ระวัง!ความไม่อยาก “วิภวตัณหา”

HIGHLIGHTS:

  • เพื่อนรู้สึกเบื่อหน่ายในชีวิตที่ต้องเกิดมา เพราะต้องพบเจอกับคนที่ไม่ดี ไม่เจอตอนนี้ก็ต้องเจอภายภาคหน้า ควรจะให้คำแนะนำกับเพื่อนอย่างไร

บทคัดย่อ

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

 

คุณเกวลิณ

คำถาม : เพื่อนรู้สึกเบื่อหน่ายในชีวิตที่ต้องเกิดมา เพราะต้องพบเจอกับคนที่ไม่ดี ไม่เจอตอนนี้ก็ต้องเจอภายภาคหน้า ควรจะให้คำแนะนำกับเพื่อนอย่างไร

 

คำตอบ : เกณฑ์ในการพิจารณา คือ

 

อะไรคือเกณฑ์ เขาเป็นคนดีหรือไม่ดี ฟังแล้วพอใจหรือไม่พอใจ?

 

พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า : ถ้าพูดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปแล้ว แต่เป็นคำจริง คำแท้ ที่ก่อด้วยประโยชน์ แต่ถ้าพูดไปแล้วคนฟังเขาจะไม่พอใจ จะเคือง >> ต้องคิดก่อนที่จะพูด >> เราควรคบ เพราะถึงแม้ว่าคำพูดนั้นจะเสียดแทง ขัดเคืองใจ ไม่พอใจ แต่เป็นคำพูดที่ดี มีประโยชน์ >> ผู้พูดไม่ใช่คนชั่ว เป็นคนดี >> แต่เรารู้สึกว่า เขาไม่ดี นั่นแสดงว่า >> เราเป็นคนพาล ซึ่งพาลแปลว่า โง่ >> เพราะการรับรู้ การตัดสินใจ (perception) ของเราเองเป็นไปตามอำนาจของกิเลส ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ >> การตัดสินใจคลาดเคลื่อน >> ความคิดนึกไม่แจ่มแจ้ง มึนๆ ตึงๆ ผิดๆ ถูกๆ ดีไม่ดี ใช่ไม่ใช่ พอใจไม่พอใจ >> ไม่ชัดเจน เพราะเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสินเป็นไปด้วย ราคะ โทสะ โมหะ >> ต้องใช้เกณฑ์ของคนที่ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ มาวัด

 

ต้องเอาความเป็นกุศลธรรมมาวัด ดูสิ่งที่เขาพูด คือ สัมมาวาจา ดูสิ่งที่เขาคิด คือ สัมมาสังกัปปะ และดูสิ่งที่เขากระทำ คือ สัมมากัมมัตตะ และเราต้องอย่าดูเพียงผิวเผิน ต้องดูให้ลึกซึ้ง ทั้งทางกาย วาจา ใจ ว่ามีกุศลหรือไม่ เจตนาเป็นอย่างไร

 

 

ความพอใจหรือความไม่พอใจ คือ สุขเวทนาหรือทุกขเวทนา

 

สุขเวทนา >> เขาพูดประจบสอพลอแล้ว >> เราดีใจ ดีก็คล้อยตาม ชั่วก็คล้อยตาม พอใจ สบายใจ แต่เป็นสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม พระพุทธเจ้าเปรียบไว้กับเครื่องดื่มที่หอมหวานรสชาติดี สีสวย แต่รสชาตินั่นเจือด้วยยาพิษ มียาพิษเจออยู่ ผสมอยู่

ทุกขเวทนา >> พระพุทธเจ้าเปรียบไว้กับยาดองน้ำมูตรเน่า น้ำหมัก รสชาติขม เปรี้ยว ฝาด กลิ่นเหม็น แต่กินเข้าไปแล้วจะไล่สิ่งที่เป็นพิษ กำจัดเชื้อ เป็นยาปฏิชีวนะแบบธรรมชาติ ปรับสมดุลของร่างกาย

พระพุทธเจ้าเปรียบไว้กับการเอานมส้ม ผสมกับน้ำผึ้ง น้ำอ้อย ทั้งหวานและหอม รสชาติก็ดี ผลผลิตก็ดี กินแล้วช่วยแก้โรคลงโลหิต ช่วยปรับสมดุลในท้องต่างๆ ได้

 

เพราะฉะนั้น เกณฑ์ในการวัดจะเอาแค่พอใจเรา ไม่ได้ ต้องดูให้มันละเอียด คือ อริยมรรคมีองค์แปด ข้อปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต้องอยู่ในมรรคแปด

 

สิ่งที่ต้องระวัง คือ วิภวตัณหา คือ ความอยากที่จะไม่ได้ คือ ไม่อยาก การไม่อยากเจอคนชั่ว ไม่อยากไปที่นั่น ไม่อยากเจอคนนี้ ไม่อยากทำสิ่งนี้ ความเป็นทุกข์เกิดเพราะวิภวตัณหา “ความอยากอยู่ตรงไหน ความทุกข์อยู่ตรงนั้น” จึงมีความรู้สึกทุกข์มาก ทุกข์เพราะความไม่อยากนี้แหละ “ตัณหาอยู่ที่ไหน ความทุกข์อยู่ที่นั่น” “มีตัณหาที่ไหน มีอุปทานที่นั่น” มันหนักทันที

คนเรามีความทุกข์ เพราะความไม่อยากก็มี ความอยากที่จะไม่ได้ ก็คือ ความอยากนั่นแหละ ที่มาในรูปของสิ่งที่เราไม่ต้องการ พอเรามีความอยากในสิ่งที่เราไม่ต้องการ คุณพลาด!! ทันที คือ ตกหลุมกับดักของตัณหาแล้ว!! ตัณหามันทำให้เราไม่อยากสิ่งที่ไม่ดี พอเราไม่อยากสิ่งที่ไม่ดี ไม่ว่า ไม่ดีนั้นจะไม่ดีจริงๆ หรือไม่ดีหลอกๆ ตามราคะ เราจะทุกข์ทันที

สิ่งที่สำคัญ คือ ถ้าทุกข์แล้วอยู่ตามมรรคแปดได้ไหม ถ้าอยู่ไม่ได้ แสดงว่า พลาดแล้ว!! เรื่องพวกนี้มันยิ่งหนักขึ้น ทั้งความหนักในความยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ถึงแม้สิ่งนั้นจะดีก็ตาม ทั้งเรื่องของตัณหาที่จะค่อยพอกพูนขึ้นๆ มันจะทำให้เรายิ่งมืด ยิ่งมึน

 

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราสามารถที่จะรักษามรรคแปดของเราได้ ความรู้สึกอึดอัด ขยักแขยงเกลียดชังจะค่อยๆ เบาลง ตัณหาที่มีจะค่อยๆ บรรเทาลง ความยึดถือก็จะค่อยๆ จางคลายออก

 

 

ส่วนที่สำคัญ คือ จิตใจ เราสามารถทำสัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ เราสามารถทำสัมมาสติ คือ ความระลึกชอบ หรือสัมมาสมาธิ คือ ความตั้งใจมั่นชอบ ให้เกิดขึ้นได้ไหม

 

  • สัมมาสังกัปปะ คือ มีความคิดความดำริในการที่จะเบียดเบียนตัวเองไหม เบียดเบียนผู้อื่นไหม
  • สัมมาสติ คือ สามารถตั้งสติได้ไหม เช่น การตามระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า การตามระลึกนึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า บทสวดมนต์ หรือธรรมะหมวดใดหมวดหนึ่ง แล้วทำในสิ่งที่ดีๆ
  • สัมมาสมาธิ คือ จิตสามารถนิ่งเฉย วางเฉย นุ่มเย็น เป็นอารมณ์อันเดียวได้ไหม เป็นอุเบกขา เย็นนิ่งอยู่ในภายใน

ถ้ามีอริยมรรคมีองค์แปด คำถามนี้จะไม่เกิด เพราะจิตที่รวมเป็นอารมณ์อันเดียว มันรวมกันอยู่ในนี้ จิตมันจะนุ่มนวลอยู่ในภายใน มันจะไม่มีความทุกข์ สามารถแยกแยะสิ่งที่ชั่วกับสิ่งที่ดี โดยใช้เกณฑ์ของกุศลและอกุศล ไม่ใช่แค่ความพอใจไม่พอใจ สามารถแยกแยะคนพาลกับบัณฑิต ดูลึกๆ ให้มันดี ไม่ใช่แค่เพียงผิวเผิน ไม่ใช่แค่พูดให้เราดีใจหรือไม่ดีใจเท่านั้น

พิจารณาดูเปิดตาให้ดี ใช้ปัญญาของเราอย่างดี ความสุขอยู่ไม่ไกล อยู่ ณ ตรงนั้นเลย เดี๋ยวนั้นเลย เราจะมีความสุขนิ่งอยู่ในภายใน ความทุกข์จะหมดไป ณ วินาทีนั้น ความทุกข์จะลดลงๆ ในทุกขั้นตอนๆ ที่เราปฏิบัติตามมรรคแปด ความสุขก็จะบังเกิดขึ้น ที่มันเหนือกว่าความสุขเวทนา ความสุขที่ไม่ใช่แค่ความพอใจทางหู แต่เป็นความสุขที่เกิดจากธรรมะ เป็นความร่าเริงในธรรม

ความสว่างอยู่ที่ไหน ความมืดก็อยู่ใกล้ๆ กันนั่นแหละ ปิดไฟก็มืดลงทันที ความมืดอยู่ตรงไหน เปิดไฟปุ๊บก็สว่างทันที ความสว่างก็อยู่ใกล้ๆ กัน ไม่ไกลกัน หันผิดทางเท่านั้นเอง สิ่งที่เราต้องรักษา คือ สติ รักษาให้ดี เพราะถ้าเราเอียงนิดเดียว เผลอแป๊บเดียว ความชั่วมันกลับมาได้เหมือนเดิมหมดเลย

 

จิตเราต้องประคับประคองให้ดี ทำจนสติของเรามีความมั่นคง มรรคแปดของเรามีความมั่นคง ทำดีแล้ว มันใช้งานได้พระพุทธเจ้าบอกให้ทำให้เหมือนเป็นยานเครื่องนำไป ทำให้ละเอียด ทำอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รอบคอบ ทำอย่างเนื่องๆ ทำอย่างติดต่อไม่ขาดสาย ตามกระบวนการของมรรคแปด ความอึดอัด ขยะแขยง เกลียดชัง ไม่พอใจต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นวิภวตัณหา จะค่อยๆ เบาบางลงๆ ทุกข์ของเราก็จะค่อยลดลงไปในทุกขั้นตอน

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง