ฉลาดในนิมิต

HIGHLIGHTS:

  • สัญญากับนิมิตต่างกัน
  • จะเปลี่ยนจากสัญญาให้เป็นญาณได้ด้วยการปฏิบัติ การปฏิบัติคือการพัฒนา ดูว่ามาถูกทางหรือไม่ให้เทียบกับอริยมรรคมีองค์ 8
  • ฉลาดในนิมิตแห่งจิตของตน เปลี่ยนสัญญาให้เป็นญาณ โดยการสังเกตุหาเครื่องหมาย เพ่ง ฌาน แล้วเปลี่ยนเป็นญาณ
  • ต้องรู้จักหานิมิต จะเห็นนิมิตที่ถูกต้องได้ก็ต้องมีการวิเวก มีสัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำหน้า
  • เมื่อหานิมิตเจอ ให้วางนิมิตนั้น ไม่ยึดถือในนิมิตนั้น ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง

บทคัดย่อ

 

“อนุรุทธะ นิมิตนั่นแหละเธอพึงแทงตลอดเถิด”

อุปกิเลสสูตร

 

...จิตของเราก็เหมือนกัน มาดูๆ ให้แทงตลอดในนิมิตนี้ คำว่าแทงตลอดหมายถึงให้มีความฉลาดในนิมิต คำว่าให้ฉลาดในนิมิตหมายถึงรู้จักสังเกตุดู สังเกตุดูในจิตของเรา การมาสังเกตุดูนี่ล่ะ มันคือการเพ่งลงมา คือการเอาใจจดจ่อ การเอาใจจดจ่อเพ่งลงมา นั่นล่ะมันคือการปฏิบัติแล้ว เปลี่ยนไอ้จากที่เรารู้มาได้ยินมา พระสูตรเราฟังมาเยอะแยะแล้วเนี่ย วันนี้ก็อ่านให้ฟังอีกด้วย จากสัญญาคือความหมายรู้มาให้เกิดเป็นฌานเป็นสมาธิ ตรงนี้แหละมันจะทำให้เกิดเป็นญาณ คือความรู้ได้ ...

 

สิ่งใดที่เรารู้มาทำความเข้าใจมา สิ่งนั้นเช่นได้ยินคนเขาพูด ได้ฟังไม่ว่าจะมาตามช่องทางไหน หรือที่คิดรู้นึกเองขึ้นได้ในใจ ผ่านทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจ รู้แล้ว เข้าใจแล้ว ต้องนำมาปฏิบัติ การนำมาปฏิบัตินั้นคือการนำมาใช้งาน การนำมาใช้งานก็คือนำมาพัฒนา จากที่ตอนที่ยังไม่ได้ใช้ มันก็ยังไม่ได้มี คือจำได้ ที่เขามักจะเรียกว่า เออรู้แล้วๆ จำได้แล้ว คำว่ารู้นี้ ไม่ได้เป็นญาณนะ ไม่ได้เป็นความรู้ชนิดที่ทำให้เกิดการปฏิบัติ คำว่ารู้แรกนั้นหมายถึงแค่จำได้เฉยๆ คือเป็นสัญญา เป็นความหมายรู้ เขาจึงเรียกว่ารู้ แต่หมายถึงการจำได้เฉยๆ

พอจำได้แล้ว จะให้เกิดเป็นความรู้จริงๆ ในที่นี้หมายถึง “ญาณ” หมายถึง “วิชชา” คำว่ารู้คำที่สองนี้ “ญาณ”คือความรู้ คือวิชชา คือความรู้ จะเปลี่ยนจากสัญญาคือความหมายรู้ความจำทั่วไป ให้เป็นญาณคือความรู้ความเข้าใจ เป็นวิชชาคือความสามารถให้เกิดขึ้นได้ท่านผู้ฟัง เราจะต้องมีการทำมีการปฏิบัติ ตรงจุดนี้แหละที่เขาเรียกว่า “เป็นการพัฒนา” เปลี่ยนจากสัญญาให้เป็นญาณด้วยการพัฒนา

 

 

แล้วจะพัฒนาอย่างไร

 

แล้วจะพัฒนาอย่างไง จะปฏิบัติอย่างไง จะทำอย่างไง เพราะว่าเรื่องนี้ข้าพเจ้าก็พูดอยู่เรื่อย เปลี่ยนจากสัญญาให้เป็นญาณ ที่พูดนี่นะ ก็พูดตามพระพุทธเจ้าหรอก ท่านตรัสท่านบอกเอาไว้

 

…...สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง เปลี่ยนสัญญาให้เป็นญาณ ….

 

แล้วเราจะทำอย่างไง ก็คือการปฏิบัติไง เอาเฉพาะเจาะจงหน่อยได้มั้ย ว่าปฏิบัตินี่ปฏิบัติอย่างไง เพราะว่ามันอยู่ในช่องทางคือใจหมดท่านผู้ฟัง ความจำที่เป็นสัญญา หรือว่าญาณที่เป็นความรู้ไม่ใช่ความจำเนี่ย ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมทั้งสิ้น อยู่ในช่องทางคือใจเราทั้งสิ้น มันเกิดแล้วมันเกิดในใจนี่ แล้วมันจะต่างกันอย่างไง เราจะรับรู้ได้อย่างไร เพราะทั้งหมดนี่ก็อาศัยการรับรู้คือวิญญาณ จึงรับรู้ได้ล่ะ ว่ามีสัญญามีญาณต่างๆเหล่านี้

ซึ่งเรื่องนี้สำคัญเลยนะท่านผู้ฟัง เพราะว่าถ้ามันเกิดขึ้นในช่องทางคือใจของเราแล้วเนี่ย คนอื่นมาชี้บอกมันไม่ได้ด้วย อย่างถ้าเรามีเพชรหรืออัญมณี บุษราคัม หรือโกเมน เม็ดใดเม็ดหนึ่ง อาจจะสองสามเม็ดก็ได้อ่ะ เรายังเอาไปให้ expert หรือผู้ที่เขามีตาดีมีความรู้เขาชี้บอกได้ว่า อันไหนจริงอันไหนปลอม บางทีบางคนปลอมออกมา เอาเพชรรัสเซียมาให้ ไหนไปหาเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ด้านนี้ เขายังบอกให้ได้ว่า เม็ดนี้ปลอม เม็ดนี้จริง หรือว่าคุณมีพระธาตุก็ตามเถอะ เดี๋ยวนี้พระธาตุปลอมก็มีนะ เออสีเหมือนกันรูปเหมือนกัน ทำมามีสันฐานแบบเดียวกัน เอ้า นักวิทยาศาสตร์เขาเอาไปเข้าเครื่องวิเคาระห์มวลสาร ก็รู้แล้วว่า อ๋อ อันนี่ปลอมอันนี้จริง หรือว่าคุณทำงานก่อสร้างอย่างนี้ คุณมีแบบแปลนเขียนมาแล้วพิมพ์เขียว จะสร้างให้มันออกมาเป็นก้อนเป็นรูปเป็นทรงขึ้นมา เราก็ดูเปรียบเทียบกัน เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันเหมือนหรือมันต่าง มันสร้างถูกมั้ย สร้างผิดอย่างไร นี่ก็ยังมีการพัฒนามีการเห็น ชี้แจงกันได้

สิ่งที่เป็นของภายนอก บางทียังบอกให้กันได้ ว่าอันนี้ปลอมอันนี้จริง อันนี้ใช่อันนี้ไม่ใช่ แต่สิ่งที่เป็นในภายใน ในทางใจของเราเนี่ย เราไปเปิดอกแหกอกให้เขาดู แล้วเขามาชี้ให้เรา มันยังไม่ได้เลย ทำไม่ได้ เพราะว่าเป็นของที่เราต้องดูของเราเอง ว่าเราปฏิบัติมาถูกทางหรือไม่

 

ถูกทางหรือไม่เราต้องเทียบดูกันกับอริยมรรคมีองค์๘ การเทียบดูการสังเกตุดูตรงนี้แหละ นั่นคือการสังเกตุดู การสังเกตุดูการเทียบดูตรงนี้ นั่นคือการที่เราพยายามเอาใจมาจดจ่อ การเอาใจมาจดจ่อเทียบเคียงเพ่งลงไปเนี่ย นั่นน่ะ คือการพัฒนา การพัฒนานั้นน่ะ คือการปฏิบัติแล้ว

 

ฟังให้ดีนะ การที่เราจะเปลี่ยนจากสัญญาให้เป็นญาณได้เนี่ย ต้องมีการปฏิบัติ ต้องมีการทำ เปลี่ยนจากสัญญาความหมายรู้ให้เป็นญาณคือความรู้ เป็นวิชชาคือความรู้ ต้องมีการปฏิบัติ การปฏิบัติคือการพัฒนา การพัฒนาคือการเอาใจมาจดจ่อ การที่คอยสังเกตุดู นำธรรมะเข้าสู่ในช่องทางคือกาย ช่องทางคือวาจา ช่องทางคือใจ ไอ้ตรงใจนี่นะมันยากนิดนึง เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรม ดูอาจจะเหมือนๆกัน แต่เราจะรู้ได้ไงว่ามันแตกต่างกัน เราจึงต้องรู้จักสังเกตุ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ท่านผู้ฟัง บอกว่า

 

...เราจะต้องเป็นผู้ฉลาดในนิมิตสำหรับจิตของตน….

 

ตรงนี้แหละท่านผู้ฟัง คือการปฏิบัติ เอ้า มันเป็นการปฏิบัติอย่างไง ความฉลาดในนิมิต เพราะว่านิมิตหมายถึงเครื่องหมาย ในวันนี้จะพูดถึงเรื่องของ “การฉลาดในนิมิต เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ” เพราะว่านิมิตนั้นคือเครื่องหมาย

เครื่องหมายเช่นอย่างไง เช่นท่านผู้ฟังผ่านไปตามสี่แยกไฟแดง เอ๊ะ เราจะรู้ได้ไงว่ามันไปได้หรือว่ามันต้องหยุดเนี่ย ก็ดูไฟเขียวไฟแดงสิ ไฟเขียวไฟแดงสัญญาณการจราจร ถ้าไฟเขียวหมายถึงให้ไปได้ ถ้าไฟเหลืองหมายถึงให้เตรียมหยุด ไฟแดงอย่าไป ให้หยุดอยู่ที่นี่ นี่เป็นนิมิตนะ นิมิตที่เราต้องสังเกตุต้องหาเลย อ้าว ถ้าไม่มีไฟเขียวไฟแดงแล้วเราต้องทำอย่างไง คุณต้องหาเจ้าหน้าที่สิหาตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ที่คอยโบกรถ อาจจะมีเหตุกราณ์ฉุกเฉินเช่นมีไฟเสีย มีแต่ไฟเหลืองว๊าบๆอยู่ เอ๊ะงั้นต้องทำอย่างไง อ้าว อย่างนี้ต้องดูเจ้าหน้าที่มีใครโบกรถมั้ย อ้าวไปได้ๆ อ้าวหยุดๆ ต้องสังเกตุเจ้าหน้าที่ นี่ก็เป็นนิมิตเป็นเครื่องหมาย เราต้องหา

อ้าว แล้วถ้าไฟก็เสียเจ้าหน้าที่ก็ไม่มี เอ้า แล้วทำอย่างไงที่นี้ คุณต้องหาไง หาตรงไหน หาก็ดูสิว่า มีรถมันมามั้ย หรือว่ารถมันว่าง จะถนนว่าง เออดูรอบคอบแล้ว สังเกตุดูแล้วนะ นี่คือเครื่องหมายให้เราไปได้ ถ้าเราดูไม่ดี ดูไม่ดี บางคนตาบอดสี ขับรถไปเนี่ย เอ๊ะ นี่มันเขียวหรือมันแดงกันแน่ เขียวกะแดงเหมือนกันเป๊ะเลย ทำไมมันเป็นช้ำเลือดช้ำหนอง ทำไงทีนี้ ไม่รู้มันเขียวหรือมันแดง ก็ดูตำแหน่งเอา ว่าถ้าอยู่ข้างบนนี้มันต้องแดง เพราะมันดูเหมือนกันกับข้างล่างคือสีเขียว เขาก็บอกกันอย่างงี้กันก็ได้ ดูตามตำแหน่ง

แต่ถ้ายังไม่รู้แบบมันมึนกันไปเลย สายตาสั้นด้วยอะไรด้วย ขับรถไม่ได้ การที่ไม่สามารถจะสังเกตุนิมิตคือเครื่องหมายได้ ทำให้บางทีมันไปต่อยาก ตัวพระองค์เองท่านผู้ฟัง พระพุทธเจ้าของเรา บอกไว้ตั้งแต่ตอนเป็นพระโพธิสัตว์ มาเล่าให้ท่านพระอนุรุทธะฟัง บอกว่า

 

...นิมิตนี่แหล่ะ เธอพึงแทงตลอดเถิด...

 

นิมิตตรงไหน ตอนที่พระพุทธเจ้าเป็นโพธิสัตว์ทำความเพียร หลังจากเลิกทำทุกรกิริยาแล้ว มาเดินตามทางสายกลาง สังเกตุนิมิตท่านผู้ฟัง นิมิตแห่งจิต ฉลาดตรงนี้ รู้ได้ว่า เออ จิตของท่านเป็นสมาธิแล้ว โอ้ว สมาธิเคลื่อนแล้ว รู้ได้อย่างไง นิมิตแบบไหน เครืองหมายอะไรที่เป็นตัวบ่งบอกว่า เออมันเป็นสมาธิแล้ว มันยังไม่เป็น มันเคลื่อนแล้ว นิมิตนั้นคือแสงสว่างในการเห็นรูป ตรัสไว้อย่างนี้ท่านผู้ฟัง บอกว่า

 

“อนุรุทธะ นิมิตนั่นแหละเธอพึงแทงตลอดเถิด แม้เราก็เหมือนกัน ครั้งก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ก็จำแสงสว่างและการเห็นรูปทั้งหลายได้”

อุปักกิเลสสูตร

 

ท่านผู้ฟังฟังตรงนี้ให้ดีนะ นิมิตนั่นแหล่ะคือแสงสว่างและการเห็นรูป คำว่าแสงสว่างนี้หมายถึงความแจ่มใส ความแจ่มแจ้ง ความแบบสบาย สว่าง เย็น ที่อยู่ในใจของเรา ตรงนี้นะ จึงรู้ได้ว่า อ๋อ อันนี้แหละคือสมาธิ สมาธิเกิดขึ้นในจิตแล้ว

...แต่ในเวลาต่อมาไม่นาน แสงสว่างและการเห็นรูปของเรานั้นๆก็ได้หายไป...

อ้าว ทำไมหายไป จึงเกิดความสงสัย อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่ทำให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้นหายไป คิดใคร่ครวญอยู่ ก็เกิดความรู้นี้ขึ้นว่า เพราะความลังเลเคลือบแคลงคือวิจิกิจฉาบ้าง เพราะความไม่ทำไว้ในใจอมนสิการบ้าง เพราะความเพียรที่ปรารภจัดเกินไปบ้าง ความเพียรที่ย่อหย่อนเกินไปบ้าง ความกระสันอยากบ้าง ความเพ่งต่อรูปจนเกินไปบ้าง หลายๆอย่าง บางอย่างแต่ละอย่างเกิดขึ้น ทำให้แสงสว่างและการเห็นรูปนั้นหายไป ทำไงทีนี้ ก็จึงทำโดยประการที่ไม่ให้เจ้าความลังเลเคลือบแคลงบ้าง ทำโดยประการที่ไม่ให้การไม่ใส่ใจคืออมนสิการบ้าง ทำโดยประการที่ไม่ให้เจ้าความกระสันอยาก ความเพียรที่มากเกินไปน้อยเกินไป อกุศลธรมอย่างอืนๆเนี่ยเกิดขึ้นได้อีก จะทำตรงนี้ได้ก็ต้องคอยสังเกตุ สังเกตุแบบไหน ท่านผู้ฟังจำให้ดีเลย

 

ถ้าพูดว่าต้องมีการสังเกตุเมื่อไหร่ นั่นคือต้องมีนิมิตมีเครื่องหมาย ต้องมีการสังเกตุ แล้วเราจะสังเกตุอะไรล่ะ เราจะหาอะไรล่ะ เราจะดูอะไรล่ะ

 

ถ้าไปตามสี่แยกการจราจรก็ต้องดูไฟเขียวไฟแดง ถ้าไม่มีจะทำอย่างไง ก็ต้องหาเจ้าหน้าที่เขามีการโบกรถมั้้ย ถ้าไม่มีล่ะ ก็ต้องดูความว่าง ดูความที่มันไม่มีรถมีช่องทางหรือไม่ สังเกตุดู หรือถ้าท่านผู้ฟังเดินทางไปอย่างไโรงพยาบาลอย่างนี้ มีสุภาพสตรีคนหนึ่งเดินมา เอ๊ะเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ผู้หญิงคนนี้เขาเป็นแพทย์หญิง เป็นพยาบาล หรือเป็นเภสัชกร หรือเป็นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือเป็นเกี่ยวกับอาหารโภชนาการ หรือเป็นคนขายยา หรือเป็นคนไข้ หรือเป็นคนมาเยี่ยมไข้ เราก็สังเกตุดู ถูกมั้ยล่ะ สังเกตุดูที่เครื่องแบบบ้าง การแต่งกายบ้าง รองเท้า การแต่งหน้า ถืออะไรมา เขามีป้ายมั้ย มีเครื่องแบบอย่างไง สังเกตุดูตรงนี้ นี้เราต้องหานะ หา สังเกตุดู

 

จิตของเราก็เหมือนกัน มาดูๆ ให้แทงตลอดในนิมิตนี้ คำว่าแทงตลอดหมายถึงให้มีความฉลาดในนิมิต คำว่าให้ฉลาดในนิมิตหมายถึงรู้จักสังเกตุดู สังเกตุดูในจิตของเรา การมาสังเกตุดูนี่ล่ะ มันคือการเพ่งลงมา คือการเอาใจจดจ่อ การเอาใจจดจ่อเพ่งลงมา นั่นล่ะมันคือการปฏิบัติแล้ว เปลี่ยนไอ้จากที่เรารู้มาได้ยินมา พระสูตรเราฟังมาเยอะแยะแล้วเนี่ย วันนี้ก็อ่านให้ฟังอีกด้วย จากสัญญาคือความหมายรู้มาให้เกิดเป็นฌานเป็นสมาธิ ตรงนี้แหละมันจะทำให้เกิดเป็นญาณ คือความรู้ได้

 

“ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนนายขมังธนูหรือลูกมือของเขา ประกอบการฝึกอยู่กะรูปหุ่นคนที่ทำด้วยหญ้าบ้าง กะรูปหุ่นดินบ้าง; สมัยต่อมา เขาก็เป็นนายขมังธนูผู้ยิงไกล ยิงเร็ว ทำลายหมู่พลอันใหญ่ได้”.

ฌานสูตร

 

สังเกตุตรงไหน ดูอะไร เพ่งมาตรงจุดไหนถึงจะเกิดการปฏิบัติได้ พระพุทธเจ้าท่านเปรียบไว้เหมือนกับนายขมังธนู เขาทำเป็นรูปหุ่นฟางบ้างรูปหุ่นดินบาง ก็ฝึกยิงท่านผู้ฟัง คำว่านายขมังธนูก็คือพลธนูนั่นล่ะ ในตอนที่ฝึกนี่อาจจะยิงได้ไม่แม่น ยิงได้ไม่เร็ว ยิงได้ไม่ไกล จะยิงได้ไกลด้วย ได้แม่นด้วย ได้เร็วด้วย โอโห เป็นนายขมังธนูที่มีความสามารถนะเนี่ย คุณก็ต้องฝึก ฝึกแล้วทำอย่างไงอ่ะ ก็เอารูปหุ่นที่ทำจากฟางหรือดินก็ตาม เอาหุ่นนี่มาฝึกยิง ยิงเข้าไปๆ

ตอนฝึกยิงเนี่ย เขาทำอย่างไง เขาก็ต้องเล็ง เขาก็ต้องเพ่ง เขาก็ต้องเอาใจจดจ่อ จดจ่ออยู่กับทั้งอุปกรณ์ของตนเอง ขันธนูลูกธนูมันตรงมั้ย มันหนาแน่นมั้ย มันมีสายถูกต้องหรือไม่ ใจจดจ่อตรงนี้ ยังต้องจดจ่ออยู่กับเป้าด้วย เป้าอยู่ที่ไหนไกลแค่ไหน จดจ่ออยู่กับที่กำลังแขนของตน เล็งไปในทิศทางไหน ขึ้นเท่าไหร่ ซ้ายขวาเป็นอย่างไง กำลังเราใช้มากน้อย ยังต้องจดจ่ออยู่กับสิ่งแวดล้อมด้วยท่านผู้ฟัง ว่าลมมันทิศทางไหน เราไปทวนลมตามลมหรือขวางลมอย่างไร ต้องเอี้ยวตัวทำอย่างไง โอว หลายอย่างเลยเนี่ย นี่คือการเอาใจมาจดจ่อ ซ้อมยิงฝึกยิง ต้องสังเกตุดูสิ่งต่างๆเหล่านี้

มันไม่ต่างอะไรกับเวลาที่ท่านผู้ฟังขับรถนะ คนที่ขับรถเป็น คือตอนที่ฝึกขับรถเนี่ยนะ โอโห มันหลายอย่าง ใช่มั้ย ทั้งจะครัช ทั้งจะคันเร่ง ทั้งจะเบรค เกียร์ด้วย พวงมาลัยอีก กระจกซ้ายขวา กระจกหลัง ยังต้องมองไปข้างหน้า ทั้งตัวรถเราเอง น้ำมันมันมีมั้ย และยังต้องฟังคนข้างๆด้วยว่าเขาพูดอะไรให้ข้อมูลอะไร แล้วไหนยังจะต้องมานึกถึงเส้นทางไปถูกทางมั้้ย โอว จิปาถะเยอะแยะมากมาย นี่ขับรถนะท่านผู้ฟัง ขับรถ

ได้ยินเรื่องราวที่คนอื่นเขาพูดมา ขับรถอย่างงี้ เขาสอนไว้บอกเรา ต้องใส่ครัชอย่างงี้ เกียร์อย่างงี้ เขาบอกนี่นะ เวลาเรามาทำจริงๆ จากสัญญาใช่มั้ยคือความหมายรู้นะ ให้เกิดเป็นการปฏิบัติ ให้มันเปลี่ยนเป็นความรู้คือวิชชาให้เปลี่ยนเป็นญาณขึ้นมา มันต้องเอาใจมาจดจ่อเพ่งลงไปอย่างนี้ เพ่งให้ถูกที่ เหยียบครัชถูกหรือเปล่าหนอ คันเร่งก็ต้องค่อยๆนะปรื๊ดปร๊าดไม่ได้นะ พวงมาลัยอีก เอ๊ะจังหวะมันเป็นอย่างไง มันเร่งเบาไม่เท่ากัน ซ้ายขวา ยังกระจก บางคนฝึกพวงมาลัยข้างขวาพอไปเจอพวงมาลัยข้างซ้าย มึนไปอีกเหมือนกัน บางคนฝึกขับรถเก๋งพอไปขับรถตู้ก็ไปลำบากอีกเหมือนกัน ยิ่งไปขับรถแทรกเตอร์ขับรถบรรทุก ก็ยิ่งไปกันใหญ่เรื่องใหม่อีก

เราต้องมีการเพ่งจดจ่อทำความเข้าใจ เหมือนนายขมังธนูเขาฝึกยิงธนู เอ้า แล้วเราจะมาทำมาปฏิบัติ คุณเพ่งตรงไหน เพ่งไอ้ตรงที่เรารู้นั่นล่ะ เรารู้ตรงไหน เราเพ่งตรงนั้น เพ่งไอ้ตรงที่เรายังไม่รู้นั่นล่ะ เรายังไม่รู้เราเพ่งเข้าไป พิจารณาเข้าไป ดูเข้าไป ให้มันขยายไปตรงนี้ พูดเหมือนขัดกันนะท่านผู้ฟัง ตรงนี้ล่ะ เราจึงต้องหานิมิต นิมิตแห่งจิตของตน สังเกตุดู

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนพ่อครัวผู้มีปัญญาฉลาด เฉียบแหลม บำรุง พระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาด้วยสูปะต่างชนิด มีรสเปรี้ยวจัดบ้าง ขมจัดบ้าง เผ็ดจัด บ้าง หวานจัดบ้าง มีรสเฝื่อนบ้าง ไม่เฝื่อนบ้าง มีรสเค็มบ้าง จืดบ้าง พ่อครัวนั้นย่อมสังเกต รสอาหารของตนว่า วันนี้ ภัตและสูปะของเราชนิดนี้ ท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะนี้ หรือ หยิบเอาสูปะนี้มาก หรือท่านชมสูปะนี้ วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสเปรี้ยวจัด … วันนี้ ภัต และสูปะของเรามีรสขมจัด … มีรสเผ็ดจัด … มีรสหวานจัด … มีรสเฝื่อน … มีรสไม่เฝื่อน … มีรสเค็ม … วันนี้ ภัตและสูปะของเรามีรสจืดท่านชอบใจ หรือท่านรับสูปะมีรสจืด หรือท่าน หยิบเอาสูปะมีรสจืดมาก หรือท่านชมสูปะมีรสจืด ดังนี้ พ่อครัวนั้นย่อมได้เครื่องนุ่งห่ม ได้ค่า จ้าง ได้รางวัล ข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะพ่อครัวนั้นเป็นคนมีปัญญา ฉลาด เฉียบแหลม สังเกตรสอาหารของตนฉันใด”.

สูทสูตร

 

เปรียบเหมือนไว้กับพ่อครัว พ่อครัวที่เขาทำอาหารบำรุงเลี้ยงพระราชา หรือมหาอำมาตย์ของพระราชา มีพ่อครัวอยู่สองคน ได้เครื่องปรุงเหมือนๆกัน เป็นพ่อครัวเหมือนกัน ได้เครื่องปรุงเหมือนกัน ทำอาหารให้ชาววังเหมือนกันเนี่ย ถ้าพ่อครัวไม่รู้จักสังเกตุดูว่า เอ๊ะ พระราชาชอบกินอันนี้ ไม่ชอบกินอันนี้ วันนี้ตักอันนี้มาก วันนี้ตักอันนี้น้อย ชม อันนี้ไม่ว่าอะไร อันนี้ติตรงนั้นว่าตรงนี้ ไม่รู้จักสังเกตุตรงนี้เนี่ยนะ ว่าเขากินหมดไม่หมดอย่างไร ก็ทำแต่ว่าสักๆผสมกันไป ปรุงไป ก็จะไม่ได้ค่าจ้างรางวัล จะไม่ได้เป็นพ่อครัวแม่ครัวชาววังที่ดีได้

แต่พ่อครัวอีกคนหนึ่งก็ได้เครื่องปรุงเหมือนกัน ทำอาหารบำรุงเลี้ยงพระราชาชาววังเหมือนกัน แต่ว่าเขารู้จักสังเกตุ รู้จักสังเกตุรสอาหารของตน ว่าวันนี้เขาชอบอาหารแบบนี้ ทำแบบนี้แล้วเขากินมากเขากินน้อย อันนี้เปรี้ยวอันนี้หวาน อันนี้ชมอันนี้ด่า ติตรงนั้นว่าตรงนี้ พอรู้จักสังเกตุปึ๊บ ก็ทำสิ่งที่เขาชอบไป ดูว่าอันนี้กินหมดอันนี้เหลือ ทำไมเป็นอย่างงั้น รู้เหตุต้นผลปลายแล้ว ก็ทำอย่างที่ชอบไป เขาก็จะได้ค่าจ้างรางวัลร่ำรวยขึ้นมา เป็นเพราะการสังเกตุนะ สังเกตุดูรสชาดแห่งอาหารของตน

 

เหมือนกับเราฟังเรื่องราวของพระพุทธเจ้าฟังธรรมะต่างๆมาแล้ว จะให้เกิดความก้าวหน้า ให้เกิดการทำการปฏิบัติได้ เราต้องรู้จักสังเกตุที่เรารู้อยู่แล้วนี่ล่ะ สังเกตุที่เราก็ไม่รู้ด้วยนีล่ะ ดูให้ดี เอ้า ตรงไหน อะไรที่ทำแล้ว อะไรที่ยังไม่ได้ทำ ต้องเป็นผู้ที่ฉลาดในนิมิตแห่งจิตของตน

 

เออตรงนี้มันเป็นสมาธิเหรอ มันเป็นอย่างไง อ้อ มันมีแสงสว่าง ถ้าเราจะตามแสงสว่างไป มันจะเพี้ยนได้ มันจะบ้าได้ หรือเราเป็นวิปลาส วิปลาสภาพก็มี วิปลาสเสียงก็มี เราไม่เอาตรงนั้น พอจิตเป็นสมาธิแล้ว รู้จักสังเกตุ เอ๊ะ สมาธิมันเคลื่อนไปเมื่อไหร่ อ๋อ มันหายไปตอนนี้ เป็นอย่างนายขมังธนู เขาฝึกยิง เอ๊ะท่าเดิมนี่นา กำลังก็เท่าเดิม เอ๊ะแต่ทำไมมันไม่เข้าเป้า อ๋อ มันเป็นทิศทางลม เอ เราก็พยายามสังเกตุ ทำไมไม่รู้เลย สังเกตุดูสิบางทีกิ่งไม้มันไหวต้นไม้มันเคลื่อนไปในทิศใด เราจะดูรู้แล้วว่า ถึงแม้ตัวเราจะไม่ได้รับลมแรงลมนั้นก็ตาม ก็รู้แล้วว่าว่าลมมันแรงลมมันค่อย ก็ compensate เอาปรับเอาไปในทิศทางที่มันจะเหมาะสม

ต้องรู้จักสังเกตุ การสังเกตุนั้นก็คือนิมิตนั่นเอง สังเกตุนิมิตท่านผู้ฟัง สังเกตุนิมิตนี่คือไม่ใช่นิมิตทั่วไปนะ นิมิตทั่วไปบางคนฝัน อ้อฝันเห็นสวน ฝันเห็นงู เขาว่าจะได้เนื้อคู่ บางตำราก็บอกว่าถ้างูทำอะไรล่ะ ถ้างูกัดหรือว่าอยู่ท่ามกลางงู หรือวิ่งหนี โอวหลายอย่าง ยังมีฝันเห็นทารก ฝันเห้นพระ ฝันเห็นจรเข้ ฝันเห็นช้าง ฝันเห็นเลือด ฝันเห้นถูกหมากัด แล้วก็มาเที่ยวกังวลว่า นี่จะเป็นอะไรมั้ย นี่คือเพี้ยนแล้ว วิปลาสแล้ว ไปตามภาพไปตามเสียงแล้ว

แต่สิ่งที่เราต้องฉลาดในนิมิต เราต้องหา นิมิตเนี่ยมันมีอยู่ตลอดเวลานะ เราเดินไปมีของตกลงมา เราเดินไปมีแมวดำตัดหน้า หรือมีคนมาพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราต้องสังเกตุเราต้องดูอยู่ตลอดเวลา มันเป็นนิมิตอยู่ตลอดเวลา พูดก็พูดนะ แต่เราจะสนใจนิมิตดูเรื่องราวให้มันถูกต้องได้มั้ย จะฉลาดในนิมิตมั้ย ไม่ใช่เพี้ยนไปตามสิ่งที่มากระทบ เหมือนกับปุยนุ่น วางอยู่บนพื้นที่ราบเสมอ ลมพัดมาทางเหนือ ปุยนุ่นก็ไปทางใต้ ลมพัดมาจากทางตะวันออก ปุยนุ่นมันก็ปลิวไปทางทิศตะวันตก เราบอกเราฝันเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือมีแมวดำตัดหน้า หรือมีเรื่องใดเรื่องหนึ่งคิดว่านี่เป็นนิมิต เปิดตำราดูเขาบอกมา มันต้องเป็นอย่างงี้ๆ เราก็ตามเขาไป ไม่หนักแน่นท่านผู้ฟัง อันนี้เขาไม่เรียกฉลาดในนิมิต ต่อให้คำทำนายนั้นจะเป็นจริงหรืออย่างไรก็ตาม อันนี้คือเราเพ่งไปผิดจุด ไม่ได้ฉลาดในนิมิตในจิตของตนเลย

จะทำอย่างไงเราจึงจะฉลาดในนิมิตแห่งจิตของตน นิมิตที่หมายถึงสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ ในการที่เราจะเปลี่ยนจากสัญญาให้เป็นญาณ ระหว่างนั้นมันต้องมีสมาธิ ในจุดนั้นต้องเป็นการปฏิบัติเป็นการพัฒนา ณจุดนั้นต้องมีการเพ่งเอาใจจดจ่อ ถือเอานิมิตให้มันถูก เหมือนกับนายขมังธนูจับเล็ง เหมือนกับพ่อครัวรู้จักสังเกตุดูรสชาดอาหาร เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าสังเกตุดูแสงสว่างและการเห็นรูป ท่านบอกไว้ บอกว่า

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีการไม่ระคนด้วยหมู่เป็นที่มายินดี ไม่ยินดีด้วยการระคนด้วยหมู่ไม่ยินดีในคณะ ไม่ประกอบความยินดีในคณะ จะสามารถที่เป็นผู้ยินดีในความสงัดเงียบ ยินดีในการหลีกเร้น ยินดีในความสงัดถึงที่สุดได้ ตรงความสงัดนี่ล่ะท่านผู้ฟัง เราเป็นผู้ที่มีความสงัดมีความวิเวก เราสามารถที่จะถือเอานิมิตรสำหรับจิตที่มันถูกต้องได้

ฟังให้ดีนะ เราอยู่วิเวกหลีกเร้น อยู่คนเดียว ไม่ได้คลุกคลีกับใคร อันนี้เราพร้อมที่จะตั้งจิต สังเกตุนิมิตสำหรับจิต ถือเอานิมิตสำหรับจิต เป็นผู้ฉลาดในนิมิตแห่งจิตของตนได้ ตรงนี้แหละสำคัญ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราถือเอาซึ่งนิมิตสำหรับจิตได้อยู่ จะทำสัมมาทิฏฐิให้บริบรูณ์ อันนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

สัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น นั่นคือการปฏิบัติแล้ว สัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำหน้า นำหน้าในเรื่องของสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ นำหน้ามาทั้งเรื่องของสมาธิปัญญาความเพียรสติ นำหน้ามา สัมมาทิฏฐินี่เป็นองค์นำหน้า พอทำสัมมาทิฏฐิให้บริบรูณ์แล้ว จะสามารถทำสัมมาสมาธิให้บริบรูณ์ได้ โอ๊ย นี่เป็นฐานะที่มีได้ นี่แหละสมาธิจะเกิด

 

เราจะเปลี่ยนจากความรู้ความจำเป็นสัญญาที่เรารู้มาเรียนมาให้เป็นญาณ ตรงกลางมันต้องมีสมาธิ จะทำให้สมาธิเกิดได้ คุณต้องมีสัมมาทิฏฐิไง จะมีสัมมาทิฏฐิให้ตรงดีได้ คุณต้องถือเอานิมิตสำหรับจิตได้นะ จะถือเอานิมิตสำหรับจิตได้ ต้องวิเวก ยินดีในความสงัด ยินดีในการอยู่ผู้เดียว ทำมาอย่างเงี๊ยะ เพ่งมาอย่างเงี๊ยะ เอาใจจดจ่อมา เมื่อสามารถทำสัมมาสมาธิให้บริบรูณ์ได้ จะละสังโยชน์เครื่องร้อยรัดต่างๆได้ พอละสังโยชน์เครื่องร้อยรัดต่างๆได้ จะทำนิพพานให้แจ้งได้ ญาณจะเกิดท่านผู้ฟัง ญาณคือความรู้ วิชชาคือความรู้จะเกิดขึ้น

 

นี่คือการปฏิบัตินะ ทั้งหมดนี่เป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมทั้งหมดเลยนะ คืออยู่ในใจของเรา ไม่ได้เป็นก้อนที่จะชี้ได้ แต่เป็นคำพูดคำบอกนี่ล่ะ เป็นคำพูดคำบอกที่เป็นสัญญานี่ล่ะ พระพุทธเจ้าปฏิบัติมาทำมาอยู่ในช่องทางคือในจิตใจของท่าน เป็นญาณของท่านแล้ว เกิดเป็นความรู้เกิดเป็นวิชชาเกิดขึ้น เอ๊ะเราจะบอกคนอื่นอย่างไง ญาณนี้ไม่ได้เป็นก้อนเป็นก้อนแล้วก็หยิบให้ทุกคนๆคนละก้อนๆ รับไปใส่พระธาตุอัดเอาไว้ ใส่รูปอัดเอาไว้ ใส่พระพุทธรูปอัดเอาไว้ ส่งให้ทุกคนๆเนี่ย มันไม่ได้อย่างนั้นนะท่านผู้ฟัง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันไม่ได้ workแบบนั้น

แล้วจะท่านทำอย่างไง ท่านก็กำหนดเป็นบทพยัญชนะออกมา ด้วยความสามารถที่เป็นภควา ด้วยความสามารถที่เป็นสัมพุทโธของท่าน กำหนดเป็นบทพยัญชนะออกมา นี่คือสัญญาคือความหมายรู้ กำหนดเป็นบทพยัญชนะออกมาพูดเป็นภาษาบาลีด้วย คนฟังต่อไปเขาเห็นสัญญาแบบนี้ ที่พระพุทธเจ้ากำหนดออกมา ฟังเข้าไปแล้วเนี่ย โอ๊ะ ยังเป็นสัญญาอยู่เป็นความหมายรู้ เป็นเรื่องราวที่ฟังมา เรื่องสวรรค์นรก เรื่องการปฏิบัติ ปฏิจจสมุปบาท อิทธิบาทสี่ โพชฌงค์๗ เรื่องนัั้นเรื่องนี้ฟังมา เป็นสัญญาเป็นความหมายรู้ เราจะเปลี่ยนจากสัญญานี้ให้เป็นญาณ คือความรู้ในใจของเราได้ ต้องด้วยความที่เรามีความจดจ่อ เพ่งเอาใจใส่เอาไว้ เราจะทำตรงนี้ได้ต้องมีวิเวก

อยู่วิเวกไม่ได้หมายความว่าอยู่คนเดียวนะ เดี๋ยวนี้พออยู่คนเดียว มีห้องแอร์ มีwifi มีโทรศัพท์มือถือ โถโถ่โถ้ อยู่คนเดียวที่ไหน มีความคิดไปในทางกาม ไม่ได้ ต้องมีความคิดในทางหลีกออกจากกาม สิ่งอะไรที่เป็นทางตาหูจมูกลิ้นกายเว้นเอาไว้ สามารถที่จะเป็นผู้ที่อยู่วิเวก วิเวกนี้ไม่ใช่แค่ทางกายอย่างเดียว มีwifi อยู่คนเดียว มีโทรศัพท์มือถือมันไม่วิเวกหรอก

 

วิเวกทางกายด้วย ต้องวิเวกทางจิตด้วย มีความวิเวกทางกาย มีความวิเวกทางใจ จะถือเอานิมิตสำหรับจิตได้ นิมิตเราต้องหา

 

ไม่ใช่นิมิตแบบเห็นแสงเห็นภาพเห็นนี่ นั่นไม่ใช่นิมิต แต่เป็นนิมิตแห่งจิตของตน ฉลาดในนิมิตดู มันจะทำให้เกิดสมาธิได้อย่างไง

 

อย่าตามนิมิตไป นิมิตเป็นเครื่องหมายที่เราต้องหาเสร็จแล้ว ใช้ให้เกิดประโยชน์ ต้องวางต้องทิ้งนิมิตนั้นด้วย

 

เหมือนป้ายบอกทาง หรือไฟเขียวไฟแดงนะท่านผู้ฟัง เราเห็นแล้วดูแล้ว เราผ่านมา เราไม่ได้จะไปจอดคาตรงนั้น หรือจะเอาตรงนั้นเป็นสาระสำคัญ แค่เป็นเครื่องหมายบอกทางเฉยๆ ที่สำคัญคือมันเป็นการปรับการจูนการกระทำของเรา อันนี้มันยิงตรงเป้าหรือไม่ตรงเป้า นี่มันบอกทางเฉยๆ ที่ดูว่าเขากินมาก เขากินน้อย เขาบ่นเขาชมตรงไหนของพ่อครัว เป็นแค่บ่งบอกเฉยๆว่าเราต้องปรุงอย่างไง ทำอย่างไง ผสมอย่างไง ถ้าเราเห็นเป็นแสงเป็นภาพเป็นรูปนั้น แค่บ่งบอกเฉยๆ เรามาถูกทางมั้ย

 

ที่สำคัญคือเราต้องทำตามมรรค๘ ปฏิบัติมาตรงนี้ เครื่องหมายต่างๆเป็นนิมิตบ่งบอก นั่นเป็นแค่ทางบอก เราไม่ได้เอาตรงนั้น เราเอาการปฏิบัติ พอเห็นเครื่องหมายเหล่านี้แล้วต้องทิ้งนิมิตเหล่านั้นด้วย ไม่ได้ถือเอาว่าเป็นสิ่งที่เราจะต้องได้ ให้เห็นความไม่เที่ยงในนิมิตต่างๆ พอเราเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆผ่านทางเครื่องหมายเหล่านี้ วางซะ วาง วางความยึดถือในสิ่งต่างๆเหล่านั้น

 

 

วางแล้วมันจะเหลืออะไร นิมิตก็ไม่เหลือ มันจะเหลือความว่าง ทิ้งนิมิตนั้นด้วย เราจะเป็นผู้ที่ฉลาดในนิมิตแห่งจิตของตนได้ จะสามารถทำการปฏิบัติให้เกิดขึ้น มีสัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสมาธิ เจริญทำให้มาก ทำมรรค๘ให้เป็นการภาวนา พัฒนาดีแล้ว สามารถที่จะละเครื่องร้อยรัด ทำนิพพานให้แจ้งได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง