กิจที่พึงกระทำ

HIGHLIGHTS:

  • เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี “กรณียกิจ”
  • มีโอกาสไปฝึกปฏิบัติธรรมที่ป่าช้าหลายครั้ง ทำให้ความกลัวของตัวเองลดน้อยลง แต่บางครั้งกลับมีราคะ โทสะ โมหะ กำเริบขึ้น มีความโกรธความไม่พอใจ รู้สึกเบื่อตัวเอง จึงสอบถามว่า ลักษณะนี้เป็นความก้าวหน้าในการภาวนาหรือถ้าไม่ใช่ควรจะแก้ไขอย่างไร
  • เห็นสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นและดับไป เช่น สติ ลักษณะแบบนี้หมายถึงอะไร
  • นั่งสมาธิแล้วมีอาการตัวโยกไปมา จะต้องแก้ไขอย่างไร

บทคัดย่อ

 

- เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

“กรณียกิจ” หมายถึง กิจที่ควรทำ เป็นคำราชาศัพท์ด้วย หมายถึง การกระทำกิจการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือใช้ในภาษาไทยบริบทที่ว่า เป็นกรณีๆ  ไป หมายถึง เรื่องราว สถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง คำว่า “กรณียกิจ” มาจากภาษาบาลีคำว่า “กรณิย” หมายถึง กิจที่พึงกระทำ หรือ “กรณี” หมายถึง เรื่องราว ส่วนคำว่า “อกรณียกิจ” หมายถึง กิจที่ไม่ควรทำ

ทั้งนี้ กรณียกิจหรือที่ควรทำ และอกรณียกิจหรือกิจที่ไม่ควรทำ จะมีหน้าที่ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล

สำหรับพระภิกษุ : สิ่งสำคัญๆ ที่พระอุปัชฌาย์จะบอกแก่พระภิกษุผู้บวชใหม่ ไม่ก่อนไม่หลัง

  • อกรณียกิจหรือกิจที่ไม่ควรทำ (ที่สำคัญๆ) คือ ปาราชิก 4 ซึ่งจะทำให้ขาดจากความเป็นพระ ได้แก่
    1. ไม่พึงเสพเมถุนธรรม
    2. ไม่พึงถือเอาของอันเขาไม่ได้ให้
    3. ไม่พึงแกล้งพรากสัตว์จากชีวิต
    4. ไม่พึงพูดอวดอุตตริมนุสสธรรม
  • กรณียกิจหรือกิจที่ควรทำ (ที่สำคัญๆ) ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่เรื่องปัจจัย 4 คือ นิสสัย 4 ได้แก่
    1. บรรพชาอาศัยโภชนะ คือ การบิณฑบาต เกี่ยวกับปากท้อง
    2. บรรพชาอาศัยบังสุกุลจีวร คือ การนุ่งห่มผ้าบังสุกุล เกี่ยวกับเครื่องนุ่มห่ม เครื่องแต่งกาย
    3. บรรพชาอาศัยโคนต้นไม้เป็นเสนาสนะ คือ การอยู่ป่า เกี่ยวกับที่อยู่
    4. บรรพชาอาศัยมูตรเน่าเป็นยา คือ การฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า (ยาดองน้ำปัสสาวะ น้ำเกลือ น้ำหมัก) เกี่ยวกับยารักษาโรค

 

สำหรับฆราวาส :

  • อกรณียกิจหรือกิจที่ไม่ควรทำ คือ การค้าขายที่ไม่พึงกระทำ 5 อย่าง ประกอบด้วย
    1. การค้าขายอาวุธ
    2. การค้าขายเนื้อสัตว์
    3. การค้าขายสัตว์เป็น
    4. การค้าขายน้ำเมา
    5. การค้าขายยาพิษ

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

คุณกบ

คำถาม : ได้มีโอกาสไปฟังปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งหนึ่ง และไปปฏิบัติที่ป่าช้า เพื่อที่จะทดสอบความกลัวของตัวเอง เมื่อไปหลายๆ ครั้ง ความกลัวลดน้อยลง แต่ทำไปๆ กลับมีราคะ โทสะ โมหะ กำเริบขึ้นมาอีก คิดเรื่องราวต่างๆ มีความโกรธความไม่พอใจอีก รู้สึกเบื่อตัวเองว่า ทำไมถึงเป็นแบบนี้ จึงสอบถามว่า ลักษณะนี้เป็นความก้าวหน้าในการภาวนาหรือไม่ ถ้าไม่ก้าวหน้าควรจะแก้ไขอย่างไร

 

คำตอบ :

<"2018/06/Doc1-2.jpg">

จากคำถาม ต้องสำรวจตัวเองว่า เบื่อแบบไหน เพราะความเบื่อเซ็ง กิเลสมันจะคืบคลานไปได้หมด เพราะถ้าเราอยากให้จิตสงบเป็นสมาธิ แล้วไม่ได้ หรือได้แล้วกลับไม่ได้อีก นั่นคือความรำคาญ เป็นลักษณะของ “กุกกุจจะ” เป็น “นิวรณ์” เป็นส่วนที่ทำให้จิตใจรุ่มร้อน เร่าร้อน นั่นแสดงว่า เบื่อเซ็ง ผิด!

 

แต่ถ้าเราไปปฏิบัติธรรมเห็นมันเกิดเห็นมันดับ เดี๋ยวราคะก็เกิด เดี๋ยวราคะก็ดับ เดี๋ยวสมาธิก็มี เดี๋ยวสมาธิก็หาย มีเหตุมีปัจจัย เป็นอนัตตา เห็นด้วยปัญญา ถูกต้องชัดเจน เห็นด้วยสมาธิที่มีความนิ่ง มีความเป็นอารมณ์อันเดียว จะมีความหน่ายเกิดขึ้น

 

อารมณ์ไหนที่เกิดขึ้นกับเรา ถ้าเป็นเบื่อเซ็ง คือ ถอยหลังเข้าคลองหรือย่ำอยู่กับที่ไม่ก้าวหน้า แต่ถ้าเป็นเบื่อหน่าย ถูกต้องเลย ยิ่งต้องทำให้มาจุดนี้ให้ได้บ่อยๆ ทำให้เกิดความชำนาญ เห็นแง่มุมต่างๆ ที่ละเอียดขึ้นไป ทั้งเดินหน้าถอยหลัง ทุกอิริยาบถต่างๆ ทุกเวลา ทุกสถานที่ ทุกกิจการงาน

 

ถ้าเป็นความเซ็ง อารมณ์เสีย ไม่พอใจ เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า รำคาญใจ เราจะแก้ด้วยการตั้งสติขึ้น โดยใช้อนุสติ 10 อย่าง เช่น อานาปานสติ พุทธานุสสติ โดยมีเหตุปัจจัย คือ มีศีลที่เป็นไปเพื่อสมาธิ คือ 1) รับประทานอาหารพอประมาณ 2) ที่อยู่มีความสงบสงัด สัปปายะ 3) มีการอยู่วิเวกหลีกเร้น 4) การสำรวจอินทรีย์ 5) อยู่ในธรรมอันเป็นเครื่องตื่น “ชาคริยธรรม” คือ การนอนยามเดียว 6) ความสันโดษในบริขารแห่งชีวิต 7) เจอผัสสะที่ไม่น่าพอใจก็รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น 8) รวมทั้งเรื่องศีลพื้นฐานที่ทำให้อย่างถูกต้อง สิ่งเหล่านี้จะเป็นเหตุปัจจัยที่จะแก้ไขได้

 

 

คำถาม : เห็นสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นและดับไป เช่น สติที่เกิดขึ้น สติหายไป ลักษณะแบบนี้หมายถึงอะไร

 

คำตอบ : ถ้าเป็นลักษณะที่ว่า สมาธิหายไป สติเกิดๆ ดับๆ ให้เห็นด้วยปัญญาเลยว่า แม้สิ่งนี้มันก็ไม่เที่ยง เหตุปัจจัยมันมี สมาธิเป็นสัญญา สติเป็นสังขาร เป็นการปรุงแต่ง ซึ่งจะทำให้เป็นส่วนหนึ่งของขันธ์ 5 ก็ได้ เพราะถ้ามีความยึดถือเมื่อไหร่ สิ่งนั้นจะกลายเป็นปัญหาทันที สิ่งนั้น หมายถึง ความยึดถือจะกลายเป็นปัญหาทันที แต่ถ้าเราเห็นด้วยปัญญา จะเป็นข้อที่ทำให้คลายความยึดถือได้ทันทีเหมือนกัน เห็นด้วยปัญญาว่า สมาธิก็ไม่เที่ยง จึงต้องทำสมาธิให้เกิด ทำให้มันมี เพราะมันอยู่ในกองของมรรค ซึ่งเราต้องพัฒนา ที่ไม่มีให้มันมีดีขึ้นมา จากที่มันมีดีอยู่แล้ว ให้มันดีมีมากขึ้น

การที่เราจะเห็นในกิจที่ควรทำที่แตกต่างของขันธ์ 5 และมรรคแปดของความคิดนึกเรื่องอื่น กับความคิดนึกที่ทำให้เกิดสติ สมาธิ นั้น ได้ด้วยการใคร่ครวญพิจารณา การอยู่เสนาสนะอันสงัด การคบมิตรดีเพื่อนดี การเจริญสมาธิ จะสามารถทำให้เรารู้อริยสัจ เห็นตามความเป็นจริงได้แน่นอน

 

การปฏิบัตินั้น ให้ทำอยู่บ่อยๆ เพราะถึงแม้จะไม่ได้สมาธิเลย ต่อให้ฟุ้งซ่าน คิดนั้นนี้ แต่ว่าพอเราทำ เราได้กำลังของพระเสขะ คือ ผู้ที่กำลังศึกษา ศรัทธา หิริโอตัปปะ ความเพียร สิ่งที่จะหวังได้ คือ สติปัฏฐาน 4 ที่จะค่อยเป็นๆ ให้ฝึกทำต่อไป ทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้การปฏิบัติของเรานั้น มีความก้าวหน้าขึ้นได้

 

 

คุณชวนชม 245

คำถาม : ถ้านั่งสมาธิแล้วมีอาการตัวโยกไปมา จะต้องแก้ไขอย่างไร

 

คำตอบ : ก่อนอื่นต้องอย่าหยุดทำ เพราะมิฉะนั้นการทำความเพียรของเรา ก็จะระงับไป จะไม่ต่อเนื่อง กิเลสจะได้ช่อง ท้อแท้ ท้อถอยว่า เราทำไม่ได้ แล้วค่อยๆ ปรับไป แล้วค่อยๆ แก้ไขตามลำดับ คือ

  1. ตั้งสติขึ้น ที่เราเอนนั้น เป็นเพราะอะไร ให้มีสติรู้ชัด และอย่าเพลิน
  2. ทำให้มันระงับ ไม่สั่นขา ไม่โยกตัวไปมา โดยให้คิดว่า ตอนที่ไม่ได้ทำสมาธิ ตัวไม่ได้โยกโคลง
  3. อย่ายินดีหรือยินร้ายในสิ่งนั้น ที่ตัวโยกโคลง หรือเจ็บปวดที่ต่างๆ เพราะจะทำให้กิเลสได้ช่อง อย่าให้เกิดความไม่ยินดีในผัสสะอันเป็นที่ตั้งของความไม่น่ายินดีนั้น แล้วค่อยๆ ปรับอาการต่างๆ ของตัวเอง
  4. กำหนดสติต่อไป และอย่าไปยินดีในการปรับเปลี่ยนใหม่ๆ ยินดีในความนิ่งๆ ใหม่ที่เกิดขึ้น

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง