อภิสัญญานิโรธ (ต่อ)

  • การฟังธรรมอยู่เรื่อยๆ จะทำให้มีความรู้แตกฉาน มีความร่าเริงในธรรมไม่เบื่อหน่ายเกิดเป็นนิพพิทา
  • การดับของสัญญาเกิดขึ้น สัญญาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นหรือสัญญาอย่างหนึ่งดับด้วยการศึกษา และมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้น
  • สัญญา(สมาธิ)เกิดก่อน ญาณ(ปัญญา)จึงเกิดขึ้นมาได้
  • อัตตามี 3 อย่าง คืออัตตาอย่างหยาบ (คือมนุษย์ที่มีธาตุ 4) อัตตาอย่างละเอียด (กายพวกเทวดามีกายละเอียดหรือรูปพรหม) อัตตาที่ไม่มีรูป (พวกพรหม) เป็นการแบ่งรูปภพ อรูปภพ อัตตาทั้ง 3 มีความเปลี่ยนแปลงจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่ง ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน
  • ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมฐิติ(การตั้งอยู่แห่งความจริงแท้ ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตา) เป็นธรรมนิยาม(เป็นกฏธรรมชาติ)
  • อัตตาในที่นี้ของพระพุทธเจ้า คือ สิ่งที่เกิดขึ้นด้วยตัวของมันเองโดษๆ โดยไม่ต้องอาศัยเหตุปัจจัยหรือสิ่งอื่นให้เกิดขึ้น
  • เราใช้สมาธิเป็นทางผ่านให้เกิดปัญญาในการวาง รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
  • มรรค 8 อริยสัจ 4 เป็นปฏิปทาที่จะนำทางให้เราเดินทางไปถูกจนละอัตตาตัวตนได้

…อภิสัญญานิโรธในตอนนี้ โปฏฐปาทได้ถามถึงสัญญาอัตตาว่าเป็นอย่างเดียวกันหรือไม่ ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “ไม่ใช่” เป็นคนละอย่างกัน อัตตาก็อย่างหนึ่ง สัญญาก็อย่างหนึ่ง… จากที่พระพุทธเจ้าตรัสอธิบายโปฏฐปาทถึงเรื่องอริยศีลต่างๆ อย่างละเอียดแต่ยังไม่จบ อีก 2 - 3 วันถัดมาโปฏฐปาทปริพาชกก็กลับมาหาพระพุทธเจ้าอีกครั้งพร้อมกับนายจิตตหัตถิสารีบุตร (นายจิตตหัตถสารีบุตรเคยมาบวชแต่ยังไม่ลงใจนัก บวช - สึกซ้ำๆ อย่างนี้ 7 รอบเพราะกรรมเก่าที่ท่านเคยชวนผู้ที่มีบริขารดีๆ ลาสิกขาเพื่อที่ตัวเองจะได้ใช้บริขารดีๆ เหล่านั้นทำให้ต้องได้รับผลกรรมด้วยการบวชๆ สึกๆ ในชาตินี้ถึง 7 รอบ) และเมื่อได้มารู้จักโปฏฐปาทปริพาชกก็พากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งโปฏฐปาทปริพาชกก็ได้กราบเรียนที่ตนถูกปริพาชกรุมต่อว่า... แต่เพราะมีความเห็นว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมฐิติจึงได้มาพบพระพุทธเจ้าที่เชตวัน …

โปฏฐปาทยังสงสัยในเรื่องที่จะเอาสัญญาเป็นอัตตาได้ไหม…สมาธิในแต่ละขั้นเอามาเป็นตัวตนได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าจึงได้อธิบายกับโปฏฐปาทให้ฟังว่า… เคยมีใครได้พูดคุยกับบุคคลหรือเทวดาในชั้นต่างๆ มาบอกหรือไม่ว่าทำเช่นนี้ๆ แล้วจะได้เป็นเช่นนั้นไหม ทำแบบนี้ๆ แล้วจะได้เป็นเทวดาไหมซึ่งมันก็ไม่มี...ทีนี้พระพุทธเจ้าก็ทรงเปรียบเทียบกับผู้ชายที่ไปหาสาวสวยคนหนึ่งแต่ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใครอยู่หมู่บ้านไหน วรรณะอะไร ผิวสีอย่างไร เมื่อไม่ได้รู้ข้อมูลจริงๆ แค่ฟังต่อๆ มาก็ถือว่าคำพูดที่ฟังต่อๆ กันมาเป็นคำพูดที่ไม่น่าเชื่อถือไม่มีกฎเกณฑ์ หรือเปรียบเหมือนคนทำบันไดขึ้นปราสาทแต่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับปราสาทไม่เห็นว่าปราสาทมีขนาดเท่าไหร่ก็ไม่สามารถทำบันไดได้ เพราะฉะนั้นคำพูดนั้นๆ ก็เป็นคำพูดที่หาแก่นสารสาระไม่ได้… นอกจากนี้พระพุทธเจ้าก็ยังได้อธิบายถึงการปล่อยวางอัตตาให้ฟังคือทำสมาธิให้เป็นไปเพื่อปัญญาอย่างยิ่ง โดยไม่ติดสมาธิที่ตัวเองฝึกปฏิบัติ(ไม่ได้ให้ยึดถือเพียงแต่ให้เป็นที่จับเกาะ) และเป็นปฏิปทาคือมรรค 8 ที่จะทำให้ละอัตตาต่างๆ ได้...เปรียบเหมือนคนทำบันไดที่เห็นปราสาทแล้วก็ย่อมทำบันไดขึ้นปราสาทนั้นได้ถูก แต่นายจิตตหัตถิสารีบุตรไม่แจ่มแจ้งในเรื่องอัตตาทั้ง3 อย่างคือหยาบ ละเอียดและอรูปว่าได้ทีเดียวพร้อมกันหรืออย่างไร พระพุทธเจ้าก็ทรงเปรียบเทียบถึงเรื่อง “นม” ให้ฟังว่า ถ้าเอานมมาทำเป็นโยเกิร์ตขึ้นมานมก็หายไป พอนำโยเกิร์ตมาหมักต่อก็กลายเป็นเนยข้น โยเกิร์ตก็หายไป หรือถ้าเอาเนยข้นมาต้มจนใสก็กลายเป็นเนยใส ความเป็นเนยข้นก็หายไป และเมื่อช้อนเอาแต่หัวเนยใสขึ้นมาก็ไม่มีเนยใส...คือมีอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้น 4 อย่างก่อนหน้านี้ก็หายไป (นม โยเกิร์ต เนยข้น เนยใส)

...เมื่อได้ฟังอย่างนี้โปฏฐปาทปริพาชกก็ขอเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัย ส่วนจิตตหัตถิสารีบุตรก็ได้ขออุปสมบทเป็นครั้งที่ 7 และเป็นครั้งที่ทำให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง