เหตุให้ตระกูลประสพบุญ

HIGHLIGHTS:

  • เหตุให้ตระกูลประสพบุญ
  • เงื่อนไขของบรรพชิตที่เข้าไปสู่ตระกูล คือ จะต้องเป็นผู้ที่จะมีศีลเป็นอย่างน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราพอจะเห็นได้
  • ธรรมที่เป็นเหตุแห่งความไม่เสื่อมของอุบาสกอุบาสิกา
  • องค์ประกอบของตระกูลที่ภิกษุเมื่อยังไม่เข้าไปก็ไม่ควรเข้าไปหรือเข้าไปแล้วก็ไม่ควรนั่ง
  • จิตที่ควบคุมดูแลให้ดี ให้เกิดบุญ ตั้งไว้ในสิ่งที่เป็นกุศล ให้มีความศรัทธา มีความเลื่อมใส จะทำให้ประสพบุญเป็นอันมาก

บทคัดย่อ

“...สิ่งของต่าง ๆ ธรรมะต่าง ๆ นั้น ยังมีอยู่ ยังสามารถที่จะใช้งานได้อยู่จริง เป็นคำสอนที่มีประโยชน์ บุคคลใดมีความเชื่อ มีจิตเลื่อมใส เรียกว่า “เลื่อมใสในของที่เลิศ เมื่อเลื่อมใสในของที่เลิศ วิบากคือผล ก็จะเป็นผลที่เลิศ” จึงเป็นความนิยมตั้งแต่สมัยพุทธกาลที่จะนิมนต์พระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเข้าไปในเรือนเข้าไปในบ้าน เพื่อที่จะเป็นบุญ เป็นกุศล เป็นสิริมงคล”

 

“...บรรพชิตผู้มีศีลเข้าไปยังตระกูลใด พวกมนุษย์ในตระกูลนั้นย่อมประสพบุญเป็นอันมากโดยฐานะ 5 ประการนี้แล”

กุลสูตร ว่าด้วยเหตุให้ตระกูลประสพบุญ

 

บรรพชิตผู้มีศีล* เข้าไปยังตระกูลใด พวกมนุษย์ในตระกูลนั้นย่อมประสพบุญเป็นอันมากโดยฐานะ 5 ประการ คือ

  1. เมื่อเห็นแล้ว ตั้งจิตเลื่อมใส เป็น “ทัสสนานุตริยะ” เป็นการเห็นอันเลิศ จิตอย่างนี้ต้อง เป็นไปเพื่อเกิดในสวรรค์
  2. เมื่อเห็นแล้ว ลุกรับอภิวาท ถวายอาสนะ เหล่านี้เป็นการอุปัฏฐากทั้งสิ้น เป็นไปเพื่อเกิดในตระกูลสูง มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ
  3. มี การกำจัดความตระหนี่ (ถวายทาน) อันเป็นมลทิน จะเป็นเหตุที่ทำให้ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีศักดาใหญ่
  4. มี การจัดของถวายตามความสามารถ ตามกำลัง จะเป็นเหตุที่ทำให้ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีโภคทรัพย์มาก
  5. มี การไต่ถามสอบถามฟังธรรม จะเป็นข้อปฏิบัติ เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก

 

*บรรพชิต คือ นักบวชผู้ที่หลีกออกจากเรือนแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว ปฏิญญาตนเองว่าเป็นนักบวช ซึ่งจะมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นนักบวชแบบไหนเรียกว่าบรรพชิตทั้งสิ้น ไม่ได้จำกัดว่าเป็นบรรพชิตในคำสอนของสมณโคดม (พระในพุทธศาสนา) แต่เงื่อนไขคือ บรรพชิตผู้มีศีล เป็นอย่างน้อย และที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกอย่างนี้ก็เพราะเป็นสิ่งที่เราพอจะเห็นได้ แต่ถ้ามีดีไปกว่าศีลก็ยิ่งดีมาก เช่น สมาธิ และปัญญา ซึ่งเหล่านี้จะทำให้ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบางลง ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นบุญเป็นอันมาก

 

“...อุบาสกใดไม่ละเลยการเยี่ยมเยียนภิกษุผู้อบรมตน ไม่ทอดทิ้งการฟังอริยธรรม ศึกษาในอธิศีล มีความเลื่อมใสยิ่งขึ้นในภิกษุทั้งหลาย ปรารถนาฟังสัทธรรมอย่างไม่คอยคิดโต้แย้ง ไม่แสวงหาผู้รับทักษิณานอกศาสนานี้ และทำอุปการะในศาสนานี้ก่อน อุบาสกนั้นผู้เสพธรรม 7 ประการ อันไม่เป็นเหตุแห่งความเสื่อมที่เราแสดงดีแล้วนี้แล ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม”

ทุติยปริหานิสูตรที่ 9

 

ธรรม 7 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่อุบาสกอุบาสิกา คือ

  1. ไม่ละเลยการเยี่ยมเยียนภิกษุ
  2. ไม่ทอดทิ้งในการฟังสัทธรรม
  3. ศึกษาในอธิศีล
  4. มีความเลื่อมใสอย่างมากทั้งในภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้เป็นปูนกลาง และผู้เป็นผู้ใหม่
  5. ฟังธรรมอย่างไม่คอยคิดโต้แย้งเพ่งโทษ ไม่หาโทษในการฟังธรรม
  6. ไม่แสวงหาผู้รับทักษิณานอกศาสนานี้
  7. ทำอุปการะในศาสนานี้ก่อน

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตระกูลประกอบด้วยองค์ 9 ประการนี้แล ภิกษุยังไม่เข้าไปก็ไม่ควรเข้าไป หรือเข้าไปแล้วก็ไม่ควรนั่ง ฯ ...“

กุลสูตร

 

สำหรับตัวพระภิกษุเอง พระพุทธเจ้าได้บอกสอนเอาไว้ให้พิจารณาว่าเรือนไหนควรจะเข้าไปเรือนไหนไม่ควรจะเข้าไป โดยดูจาก องค์ประกอบ 9 ประการนี้ของตระกูลที่ภิกษุเมื่อยังไม่เข้าไปก็ไม่ควรเข้าไป หรือเข้าไปแล้วก็ไม่ควรนั่ง คือ

  1. ไม่ต้อนรับด้วยความพอใจ
  2. ไม่ไหว้ด้วยความพอใจ
  3. ไม่ให้อาสนะด้วยความพอใจ
  4. ปิดบังของที่มีอยู่
  5. ของมีมากให้น้อย
  6. มีของประณีตก็ให้ของเลว
  7. ให้ด้วยความไม่เคารพ ไม่ให้ด้วยความเคารพ
  8. ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม
  9. ฟังแล้วไม่ยินดี ไม่เข้าใจในภาษิตของภิกษุนั้น

 

“...จิตของเราควบคุมให้ดี ดูแลให้ดี ให้เกิดบุญ ตั้งไว้ในสิ่งที่เป็นกุศล ให้มีความศรัทธา ให้มีความเลื่อมใส จิตที่เป็นแบบนี้จะทำให้ประสพบุญเป็นอันมาก”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง