พระสูตรว่าด้วยสัมมาวาจา

HIGHLIGHTS:

  • ลักษณะของสัมมาวาจา การพึงเว้นการพูดยุยง เว้นจากการพูดคำหยาบ เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากการโกหก เว้นขาดจากการส่อเสียดให้เขาแตกกัน เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจอ พึงกล่าวคำเสนาะโสต คำสุภาพ พูดให้คนสามัคคีกัน กล่าวแต่คำที่มีประโยชน์เป็นจริง ฯ
  • สัมมาวาจาอันเป็นอริยะ ไม่มีอาสวะเป็นโลกุตตระคือการงด การเว้นขาด และ เจตนางดเว้นทุจริต 4 … กล่าวควรแก่เวลา กล่าวแล้วตามสัตย์จริง กล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน กล่าวแล้วอย่างเป็นประโยชน์ กล่าวด้วยเมตตา ฯ
  • บุคคลผู้ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่กล่าวคำหยาบ ไม่กล่าวคำเพ้อเจ้อ เมื่อล่วงลับไปแล้วย่อมไปสุคติโลกสวรรค์
  • บุคคลผู้ประกอบด้วย “มิจฉาวาจา” จะถึงความฉิบหาย 11 อย่าง คืออะไรบ้าง?

บทคัดย่อ

 

คือเจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดยุยงให้แตกกัน เป็นเครื่องเว้นจากการพูดคำหยาบ และเจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ คือเธอนั้นละมุสาวาท เว้นขาดจากมุสาวาท พูดแต่ความจริง รักษาความสัตย์ มั่นคงในคำพูด มีคำพูดควรเชื่อถือได้ ไม่แกล้งกล่าววาจาให้ผิดต่อโลก

เธอนั้นละคำส่อเสียด คือวาจาที่ยุยงให้แตกกัน เว้นขาดจากคำส่อเสียด ได้ฟังจากฝ่ายนี้แล้วก็ไม่เก็บไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อแตกจากฝ่ายนี้ หรือได้ฟังจากฝ่านโน้นแล้วก็ไม่เก็บมาบอกฝ่ายนี้ เพื่อแตกจากฝ่ายโน้น แต่จะสมานคนที่แตกกันแล้ว ให้กลับพร้อมเพรียงกัน อุดหนุนคนที่พร้อมเพรียงกันอยู่ให้พร้อมเพรียงกันยิ่งขึ้น เป็นคนชอบในการพร้อมเพรียง เป็นคนยินดีในการพร้อมเพรียง เป็นคนพอใจในความพร้อมเพรียง กล่าวแต่วาจาที่ทำให้เกิดความพร้อมเพรียงกัน และเธอนั้นละการกล่าวคำหยาบเสีย เว้นขาดจากการกล่าคำหยาบ กล่าวแต่วาจาที่ไม่มีโทษ เสนาะโสต ให้เกิดความรัก เป็นคำฟูใจ เป็นคำสุภาพ ที่ชาวเมืองเขาพูดกัน เป็นที่ใคร่ที่พอใจของมหาชน กล่าวแต่วาจาเช่นนั้นอยู่ และเธอนั้นละคำพูดเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำพูดเพ้อเจ้อกล่าวแต่ในเวลาอันสมควร กล่าวแต่คำจริงเป็นประโยชน์ เป็นธรรม เป็นวินัย กล่าวแต่วาจามีที่ตั้ง มีหลักฐานที่อ้างอิง มีเวลาจบ ประกอบด้วยประโยชน์ สมควรแก่เวลา

ภิกษุ ...วาจาที่ประกอบด้วยองค์ประกอบต่อไปนี้ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษและวิญญูชน ไม่ติเตียน องค์ประกอบอย่างไรบ้างเล่า คือเธอในกรณีนี้ กล่าวแล้วควรแก่เวลา กล่าวแล้วตามสัตย์จริง กล่าวแล้วอย่างอ่อนหวาน กล่ายแล้วอย่างประกอบด้วยประโยชน์ กล่าวแล้วด้วยเมตตาจิต กล่าวเป็นสุภาษิตเท่านั้น ไม่กล่าวเป็นทุภาษิต กล่าวเป็นธรรมเท่านั้นไม่กล่าวเป็นอธรรม กล่าววาจาน่ารักแก่ผู้ฟังเท่านั้น ไม่กล่าววาจาไม่น่ารักแก่ผู้ฟัง กล่าววาจาสัตย์เท่านั้น ไม่กล่าววาจาเหลาะแหละ วาจาที่ประกอบด้วยองค์ประกอบเหล่านี้แหละ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และวิญญูชนไม่ติเดียน เมื่อเธอใคร่จะกระทำกรรมใดด้วยวาจา เธอพึงพิจารณากรรมนั้นเสียก่อนว่า วจีกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง เบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นอกุศล มีทุกข์ เป็นกำไร มีทุกข์ เป็นวิบาก หรือไม่หนอ ถ้าเธอพิจารณารู้สึกอยู่ดังนั้นแล้วไซร้ เธอไม่พึงกระทำวจีกรรม ชนิดนั้นโดยถ่ายเดียว แต่ถ้าเธอพิจารณาอยู่ รู้สึกว่า วจีกรรมที่เราใคร่จะกระทำนี้ ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง ไม่เป็นไปเบียดเบียนผู้อื่นบ้าง ไม่เป็นไปเบียดเบียนทั้งสองฝ่ายบ้าง เป็นวจีกรรมที่เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากดังนี้แล้วไซร้ เธอพึงกระทำวจีกรรมชนิดนั้น เธอพึงทำการศึกษาว่า เราจะไม่พูดถ่อยคำที่เป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน เพราะมีถ่อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ก็จำต้องหวังการพูดมาก เมื่อมีการพูดมาก ย่อมคิดฟุ้งซ่าน เมื่อติดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิโทษ 5 ประการเหล่านี้ มีอยู่ในบุคคล ผู้พูดมาก คือ 1. พูดเท็จ 2. พูดส่อเสียด 3. พูดคำหยาบ 4. พูดเพ้อเจ้อ และ 5. เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุกคติ วินิบาต และนรก

ส่วนอานิสงส์ 5 ประการ ต่อไปนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้พูดพอประมาณ คือ 1. ไม่พูดเท็จ 2. ไม่พูดส่อเสียด 3. ไม่พูดคำหยาบ 4. ไม่พูดเพ้อเจ้อ และ 5. เมื่อตายไปย่อมเกิดในสุคติ โลกสวรรค์ อานิสงส์ 5 อย่างเหล่านี้แหละ มีอยู่ในบุคคลผู้พูดพอประมาณ

ภิกษุ … อนริยโวหาร (โวหารพูดที่มิใช่อริยะ แต่เป็นของคนพาล) 8 ประการ เหล่านี้ มีอยู่ 8ประการ อย่างไรเล่า ? 8 ประการคือ :- คนมักกล่าวว่า  ได้เห็นในสิ่งที่มิได้เห็น;  คนมักกล่าวว่า  ได้ฟังในสิ่งที่มิได้ฟัง;  คนมักกล่าวว่า  ได้รู้สึกในสิ่งที่มิได้รู้สึก;  คนมักกล่าวว่า  ได้รู้แจ้งในสิ่งที่มิได้รู้แจ้ง;  คนมักกล่าวว่า  มิได้เห็นในสิ่งที่เห็น;  คนมักกล่าวว่า  มิได้ฟังในสิ่งที่ได้ฟัง;  คนมักกล่าวว่า  มิได้รู้สึกในสิ่งที่ได้รู้สึก;  คนมักกล่าวว่า  มิได้รู้แจ้งในสิ่งที่ได้รู้แจ้ง...

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความ ฉิบหาย 11 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ความฉิบหาย 11 อย่างเป็นไฉน? คือ ไม่บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ 1 เสื่อมจากธรรมที่บรรลุแล้ว 1 สัทธรรมของภิกษุ นั้นย่อมไม่ผ่องแผ้ว 1 เป็นผู้เข้าใจว่าได้บรรลุในสัทธรรม 1 เป็นผู้ไม่ยินดี ประพฤติพรหมจรรย์ 1ต้องอาบัติเศร้าหมองอย่างใดอย่างหนึ่ง 1 บอกลาสิกขา เวียนมาเพื่อหินภาพ 1 ถูกต้องโรคอย่างหนัก 1 ย่อมถึงความเป็นบ้า คือ ความ ฟุ้งซ่านแห่งจิต 1 เป็นผู้หลงใหลทำกาละ 1 เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก 1ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใดด่าบริภาษเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ติเตียนพระอริยเจ้า ข้อนี้มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาส ที่ภิกษุนั้นจะไม่พึงถึงความ ฉิบหาย 11 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งนี้

 

วิบากแห่งมิจฉาวาจา

 

ภิกษุ...มุสาวาท ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบากแห่งมุสาวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ การถูก กล่าวตู่ด้วยคำไม่จริง...ปิสุณวาท (คำยุยงให้แตกกัน) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบากแห่งปิสุณวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ การแตกจากมิตร...ผรุสวาท (คำหยาบ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย วิบากแห่งผรุสวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือวิบากที่เป็นไปเพื่อ  การได้ฟังเสียงที่ไม่น่าพอใจ...สัมผัปปลาวาท (คำเพ้อเจ้อ) ที่เสพทั่วแล้ว เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก เป็นไปเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปเพื่อเปรตวิสัย. วิบากแห่งสัมผัปปลาปวาทของผู้เป็นมนุษย์ที่เบากว่าวิบากทั้งปวง คือ วิบากที่เป็นไปเพื่อ วาจาที่ไม่มีใครเชื่อถือ

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง