อวิชชา 8

  • เมื่อไรก็ตามที่ความรู้คือวิชชาเกิดขึ้น อวิชชาคือความไม่รู้นั้นก็ดับไป
  • มีคำอธิบายแจกแจงเรื่องของอวิชชาไว้ทั้งหมด 8 อย่าง
  • ความรู้คือวิชชาจะเกิดขึ้นได้ในอริยสัจจ์ 4 จะต้องมีรอบ 3 มีอาการ 12 ด้วยสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้อง
  • พัฒนาที่ตรงมรรค เอาจิตใจของเรามาจี้จ่อไว้ ใส่กำลังทำความเพียรเอาไว้ เป็นทักษะที่เราทำได้ ทำอยู่บ่อย ๆ ความรู้ของเราก็จะค่อยขยายออก ๆ แสงสว่างก็จะค่อย ๆ มากขึ้น ๆ ความมืดก็จะลดลง ๆ วิชชาก็จะเกิดขึ้นได้

“พระองค์ผู้เจริญ !  ก็ที่พระองค์กล่าวว่า  “อวิชชา อวิชชา”  ดังนี้.  ก็อวิชชานั้น เป็นอย่างไร ?  และด้วยเหตุเท่าไร  บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งอวิชชา ?

 

ภิกษุ ! ความไม่รู้อันใด  เป็นความไม่รู้ในทุกข์,  เป็นความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์,  เป็นความไม่รู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์  และเป็นความไม่รู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์ : นี้แหละเราเรียกว่า อวิชชา ;  และบุคคลชื่อว่าถึงแล้วซึ่งอวิชชา  ก็เพราะเหตุไม่รู้ความจริงมีประมาณเท่านี้แล.

 

“พระองค์ผู้เจริญ !  ก็ที่พระองค์กล่าวว่า  ‘วิชชา วิชชา’  ดังนี้.  ก็วิชชานั้น เป็นอย่างไร ?  และด้วยเหตุเท่าไร  บุคคลจึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งวิชชา ?

 

ภิกษุ !  ความรู้อันใด  เป็นความรู้ในทุกข์,  เป็นความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์,  เป็นความรู้ในความดับไม่เหลือของทุกข์  และเป็นความรู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์  :  นี้แหละเราเรียกว่า วิชชา ;  และบุคคลชื่อว่า  ถึงแล้วซึ่งวิชชา ก็เพราะเหตุรู้ความจริงมีประมาณเท่านี้แล.

-มหาวาร. สํ. 19/538/1694.-

 

“ความไม่รู้ คือ อวิชชา” ความไม่รู้ดับไปเมื่อไร “ความรู้ คือ วิชชา” ก็เกิดขึ้นมาเมื่อนั้น...เมื่ออวิชชามันหมดไป ความไม่รู้หมดไปเมื่อไรถึงจะเรียกว่า “หยุด จบแล้วเรื่องการที่จะเรียนได้

 

 

อะไรคือความไม่รู้

 

อวิชชาคือความไม่รู้นั้นมันร้ายกาจ มันร้ายแรง มันรึงรัด มันปกปิดบังไว้ไม่ให้เห็น พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับลิ่มสลักยึดเอาไว้ ล็อคเอาไว้ทำให้ไม่หลุดออกจากกัน หรือเปรียบเทียบไว้กับยอดเรือนที่มันจะปิดบังเอาไว้ให้น้ำไม่รั่วรดใส่ เป็นที่แรกที่จะบังกันให้น้ำมันแยกออจากกันไป ทำให้มันมีช่องว่างเกิดสิ่งต่าง ๆ ตามมา ปรุงแต่งต่อเนื่องไปได้ พระพุทธเจ้าเปรียบอวิชชาไว้เหมือนกับความมืดด้วย ทำให้มองไม่เห็น ทำให้มันปิดบังมืดมัว เป็นเหมือนกลุ่มหมอกกลุ่มควัน ทำให้ทัศนวิสัยมันไม่เกิดขึ้น

 

อวิชชา คือ ความไม่รู้ที่ตรัสโดยพุทธพจน์ก็จะมีความไม่รู้ในอริยสัจจ์ 4 มีรายละเอียดและคำอธิบายที่เพิ่มเติมมาในคัมภีร์วิสุทธิมรรคบ้าง มาในคัมภีร์อภิธรรมต่าง ๆ บ้าง อธิบายแจกแจงเรื่องของอวิชชาไว้เป็นทั้งหมด 8 อย่าง

 

ใน 4 ข้อแรกที่เป็นความไม่รู้ในอริยสัจจ์ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี้คือหัวข้อ 4 ข้อแรก ถัดมาความไม่รู้ในอีก 4 ข้อ นั่นคือ

  1. ความไม่รู้ในส่วนอดีต (ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ)
  2. ความไม่รู้ในส่วนอนาคต (อปรนฺเต อญฺญาณํ)
  3. ความไม่รู้ในทั้งส่วนอดีตทั้งส่วนอนาคต (ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ)
  4. ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปบาท (อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ)

 

ใน 4 อย่างหลังที่แจกแจงออกมานี้ จริง ๆ ก็อยู่ใน 4 อย่างแรก เพียงแต่ขยายความความออกมาให้ได้เห็นในรายละเอียดได้มากขึ้น เพราะว่าส่วนที่เป็นปฏิจจสมุปบาทในความเกิดขึ้นของความทุกข์ มันก็อยู่ในส่วนของทุกข์และสมุทัยรวมกัน

 

ปฏิจจสมุปบาท คือ ความเป็นเหตุเป็นผล ความที่ต้องอาศัยกันเกิดขึ้นในเรื่องของความดับ จะดับได้ก็ต้องมีเหตุของความดับ จะเกิดได้ก็ต้องมีเหตุของความเกิด ถ้าเหตุของความเกิดดับไป ความดับมันก็เกิดขึ้น ความดับเกิดขึ้นก็คือดับ มันก็คือส่วนเกิดขึ้นที่อยู่ในอริยสัจจ์ 4 ส่วนที่เป็นนิโรธกับส่วนที่เป็นมรรค

 

ส่วนข้อที่เป็นอดีต อนาคต และทั้งอดีตและอนาคต ก็อยู่ในเรื่องของความทุกข์ เพราะว่าทุกข์คือขันธ์ 5 ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และทั้งอดีตและอนาคต ในข้อที่ว่า อวิชชาคือความไม่รู้ในอดีต อนาคต เป็นต้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปมีญานหยั่งรู้อดีต อนาคต บางคนอาจจะมีญานหยั่งรู้อดีต อนาคต แต่ถ้ายังไม่รู้อริยสัจจ์ 4 ชื่อว่าก็ยังถูกอวิชชาคลอบงำอยู่ ยังคงปรุงแต่งตามไป ยึดถือในสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ยังไม่ชื่อว่าพ้นจากอวิชชา ยังไม่ชื่อว่า มีวิชชาเกิดขึ้น

 

 

อะไรคือแสงสว่างที่ถูกต้อง

 

อวิชชานี้มันร้ายแรง มันมีโทษมาก มีอานุภาพมาก ความรึงรัดรัดรึงของมันนั้นคลอบเอาไว้หมด ปิดบังเอาไว้หมด ห่อหุ้มเอาไว้หมด มืดไปหมด เราจึงต้องหาแสงสว่างที่ถูกต้อง

 

 

แสงสว่างที่ถูกต้องนั้นต้องมาตามพุทโธ มาตามธัมโม มาตามสังโฆ อาศัยพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วทำความเข้าใจในอริยสัจจ์ 4 คนที่มีความเข้าใจในอริยสัจจ์ 4 คือ เรื่องของทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคในแบบที่จะทำความรู้ให้เกิดขึ้นได้

 

“...ความรู้คือวิชชาจะเกิดขึ้นได้ในอริยสัจจ์ 4 จะต้องมีรอบ 3 มีอาการ 12 สิ่งที่เราเรียกว่ารู้ ๆ ที่เจออยู่ทุกวัน นี้เราเรียกว่า “วิญญาณ” คือ การรับรู้ ไม่ได้เรียกว่า “วิชชาคือความรู้”...แต่วิชชาจะเกิดขึ้นได้เราต้องรู้ก่อนในรอบแรกว่าในแต่ละข้อ ๆ มันมีอยู่ ทุกข์มีอยู่ สมุทัยคือเหตุเกิดทุกข์มีอยู่ นิโรธมีอยู่ มรรคมีอยู...

 

ข้อแรกที่เราต้องทำความเข้าใจเลยคือ “ขันธ์ 5” คือ กองทุกข์, ตัณหาคือเหตุให้เกิดทุกข์ ตัณหาไม่ใช่มรรค ต้องเข้าใจว่านิโรธคือความดับไม่เหลือของตัณหามันมีอยู่ จะต้องมีความรู้มีความเข้าใจว่ามรรคคือหนทางก็มีอยู่ คือ รู้ในรอบแรกในแต่ละส่วน ๆ แบ่งแยกกองกันให้ถูกต้อง วิชชาเกิดขึ้นทันที

 

ความรู้ที่ต้องทำให้เกิดขึ้นในข้อถัดมาหลังจากที่แบ่งแยกกองเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมีความรู้ว่าในแต่ละกองในแต่ละอย่างนั้น ต้องทำอย่างไรกับมัน กิจที่ควรทำนั้นในแต่ละข้อนั้นไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นเรื่องของทุกข์ ที่ว่าขันธ์ 5 แยกไว้กองหนึ่ง ทั้งสุขทั้งทุกข์รวมไว้กองนี้ เราต้องทำความเข้าใจมัน, แยกเอาไว้อีกกองหนึ่งคือ เรื่องของตัณหา ที่เป็นความอยาก ความไม่อยาก ความอยากในทางกาม ความอยากมีอยากเป็น กองไว้ตรงนี้ หน้าที่ที่จะต้องทำกับมันคือ “ละมันเสีย” ไม่ใช่เอามันไว้ ความอยากเอาไว้ ความไม่อยากทิ้งไป อันนี้ทำไม่ถูก

 

ความดับไม่เหลือของตัณหาคือ นิโรธ ความดับนี้ต้องทำให้เกิด ความดับต้องทำให้แจ้ง ทำให้มันเกิดมีขึ้นมา จากที่ไม่มีต้องทำให้มี ความว่าง ๆ ของตัณหาต้องทำให้ มันเกิดขึ้น เราจะมองมุมนี้ให้เห็นได้ ความมีตัณหาคือความไม่มีนิโรธ ความมีนิโรธคือความไม่มีตัณหา คือ เราต้องมองจากมุมของความดับให้ได้ คือ ต้องทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้ และในเรื่องของมรรค คือ ข้อปฏิบัติที่จะทำให้ถึงความดับไม่เหลือของตัณหาต้องพัฒนา ต้องปรับปรุงจากที่มันไม่มีต้องทำให้มี จากที่มันไม่ดีต้องทำให้มันดีขึ้น จากที่มันดีอยู่แลัยอ่งทำให้มันดียิ่งขึ้นต่อ ๆ ไปอยู่เสมอ ๆ

 

...ต้องแยกกองกันให้ถูก แยกกองกันให้ถูกแล้ว หน้าที่แต่ละอย่างก็ต้องทำให้ถูกด้วย ตัณหาอย่าไปพัฒนามัน สิ่งที่ต้องได้ ๆ นั้น ไม่ใช่ตัณหา แต่สิ่งที่ต้องได้ ๆ นั้นคือ มรรค 8 ความอยากพยายามที่จะละมันเสีย ความเพียรทำให้มันมาก ๆ สติตั้งให้เต็มที่ ถ้าเราพยายามแจกแจงแยกแยะกันให้ดีแล้ว ความคมตรงนี้จะเกิดขึ้น ความคมความรอบคอบคือ “ปัญญา” จะเกิดขึ้น

 

...ที่เรามีความรู้ มีความเข้าใจคือวิชชา ในแต่ละข้อละ ๆ ข้ออริยสัจจ์ได้เสร็จสิ้นหมดจดเรียบร้อยแล้ว ที่ว่าทำความเข้าใจในส่วนที่เป็นทุกขืคือ ขันธ์ 5 เข้าใจแล้ว ละในส่วนที่เป็นสมุทัยคือตัณหา ละได้แล้ว ทำให้อจ้งในส่วนที่เป็นนิโรธความดับไม่เหลือของตัณหา แจ้งแล้ว และทำการพัฒนา ทำความเจริญในส่วนที่เป็นมรรค คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ได้อพัฒนาหมดจบจนเต็มหมดแล้ว นี้คือ ความรู้ในรอบที่ 3 เป็นวิชชาที่จะเกิดขึ้นในอริยสัจจ์ 4

 

...นี้คือเรื่องอวิชชา อวิชชา คือ โมหะ คือความไม่รู้ มันคลอบคลุมเอาไว้ เราจะทำอวิชชาให้ดับไป ทำความไม่รู้ให้ดับไป ทำโมหะให้ดับไป เราก็มาทำวิชชาคือความรู้ให้เกิดขึ้น จะทำความรู้ในทั้ง 8 อย่าง คือความรู้ในอริยสัจจ์ 4 รู้ในอดีต อนาคต ทั้งอดีตและอนาคต และรู้ในปฏิจจสมุปบาท ทำความรู้ในทั้ง 12 อย่าง คือในอริยสัจจ์ 4 แต่ละข้อๆ ว่าต้องรู้ใน 3 รอบให้เกิดขึ้นได้

 

ก็พัฒนาตรงมรรคนี้แหละ เอาจิตใจของเรามาจี้จ่อไว้ ใส่กำลังเอาไว้ทำความเพียรไว้ เป็นทักษะที่เราทำได้ ทำอยู่บ่อย ๆ ความรู้ของเราก็จะค่อยขยายออก ๆ แสงสว่างก็จะค่อย ๆ มากขึ้น ๆ ความมืดก็จะลดลง ๆ ไปตามจุดนั้นเรื่องนี้ อายตนะนั้น อดีต อนาคต วิชชาก็จะเกิดขึ้นได้

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "อกุศลเหตุ 3 เป็นไฉน" พระไตรปิฎกเล่มที่ 34 พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ 1 ธรรมสังคณีปกรณ์

อ่าน "ในติกมาติกาเหล่านั้น อกุศลมูล 3 เป็นไฉน" พระไตรปิฎกเล่มที่ 35 พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ 2 วิภังคปกรณ์

อ่าน "อวิชชาสวะ เป็นไฉน" พระไตรปิฎกเล่มที่ 34 พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ 1 ธรรมสังคณีปกรณ์

ฟัง "อริยสัจสี่ (ตอนที่ 1) : โครงสร้างของอริยสัจสี่" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ฟัง "อริยสัจสี่ (ตอนที่ 2) : การประยุกต์ใช้อริยสัจสี่ในชีวิตจริง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ฟัง "สากัจฉาธรรม – จับมรรค แจ้งนิโรธ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

ชม "กิจที่ควรทำในอริยสัจ" เผยแพร่ทาง YouTube Channel เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560