เอหิภิกขุ

HIGHLIGHTS:

  • ความเป็นมาของพิธีการบวชพระ
  • ลักษณะของความเป็นพระที่ดี และลักษณะของการขาดจากความเป็นพระ
  • จุดประสงค์ของการบวชพระ

บทคัดย่อ

หลังจากพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น (พุทโธ) และได้มีการแสดงธรรม (ธัมโม) ที่มีความไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด เป็นการประกาศพรมจรรย์ชนิดที่บริสุทธิ์ บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง พร้อมด้วยอรรถะและพยัญชนะ เมื่อผู้ใดได้ฟังแล้วเกิดมีศรัทธาในพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น ใคร่ครวญ พิจารณาว่าตนเองมีความทุกข์เสียดแทงอยู่ จึงมีความต้องการออกบวช ซึ่งผู้ที่ต้องการขอบวชเป็นคนแรกคือ ท่านอัญญาโกณฑัญญะ ด้วยคำตรัสขึ้นต้นว่า เอหิ ภิกขุ... จึงเรียกการอุปสมบทแบบนี้ว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” และเรียกผู้ได้รับการอุปสมบทว่า “เอหิภิกขุ”

การอุปสมบทแบบนี้ทรงประทานแก่พระอัญญาโกณฑัญญมหาเถระเป็นท่านแรก จึงถือว่าท่านเป็นปฐมสาวกหรือเป็นปฐมเถระในพระพุทธศาสนา การบวชในระยะแรก ๆ นั้น พระองค์จะเป็นผู้ประทานการอุปสมบทให้สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อมีผู้มาขอบวชมากขึ้นพระพุทธเจ้าจึงได้ทรงรับเข้ามาเป็นหมู่และได้ใช้คำว่า “สงฆ์”

เมื่อพระสงฆ์สาวกที่พระองค์ทรงประทานการอุปสมบทให้นั้นได้จาริกเผยแผ่ธรรมไปยังที่ต่าง ๆ ที่ห่างไกลออกไป และมีผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสมากขึ้นและมาขอบวชเป็นจำนวนมาก เหล่าพระสงฆ์สาวกก็ต้องนำเอาผู้มีจิตศรัทธาเหล่านั้นมาเข้าเฝ้าพระองค์เพื่อประทานการบวชให้ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นถึงความยุ่งยากที่เกิดขึ้น จึงทรงอนุญาตให้เหล่าพระสงฆ์สาวกเป็นผู้ทำการอุปสมบทให้ได้โดยตรงโดยไม่ต้องนำมาเฝ้าพระพุทธองค์ก็ได้ ซึ่งต่อมาเมื่อมีพระสงฆ์สาวกมากขึ้นก็ทรงมอบหน้าที่การอุปสมบทให้เหล่าพระสงฆ์เป็นผู้รับผิดชอบร่วมกัน ซึ่งมีการตรวจสอบคุณสมบัติต่างๆ เช่น มีอายุครบหรือไม่ มีโรคประจำตัวร้ายแรงหรือไม่ มีหนี้สินติดตัวหรือไม่ มารดาบิดาอนุญาตหรือยัง ถ้าเห็นว่ามีคุณสมบัติที่ครบบริบูรณ์แล้วจึงจะให้อุปสมบท ถ้าไม่พร้อมก็บวชให้ไม่ได้ ซึ่งการอุปสมบทที่พระองค์ทรงบวชให้เองนี้มีหลายวิธี แต่วิธีบวชหลักๆ นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 วิธีซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้คือ

  1. เอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นชื่อเรียกวิธีบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในสมัยพุทธกาลยุคต้นๆ โดยพระพุทธเจ้าทรงประทานให้ด้วยพระองค์เอง โดยการตรัสว่า “ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” ด้วยการตรัสเพียงเท่านี้ก็ทำให้ผู้มาขอบวชสำเร็จเป็นบรรพชิตในพระพุทธศาสนาแล้ว
  2. ติสรณคมนูปสัมปทา วิธีการอุปสมบทที่พระสงฆ์สาวก (เหล่านั้น) บวชให้ เนื่องจากพระพุทธองค์ทรงเห็นความยากลำบากของพระสงฆ์ สาวก ที่แยกย้ายกันออกไปประกาศพระศาสนายังถิ่นไกล ๆ เมื่อมีผู้เลื่อมใสมาขอบวช พระสาวกเหล่านั้นจะต้อง นำพาผู้ต้องการบวชนั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระองค์ทรงบวชให้ เป็นความลำบากแก่พระสงฆ์สาวกและผู้จะบวชเอง ดังนั้นเพื่ออำนวยความสะดวกแก่พระสงฆ์สาวกและผู้ต้องการบวชเหล่านั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงอนุญาตให้พระสาวกทำการบวชให้ผู้มาขอบวชได้เลยไม่ต้องพากลับมาเฝ้าพระพุทธองค์อีก ด้วยวิธีให้ผู้ต้อง การบวชนั้นปลงผมและโกนหนวด นุ่งห่มผ้าเป็นปริมณฑล คือนุ่งห่มเรียบร้อย แล้วเข้ามากราบเท้าภิกษุทั้งหลาย ผู้จะให้บวชแล้วให้กล่าวคำรับไตรสรณคมน์ 3 ครั้ง ดังนี้คือ

    นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (ว่า ๓ จบ)

    พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

    ทุติยมฺปิ พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ทุติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ทุติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

    ตติยมฺปิ พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ตติยมฺปิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ตติยมฺปิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ

    กล่าวจบเพียงเท่านี้ก็ถือว่าผู้นั้นได้อุปสมบทในพระศาสนาสมบูรณ์แล้ว ถือว่าเป็นการรับเอาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะเรียบร้อยแล้ว

  3. ญัตติจตุตถกรรมวาจา เมื่อหมู่มีมากขึ้น มีความรู้ ความฉลาด และความมั่นใจมากขึ้น ภิกษุผู้เถระมีความรู้ในลักษณะที่จะข่มขี่ ปราบวาทะอันเป็นข้าศึกให้ราบคาบได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงให้หมู่เหล่านี้สามารถรับผู้ใดก็ตามที่ต้องการจะบวชเข้ามาเป็นหมู่ด้วย โดยกำหนดให้มี
    • พระอุปัชฌาย์ แปลว่า ผู้ที่เห็นโทษน้อยใหญ่แล้วตักเตือนให้ระลึก (ซึ่งเป็นคำที่ท่านสามเณรนิโครถได้อธิบายไว้ต่อพระเจ้าอโศกมหาราช)
    • พระอาจารย์ หมายถึง ผู้ที่ให้อันเตวาสิกหรือสัทธิวิหาริก (ลูกศิษย์) ตั้งอยู่ในธรรมที่ควรศึกษาในพระศาสนานี้ (ซึ่งเป็นคำที่ท่านสามเณรนิโครถได้อธิบายไว้ต่อพระเจ้าอโศกมหาราช)
    • สงฆ์ หมายถึง การบรรพชาและอุปสมบทของอาจารย์หรืออุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า และการบรรพชาหรืออุปสมบทของข้าพเจ้าโดยอาศัยหมู่ภิกษุนั้น (ซึ่งเป็นคำที่ท่านสามเณรนิโครถได้อธิบายไว้ต่อพระเจ้าอโศกมหาราช)

    วิธีการอุปสมบทนี้เป็นวิธีที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งพระสงฆ์จะต้องร่วมกันให้การอุปสมบทด้วยวิธีสวดกรรมนั้น 4 จบ คือ

    • ครั้งแรกสวดญัตติ คือ ประกาศกรรมนั้นให้สงฆ์ทราบเพื่อร่วมกันทำกิจนั้น (หรือคำเผดียงสงฆ์) 1 จบ
    • ครั้งที่สองก็สวดอนุสาวนา (ขอมติ) อีก 3 จบ คือสวดประกาศขอปรึกษาหารือและข้อตกลงกับสงฆ์ในที่ ประชุมนั้น (ว่าจะรับผู้นั้นเข้าเป็นพระภิกษุหรือไม่) หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า คำขอมติสงฆ์ นั่นเองถ้าหากภิกษุ ในที่ประชุมนั้นรูปใดรูปหนึ่งทักท้วงขึ้นมา คือ ไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุอะไรก็ตาม ผู้ขออุปสมบทนั้นก็จะบวชไม่ได้ เพราะไม่เป็นมติเอกฉันท์ของคณะสงฆ์ บุคคลที่จะบวชได้คณะสงฆ์ทุกรูปจะต้องยอมรับ คือนิ่งเงียบไม่ทักท้วง ตลอดการสวดญัตติ และอนุสาวนา 3 ครั้งจึงจะถูกต้องเป็นการบวชโดยที่ประชุมสงฆ์ยอมรับ

 

ความสำคัญของการรับรองความเป็นพระคือ การมีศีลเป็นสิ่งที่จะต้องปฏิบัติ โดยหลังบวชจะเป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์หรือพระอาจารย์ที่จะต้องให้นิสสัย 4 (ข้อที่ควรปฏิบัติ) และอกรณียกิจ 4 (ข้อที่ไม่ควรปฏิบัติ) โดยมีรายละเอียดดังนี้

นิสสัย 4 หมายถึง ปัจจัยเป็นเครื่องอาศัยที่จำเป็นสำหรับผู้บวช ได้แก่

  • บิณฑบาตรเป็นวัตร คือกิจที่จะต้องบิณฑบาตรเพื่อโปรดสัตว์และแสวงหาอาหาร
  • นุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร คือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลจีวรโดยปริมณฑล คือ เรียบร้อย อาจจะเป็นผ้าเปื้อนฝุ่นหรือเป็นผ้าที่มีผู้ศรัทธาถวายก็สามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน
  • อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร คือเป็นผู้ออกจากเรือนไม่มีเรือนอยู่ จึงอยู่ป่าอาศัยโคนต้นไม้
  • ใช้ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า คือเป็นผู้สละเรือนแม้เจ็บไข้อาพาธต้องใช้สมุนไพรเป็นยา หรือหมักดองสมุนไพรเพื่อรักษาตนเอง

 

อกรณียกิจ 4 หมายถึง กิจที่พระภิกษุสงฆ์ไม่พึงกระทำ หากกระทำลงไปถือว่าขาดจากความเป็นพระทันที ได้แก่

  • การปาณาติบาต คือการฆ่าสัตว์ หรือทำชีวิตของสัตว์อื่นให้ลำบากหรือล่วงไป
  • การลักทรัพย์ คือการลักขโมย หรือถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้
  • การเสพเมถุนธรรม
  • การอวดอุตริมนุษย์ธรรม คืออวดคุณวิเศษอันไม่มีในตน

 

นอกจากนั้นยังมีรายละเอียดที่ผู้บวชเป็นพระสงฆ์แล้วจะต้องศึกษา ปฏิบัติให้ละเอียดมากยิ่งขึ้น เช่น ทรงผมที่ต้องไว้ เครื่องแบบที่ต้องใช้ ไม่รับประทานอาหารมื้อเย็น ต้องนอนคนเดียว ห้ามใช้เตียงคู่และไม่ใช้หมอนข้าง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความเป็นพระจะสิ้นสุดลงด้วยเงื่อนไขดังต่อไปนี้

  1. เมื่อมรณภาพ
  2. การลาสิกขาบท โดยการเปล่งวาจาซึ่งเริ่มต้นมาจากใจที่เร่าร้อน คิดที่จะเลิก ต้องครบบริบูรณ์ด้วยกรรมทั้งทางกาย(ออกจากการห่มผ้าเหลือง) วาจา(การขอลาสิกขาบท) และใจด้วย

 

จุดประสงค์ของการบวชพระ เพื่อที่จะออกจากทุกข์หรือพ้นทุกข์ ทำที่สุดแห่งทุกข์ให้ได้ ความเป็นพระหรือการประพฤติพรมจรรย์นั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างเต็มที่ ด้วยการภาวนาเพื่อพัฒนาจิตให้สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การบวชนั้นได้บุญอย่างมหาศาล ในทางตรงกันข้ามหากปฏิบัติไม่ดีปฏิบัติไม่ชอบ ก็จะกลายเป็นบาปมหันต์เท่าทวีคูณ

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน.........

======หัวข้อ Bullet =============

  • หัวข้อก่อน bullet

     

  • HL1....
  • HL2.....
  • HL3....

======หัวข้อ Bullet แบบตัวเลข=============

  1. หัวข้อก่อน bullet

     

  2. HL1....
  3. HL2.....
  4. HL3....

========================================
======Scrollbar=============

  1. หัวข้อก่อน bullet

     

  2. HL1....
  3. HL2.....
  4. HL3....

=========== อ้างอิง pdma url ===================

< style="overflow: hidden;" title="ตอบคำถาม-ทำไมอรหันต์ยังมีราคะ โทสะ โมหะ ในภายในอยู่" "https://haisok.co/1601a0713we/" "98%" height="1500" "0" margin"0" marginheight="0" scrolling="no" align="middle">

==============end============================

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้เปรียบด้วยรอยขีดที่แผ่นหินเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ โกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นนอนเนื่องอยู่ในสันดานนานนักเปรียบเหมือนรอยขีดที่แผ่นหิน ไม่ลบเลือนเร็วเพราะลมหรือน้ำ ย่อมตั้งอยู่ยั่งยืน แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมโกรธเนืองๆ ทั้งความโกรธของเขานั้นก็นอนเนื่องอยู่ใน..............................