทางให้เกิดกิเลสได้ทั้งสิ้น แล้วมันมาเรียบๆ เนียนๆ

 

บางทีเรานั่งรถไปธรรมดาเพลินๆ ไป นั่งรถโดยสารไปเงี๊ยะ เกิดคนข้างๆ เขาคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ โอ๊ย รู้สึกเขาพูดเสียงดังไปหน่อย เราก็รู้สึกเคือง นั่นโทสะเกิดแล้วใช่มั้ย โทสะเกิดที่ไหนเนี่ย เพราะเสียงมันก็มาตามธรรมดาของเขาถูกมั้ย หูมันก็อยู่ตามธรรมดาของเขาถูกมั้ย มีผัสสะเกิดขึ้นรับรู้เป็นเสียง พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็รับรู้ก็ตามธรรมดาของเขาใช่มั้ย รับรู้มาแล้ว เกิดเป็นความหมายรู้ ใส่ไข่ลงไปด้วยว่า เออ นี่มันพูดเสียงดัง ก็จึงเกิดเป็นทุกขเวทนา โอ๊ย แต่ถ้ามันเป็นเรื่องที่น่าพอใจ เช่นเขากำลังชมเราอยู่พอดี หรือเขากำลังพูดถึงในเรื่องที่เรากำลังต้องการฟังอยู่พอดี เช่นพูดเรื่องนักการเมืองที่เราชอบ หรือพูดเรื่องดาราที่เราอยากรู้พอดีอยากจะไปหา ก็เกิดสุขเวทนา

 

ในทั้งหมดนี้ท่านผู้ฟัง กิเลสเข้าไปเกาะอยู่ได้หมดเลย แต่มันเป็นธรรมดาของมันนะ ผัสสะต่างๆ ที่มากระทบ กิเลสเข้าไปเกิดขึ้น เกิดขึ้นได้ธรรมดาๆ ณจุดต่างๆ เหล่านี้ เป็นของร้อนที่ให้กิเลสเข้าไปเกิดได้ เพราะเป็นอะไร เป็นผัสสะมาแล้ว มีผัสสะแล้วมันจะเกิดตรงไหนก็ได้ มันจะเอาตรงไหน ที่ แหม มันจะมาลงล๊อคกับอาสวะของเรา ที่เราสั่งสมมา

ว่าฉันมีกามสวะแบบนี้ มีอาสวะที่เป็นทิฏฐิแบบนี้ มีระบบความคิดแบบนี้ มีเรื่องราวแบบนี้ มีพื้นฐานครอบครัวแบบนี้ สะสมมาๆ ทำให้มีการตอบสนองไปในแต่ละผัสสะมีความแตกต่างกัน ทำให้กิเลสที่มันเกิดมาก็แตกต่างกันในแต่ละวาระ แต่มันเกิดได้ทุกช่องทาง

 

พอกิเลสเกิดแล้ว เราพิจารณาดูให้มันดีๆ ไม่ต่างอะไรกับเชื้อโรคที่เขาก็ทำหน้าที่ของเขา อวัยวะไหน มีเชื้อโรคเข้าไปอยู่ตรงนั้น มันก็จะผลิตสารอะไรที่จะทำให้ไม่สบาย ณ จุดนั้น ถ้ามีเรื่องให้โกรธเกิดขึ้น ที่หู เราจะรู้สึกแบบรำคาญหู เราจะรู้สึกแบบร้อนหู ร้อนหูมันก็รู้สึกถึงใจด้วย เพราะมันกินลามกันไป เชื้อโรคหลายอย่างมันก็แพร่ไปได้นะ โดยเฉพาะมะเร็ง โดยเฉพาะไข้หวัดมันไปหมดทุกที่ ทั้งตัว

แต่พอเราเริ่มร้อนหูก็ร้อนใจด้วย การรับรู้ทางหูมันก็อยู่ในใจ เป็นโสตวิญญาณ กิเลสก็ทำหน้าที่ของเขาว่า ร้อนขึ้นมา หรือไม่ก็หิวขึ้นมาอยากได้ขึ้นมา ทีนี้พอเป็นโรคไม่สบายมีอาการต่างๆ แล้ว หมอเขาจะรักษาเขาก็ดูตามอาการ ว่า อ๋อ อาการนี้เป็นอย่างนี้ น่าจะเกิดจากอวัยวะนี้ แล้วอวัยวะนี้ทำไมเป้นอย่างนี้ มันน่าจะมีเชื้อโรคนี้ เขาก็จะต้องย้อนคิดหาเหตุมา ถูกมั้ย บางทีบางคนเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร แต่บางทีมันไปปวดเนื้อปวดตัว ปวดขาปวดแขน การปวดอะไรต่างๆเป็นอาการนะเป็นอาการเฉยๆ เขาจะต้องสาวหาเหตุ ว่า อะไรเป็นเหตุ เกิดขึ้นที่ส่วนไหน วินิจฉัยให้มันถูกต้องตรงตามลักษณะการทำงานอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น

 

คราวนี้บางคนเป็นโรคอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่รู้ตัวด้วยว่าตัวเองเป็นโรค จนอาการมันหนักมากแล้ว เช่นเดียวกันท่านผู้ฟัง การที่เรามีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา พูดอย่างใดอย่างหนึ่ง คิดอย่างใดอย่างหนึ่งกระทำทางกายไปในอย่างใดอย่างหนึ่งเนี่ย มันจะต้องสาวหาเหตุมาจากเรื่องของราคะโทสะโมหะเนี่ยแหละ เพราะว่ามันทำให้เกิดกรรม ทำให้เกิดการกระทำ

 

บางคนอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า เราเป็นโรคนี้อยู่ โมหะเนี่ยมันปิดบังเอาไว้ ให้เราคิดว่า เออ ฉันก็สบายดีน่า ในทางจิตนะในทางจิต สบายดีในทางจิตไม่ได้อะไร ก็เขาทำแบบเนี๊ยะฉันก็โกรธก็ธรรมดา นั่น โกรธก็ธรรมด๊า ก็โกรธก็ธรรมดาอยู่ก็จริง แต่ไอ้ความโกรธมันไม่ธรรมดาอ่ะดิ มันอาจจะทำให้เราเกิดเป็นมิจฉาสังกัปปะ ก็เป็นกรรมไม่ดี แล้วก็มาคิดด้วยว่าไอ้ที่เราทำไปนี่มันถูกต้อง ไม่รู้ด้วยว่าตัวเองเป็นโรค นี่คือมันเป็นลักษณะของเจ้ากิเลส

แต่ถ้าเรามาพิจารณาดูดีๆ เวลาหมอเขารักษา ก็ดูไปตามเนื้อผ้าว่าโรคนี้ทำงานไปตามอย่างนี้ อ่ะเราจะต้องไปกำจัดอาหารของมัน หรือเราจะเอามันออกไปด้วยวิธีนี้ๆ เขาไม่ได้ว่าจะไปคิดรังเกียจเดียดฉันทร์พอใจไม่พอใจไปตามเจ้าเชื้อโรคนั้น แต่เขาจะรักษาไปตามเนื้อผ้าด้วยความเป็นธรรมดาของมัน

เช่นเดียวกัน เราจะเอากิเลสออกไปจากช่องทางคือใจของเรา ถ้าเรายังจะวุ่นวายไปตามมัน ขึ้นๆ ลงๆ ไปตามมัน มันจะออกไปไม่ได้ มันก็จะยังอยู่อย่างงั้นแหละ เพราะถ้าเราไม่พอใจ โอ๊ะทำไมกิเลสเกิดขึ้นกับฉันอีกแล้ว โอ๊ยแย่จริงๆ เลย นั่น มันยิ่งเกิดขึ้นมากใช่มั้ย เพราะว่าโทสะมันก็ยิ่งเกิดอีก เพราะเราไม่พอใจในมัน ตรงข้ามก็เหมือนกันนะ เรามีความพอใจในคุณธรรมอันใดอันหนึ่ง หรือมีความยึดถือในความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง ราคะมันก็เกิดทันที มันก็มาเลยเดี๋ยวนั้นเลยล่ะ ไม่เห็นด้วยซ้ำว่ามันมา เพราะเราพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โอวฉันทำสมาธิได้จังเลย โอวมานั่งเข้าครอสปฏิบัติธรรมครั้งนี้ แหมยิ้มแฉ่งไปตลอด

 

ความพอใจเกิดที่ไหน ผัสสะเกิดที่นั่น ผัสสะเกิดที่ไหน กิเลสราคะเกิดได้เดี๋ยวนั้น โมหะด้วย พอมีราคะโมหะเกิด โทสะทำไมจะไม่เกิด เกิดได้ ก็เกิดขึ้นได้เดี๋ยวนั้น เราจะเอามันออกไปไม่ได้เลย ถ้าเราจะยังแบบว่า เห็นมันด้วยความเป็นตัวอะไรสักอันใดอันหนึ่งที่เราจะให้แบบไม่ดีอย่างมากเลย ต้องกำจัดออกไป ไม่ใช่อย่างงั้น เราจะกำจัดเจ้ากิเลสออกไปได้ เราต้องใช้ “ปัญญา” ปัญญาในการที่จะเห็นตามความเป็นจริง ว่าเออ มันก็ทำหน้าที่ของมันนะ ราคะโทสะโมหะนี่ ทำหน้าที่ของมัน

 

ลักษณะมันเป็นแบบนี้ ให้หิว ให้ร้อน ให้มืด เกิดขึ้นที่ตรงไหนก็ได้ กายก็ได้ วาจาก็ได้ ใจก็ได้ ส่วนที่เป็นนนามก็ได้ เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เกิดขึ้นในส่วนที่เป็นรูปก็ได้ นามรูปกายวาจาใจในทั้ง 6 ช่องทางมันเกิดได้หมด เกิดขึ้นแล้ว เห็นด้วยปัญญา ว่า อ๋อ เหตุมันอย่างงี้ ข้อดีของมันมีมั้ยราคะโทสะโมหะ เออ มีอยู่ บางทีทำให้เกิดความสุขได้ สุขโสมนัสบางทีมันเกิดจากกิเลสที่มันมาหลอกเรา ให้เรามีความสุขโสมนัสมีอยู่ โทษของมันมีมั้ย มีเหมือนกัน มากมายมหาศาล พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ อย่างงี้ๆ

เห็นชัดตามความเป็นจริงว่าเหตุมันไม่เหมือนกับเวทนา อ้าว บางทีสุขเวทนาเกิด แล้วราคะก็เกิดตามด้วย เพราะอาศัยสุขเวทนานั้น บางทีโทสะก็เกิดตามด้วยเพราะอาศัยทุกขเวทนานั้น โมหะด้วย

 

เวทนาแบบไหนกิเลสเข้าไปเกาะได้ ไม่ว่าจะเป็นสุขให้เกิดกิเลสทั้งสามอย่าง ทุกข์ก็ให้เกิดกิเลสทั้งสามอย่าง ได้หมด เห็นตามความเป็นจริงของมัน เห็นเท่านั้นล่ะ คือเราเอามีดปาดมันออกแล้ว จะเอามีดปาดอะไรออกได้ ถ้ามันยังสั่นไหวสั่นสะเทือนอยู่ไม่นิ่งเนี่ย โอ๊ยจะทำงานยากมาก

 

หมอผ่าตัดนี่ก็ต้องทำงานบนเตียง ผ่าตัดที่มันมีพื้นที่ที่มั่นคงนะ จะไปผ่าตัดในรถ โหวเป็นงานที่ยากมาก หรือบนเครื่องบิน โหวเสียวมาก จะทำไม่ได้ การผ่าตัดนั้นมีโอกาสที่จะล้มเหลวมากกว่าที่จะมีโอกาสที่สำเร็จ เอ้า เราเอานิ่งๆ มันต้องนิ่ง มันต้องให้เห็นตามความเป็นจริงในสิ่งต่างๆ ให้มันอยู่นิ่งๆเถอะน่ะ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ รูปเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ เสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ผัสสะต่างๆที่เกิดขึ้น เวทนาสุขก็ตามทุกข์ก็ตาม ให้มันอยู่นิ่งๆ จะอยู่นิ่งได้ เราต้องตั้งสติเอาไว้

ตื่นเช้ามามีสติสัมปชัญญะ ขาเป็นอย่างไง แขนเป็นอย่างไง รูปของเรา เห็นมั้ย ความคิดนึกของเราเป็นอย่างไง นามของเรา การรับรู้ของเราเป็นอย่างไง วิญญาณของเรานั้น ให้เห็นไปหมดทั่วทั้งกายของเรา สิ่งที่อยู่ในกายนี้ด้วย สิ่งที่เป็นนามด้วย สิ่งที่อยู่ในใจด้วย เห็นไปหมดตามที่มันมีสติสัมปชัญญะ อย่าวุ่นวายไปตามความคิด คิดมันก็คิดไปดิ ความคิดก็ทำหน้าที่ของมัน อย่าวุ่นวายไปตามราคะโทสะโมหะ เอ้าราคะมันมีก็มีไปดิ โทสะโมหะมันมีเราเห็น ให้เราตั้งสติเอาไว้ สติสัมปชัญญะตั้งเอาไว้แล้ว

 

สติถ้าเมื่อตั้งไว้แล้ว ตั้งไว้แล้วด้วยอาการอย่างนี้ เราจะสามารถหวังสิ่งนี้สืบต่อไปได้ว่า จะเป็นผู้ที่สามารถทำโวสสัคคารมณ์ คือจะได้ความตั้งมั่นแห่งจิต คือความที่จิตนั้นเป็นอารมณ์อันเดียว

 

จิตที่มันเป็นที่เกิดของกิเลสเนี่ยท่านผู้ฟัง มีผัสสะเป็นแดนเกิด ใช่มั้ย เกิดขึ้นที่จิตเนี่ยกิเลสนะ เกิดแล้วมันก็แตกย้าวๆอยู่ในช่องทางคือใจของเรา แล้วก็ออกมาเป็นกองๆอยู่ในช่องทางคือใจ ผ่านไปตามวิญญาณ โสตวิญญาณก็ไปตามหู ฆานวิญญาณก็ไปทางจมูก ผ่านไปทางวิญญาณแล้วเกิดเป็นผัสสะ อะไรต่างๆ ก็ตามกันไปเนี่ย ไหลปรี่ออกมาก็มาจากจิต

 

แต่ถ้าจิตเรามีสติเข้าไปตั้งไว้แล้ว จะสามารถทำให้เกิดโวสสัคคารมณ์ คือความที่จิตนั้นเป็นอารมณ์อันเดียว คือสละออกจากสิ่งต่างๆ ได้ โวสสัคคะนี่คือการสลัดคืน คือการที่เราจะไม่ได้ไปเกลือกกลั้วสุขทุกข์อะไรไปงั้น แต่ว่าเห็นตามความเป็นจริง จะมีสมาธิเกิดขึ้นได้ พอเรามีจิตที่สลัดคืนจากอารมณ์ต่างๆ จิตที่เป็นอารมณ์อันเดียวนี้ จะสามารถที่จะเห็นตามความเป็นจริง รู้ตามความเป็นจริง รู้ชัด สัมปชัญญะ ให้เกิดปัญญาว่า โอว มันก็เป็นอย่างนี้ล่ะ สุขก็มีเป็นธรรมดา ทุกข์ก็มีเป็นธรรมดา เป็นธรรมดาของโลกเขาเป็นแบบนี้ สุขก็มีทุกข์ก็มี ทางตาบ้างทางหูบ้าง พอใจบ้างไม่พอใจบ้าง เห็นด้วยปัญญาอย่างนี้แล้ว นี่คืออินทรีย์คือปัญญาของเรา

 

เห็นอยู่อย่างนี้แล้วนะ รู้ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นของร้อน เป็นของที่จะให้เกิดกิเลสเข้าไปแทรกซึมอยู่ได้หมด เห็นความไม่ดีของกิเลส โอว ใช่มันเป็นอย่างนี้ เห็นความเป็นสถานที่เกิดได้ของเจ้าขันธ์ห้าว่า อ๋อ กิเลสมันจะเข้าไปเกาะตรงนี้ ตามช่องทางต่างๆ นามรูป ขันธ์ทั้งห้า เห็นแล้ว เราปาดส่วนที่ไม่ดีออกไป เห็นแล้วเราก็วางเสีย

 

คำว่าวางนั้นหมายความว่า เราวางความยึดถือในเวทนานั้น เราวางความยึดถือในนามรูปนั้นว่า นี่ของเรา ก็ในเมื่อมันไม่ดี เราจะเอามาเป็นของเราทำไม

 

โอว เราก็ไม่เอามาเป็นของเราหรอก กิเลสเนี่ยนะ ก็มันไม่ดีมันเป็นเหตุให้เกิดเชื้อโรคได้ เราก็วางสิว่าเวทนานั่นไม่ใช่ของเรา ในเมื่อสัญญาคือความหมายรู้ว่ามันเป็นเหตุนี่เกิดกิเลสได้ เราก็วางเจ้าความยึดถือสิว่า เออ ความคิดนี้มันก็ไม่ใช่ของเรา มันก็เป็นความคิดที่เกิดขึ้นมา สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไอเดียใดความคิดใดแบบหนึ่งเนี่ย มันเกิดขึ้นมา เออ มันก็ธรรมดา เราไม่ควรจะเข้าไปยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นตัวเราของเรา เราวางเสีย วางความยึดถือในสิ่งนั้นๆ ไม่ว่าสิ่งนั้นๆจะเป็นอะไร มันก็ไม่หนีไปจากขันธ์ห้า นี่แหล่ะ มันก็ไม่หนีไปจากช่องทางทั้ง 6 นี่แหล่ะ

 

เรายึดถือได้ตรงไหน กิเลสเข้าไปแทรกซึมได้ตรงนั้น กิเลสเข้าไปแทรกซึมอยู่ได้ตรงไหน มันก็จะมีอาการสุขทุกข์ให้เราเศร้าโศกร้อนหนาวมืดไปตามอาการของกิเลส เราเห็นเรารู้อาการต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เราวางความยึดถือในสิ่งนั้นเสีย เราจะวางความยึดถือในสิ่งนั้นได้ คุณต้องเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา คุณจะเห็นความเป็นจริงด้วยปัญญาได้ จิตของเราจะต้องไม่ไปเกลือกกลั้วในอารมณ์ต่างๆ มีอารมณ์อันเดียว จะทำให้เกิดโวสสัคคารมณ์ ความที่จิตสลัดคืนจากอารมณ์ต่างๆ ได้ เราต้องตั้งสติเอาไว้ มีสติสัมปชัญญะ

 

ทุกๆเช้าท่านผู้ฟัง ตื่นมา จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิดได้ ฟังธรรมนี่แหล่ะช่วยได้ ฟังธรรมตามกาลปฏิบัติกันไป สามารถที่จะให้เกิดความรู้แจ้ง ในความที่เราพ้นจากราคะโทสะโมหะได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง