เหตุของปัญญาเริ่มด้วยคำถาม

  • คำอธิบายโดยละเอียดของคำกล่าวที่ว่า “บุคคลย่อมเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ แล้วสอบถามว่า อะไรมีโทษอะไรไม่มีโทษ, อะไรควรเสพอะไรไม่ควรเสพ, อะไรอะไรทำแล้วให้ผลเป็นความสุข อะไรทำแล้วให้ผลเป็นความทุกข์สิ้นกาลนาน และอะไรทำแล้วเป็นประโยชน์เกื้อกูล อะไรทำแล้วไม่เป็นประโยชน์….”
  • เหตุของการถามปัญหา 5 ประการ ประกอบด้วยอะไรบ้าง อะไรคือคำถามที่ควรถาม และอะไรคือคำถามที่ไม่ควรถาม

 

คำถาม 1:เคยอ่านพบในพระสูตรที่กล่าวว่า บุคคลย่อมเข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ แล้วสอบถามว่า

  1. อะไรมีโทษอะไรไม่มีโทษ
  2. อะไรควรเสพอะไรไม่ควรเสพ
  3. อะไรอะไรทำแล้วให้ผลเป็นความสุข อะไรทำแล้วให้ผลเป็นความทุกข์ สิ้นกาลนาน
  4. อะไรทำแล้วเป็นประโยชน์เกื้อกูลอะไรทำแล้วไม่เป็นประโยชน์ ....

ขอความกรุณาช่วยชี้แจงว่าเหมือนกันหรือแตกต่างกัน ถ้าแตกต่างกันรบกวนอธิบายเป็นข้อข้อด้วย

คำตอบ 1: จากคำถามนี้ สามารถอ้างอิงกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพระสูตรได้ดังนี้

  • เป็นเรื่องที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเกี่ยวกับ ข้อวัตรหรือข้อปฏิบัติอย่างหนึ่งของความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิซึ่งต้องเข้าไปหาสมณะพราหมณ์แล้วสอบถามถึงสิ่งที่ควรและสิ่งที่ไม่ควร
  • พระพุทธเจ้าทรงเล่าให้ฟังว่า ความที่ท่านเป็นผู้มีปัญญามากและได้เกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึงหลายครั้ง ด้วยสืบเนื่องมาจากข้อวัตรปฏิบัติที่ได้เข้าไปหาสมณะพราหมณ์แล้วสอบถามถึงสิ่งที่ควรและสิ่งที่ไม่ควร เพราะกรรมหรือผลของการกระทำในกาลก่อนแบบนี้จึงได้มหาปุริสลักขณะ (ลักขณะที่ 12) คือมีผิวละเอียดอ่อน ธุลีไม่ติดอยู่ได้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าป็นผู้มีปัญญาใหญ่ มีปัญญาหนาแน่น มีปัญญาเป็นเครื่องปลื้มใจ ปัญญาแล่น ปัญญาแหลม ปัญญาแทงตลอด ไม่มีสัตว์อื่นเสมอหรือยิ่งไปกว่า

ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า “มีฉันทะเป็นแดนเกิด มีผัสสะเป็นเครื่องก่อให้เกิด มีสติเป็นอธิบดี มีวิมุตติเป็นแก่น มีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด” ไม่ว่าจะเป็นความรู้ใดๆหากได้อ่านแล้ว ศึกษาแล้ว เข้าใจแล้ว จะเกิดมีคำถามเพื่อการแสวงหาความรู้อยู่ตลอดเวลา หากเป็นคนที่มีปัญญา ศรัทธา และความเพียร จะใช้คำถามในทางสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ ไม่ถามในทางลบ หาเรื่อง เคลือบแคลง เห็นแย้ง ลองภูมิหรือลบหลู่เหยียดหยาม

จากคำถามข้างต้น สามารถแยกออกเป็นประเด็นหลักๆ ได้ดังนี้

  1. ดังนั้นการถามคำถามที่ถูกต้องเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าการแสวงหาหรือการได้มาซึ่งคำตอบ เป็นคำถามที่ถูกต้อง สามารถแยกแยะให้เห็นส่วนที่เหมือนกันหรือต่างกัน อะไรเป็นประโยชน์หรือโทษ อะไรเป็นสุขหรือทุกข์ อะไรเป็นกุศลหรืออกุศล
  2. ซึ่งการแยกแยะเปรียบเทียบเช่นนี้ สามารถนำไปปฏิบัติได้หากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ควรเสพ มีประโยชน์ ให้ผลเป็นความสุขและเป็นกุศลกรรม ได้แก่ มรรคและนิโรธ ในทางตรงข้ามกันหากสิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ควรเสพ เป็นโทษ ให้ผลเป็นทุกข์และเป็นอกุศลกรรม ก็ต้องไม่นำไปปฏิบัติเลย อันได้แก่ ทุกข์ สมุทัย
  3. เมื่อแจกแจงลงในรายละเอียด ตามหัวข้อย่อยๆ สามารถอธิบายความแตกต่างได้ดังนี้
    • อะไรมีโทษอะไรไม่มีโทษ ว่าด้วยเรื่องข้อเสียของกาม โทษของสมาธิหรือปัญญา
    • อะไรควรเสพอะไรไม่ควรเสพ ว่าด้วยเรื่องของการคบหาบุคคล สถานที่ที่ควรไป และข้อปฏิบัติที่ควรทำ การทานอาหารโดยมีการพิจารณาอาหารและถูกเวลา
    • อะไรอะไรทำแล้วให้ผลเป็นความสุข อะไรทำแล้วให้ผลเป็นความทุกข์ สิ้นกาลนาน ว่าด้วยเรื่องของสิ่งที่ให้สุขน้อย สุขมาก สุขชั่วครั้งชั่วคราว หรือสุขสิ้นกาลนาน เช่น สุขเวทนา
    • อะไรทำแล้วเป็นประโยชน์เกื้อกูลอะไรทำแล้วไม่เป็นประโยชน์ ว่าด้วยเรื่องข้อดีของกาม ประโยชน์ของสมาธิหรือปัญญา

เมื่อเราสามารถแยกแยะได้แล้ว จะทำให้ปัญญาแหลมคมยิ่งขึ้น จิตจะมีการเพ่งจดจ่อไปในลักษณะที่ดีจนเกิดเป็นสมาธิขึ้น ทำให้การปฏิบัติมีความก้าวหน้าไปได้ มีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด และมีนิพพานเป็นที่สุดจบ

 

- - - ตอบคำถาม: คุณปุ้ม

 

คำถาม 2: อะไรคือคำถามที่ควรถาม และอะไรคือคำถามที่ไม่ควรถาม ในธรรมวินัยนี้

คำตอบ 2: พระสูตรที่พระสารีบุตรได้กล่าวไว้ เกี่ยวกับคนต้องการถามปัญหากับผู้อื่นด้วยเหตุ 5 ประการ ซึ่งได้แก่

  1. เพราะโง่เขลาหรือเพราะหลงลืม
  2. เพราะเป็นผู้มีความปรารถนาลามก ถูกความปรารถนาครอบงำ
  3. เพราะต้องการดูหมิ่น
  4. เพราะต้องการประสงค์ใคร่รู้
  5. เพราะคิดว่า หากผู้อื่นตอบถูกก็จะอนุโมทนาสาธุด้วย แต่หากผู้อื่นตอบผิดก็จะแก้ไขให้ถูกต้อง

ดังนั้น หากเราแบ่งแยกประเภทของคำถามตามความเหมาะสม จะสามารถแบ่งแยกได้ดังนี้

  1. เป็นคำถามที่ควรถาม เพราะผู้ถามต้องการความรู้จริงๆ
  2. เป็นคำถามที่ไม่ควรถามเลย เพราะเป็นคำถามที่เกิดจากวิจิกิจฉา ความไม่ศรัทธา มีมิจฉาทิฏฐิ ทั้งนี้เราต้องดูที่ทิฏฐิ ความเห็น เจตนา และบริบทในการสนทนาด้วย
  3. เป็นคำถามที่ผู้ถามต้องการสั่งสอน ทบทวน ทดสอบว่าเรารู้จริงหรือไม่ หรือแก้ไขเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน

 

- - - ตอบคำถาม: คุณชลวัฒน์

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

  • อ่าน "ปัญหาปุจฉาสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต