ธรรมที่แสดงแล้วด้วยปัญญาอันยิ่ง

HIGHLIGHTS:

  • เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี "ชื่อของเดือนในภาษาบาลี"
  • จากพุทธพจน์ภายหลังการปลงอายุสังขารของพระพุทธเจ้า ขอทราบความหมายของคำว่า มีศีลเป็นอย่างดีคืออย่างไร ความดำริอันตั้งไว้ดีแล้วคืออย่างไร การตามรักษาจิตของตนนั้น ทำแบบไหน และไม่ประมาทนั้นคืออย่างไร

บทคัดย่อ

 

- เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

ชื่อของเดือนในภาษาบาลี

"ปุสฺสมาส" หมายถึง เดือนมกราคม

"มาฆมาส" หมายถึง เดือนกุมภาพันธ์

* ซึ่งในวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่หมู่ภิกษุ 1,250 รูปมาประชุมกัน โดยมิได้นัดหมาย จึงเรียกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำในเดือนกุมภาพันธ์นี้ว่าเป็นวันมาฆบูชา

 

"ผคุคณมาส" หมายถึง เดือนมีนาคม

"จิตฺตมาส" หมายถึง เดือนเมษายน

"วิสาขมาส" หมายถึง เดือนพฤษภาคม

* ซึ่งในวันขึ้น 15 ค่ำ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้และปรินิพพาน จึงเรียกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำในเดือนพฤษภาคมนี้ว่าเป็น วันวิสาขบูชา

 

"เชฏฐมาส" หมายถึง เดือนมิถุนายน

"อาสาฬหมาส" หมายถึง เดือนกรกฎาคม

* ซึ่งในวันขี้น 15 ค่ำของเดือนนี้เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เรื่องอริยสัจ ๔” จึงเรียกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำในเดือนกรกฎาคมนี้ว่าเป็นวันอาสาฬหบูชา

 

"สาวนมาส" หมายถึง เดือนสิงหาคม

"โปฏฺปทมาส" หมายถึง เดือนกันยายน

"อสฺสยุชมาส" หมายถึง เดือนตุลาคม

"กตฺตกมาส" หมายถึง เดือนพฤศจิกายน

"มิคสิรมาส" หมายถึง เดือนธันวาคม

 

ทั้งนี้ ชื่อของวันสำคัญๆในทางพุทธศาสนา จึงตั้งชื่อวันตามชื่อของเดือนนั้นๆ ที่เป็นภาษาบาลี

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

คุณอิทธิศักดิ์

คำถาม : ภายหลังที่พระพุทธเจ้าได้ปลงอายุสังขารในเดือนมาฆมาสหรือเดือนกุมภาพันธ์ ได้ตรัสพุทธพจน์กับภิกษุทั้งหลายว่า

 

"พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท มีสติ มีศีลเป็นอย่างดี มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด เธอผู้ใดในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว จะละชาติสงสาร ทำที่สุดให้ทุกข์ได้"

 

จากพุทธพจน์บทนี้ จึงสอบถามว่า มีศีลเป็นอย่างดีคืออย่างไร ความดำริอันตั้งไว้ดีแล้วคืออย่างไร การตามรักษาจิตของตนนั้น ทำแบบไหน และไม่ประมาทนั้นคืออย่างไร

 

คำตอบ : "พวกเธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท" คำว่า "ไม่ประมาท" คือ มีสติ นั่นเอง เป็นสิ่งเดียวกัน แต่พูดในมุมที่ตรงข้ามกัน สติ คือ "การระลึกถึงส่ิงที่กระทำ จำคำที่พูดแล้ว แม้นานได้" เป็นสัมมาสติ ซึ่งในพุทธพจน์นี้และในบริบททั่วๆ ไป จะหมายถึง สติปัฏฐาน 4 คือ เห็นกายในกาย เห็นเวทนาในเวทนา เห็นจิตในจิต เห็นธรรมในธรรม ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละข้อ การเห็นดังกล่าวนี้ เป็นการเห็นในลักษณะที่ไม่ให้ตัณหาและทิฐิเกิดขึ้นได้ ในที่นี้ สติคือความไม่ประมาท มีนัยยะถึงสติปัฏฐานทั้ง 4

"มีศีลเป็นอย่างดี" หมายถึง มีศีลอันเป็นที่พอใจของพระอริยเจ้า เป็นศีลที่ไม่ขาดไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย ซึ่งศีลสำหรับพระสงฆ์ สามเณร ผู้ที่รักษาศีล 8 เป็นฆราวาสผู้ที่ยังยินดีทองและเงิน ซึ่งแต่ละอย่างในความเป็นปกติของบุคคลนั้นๆ จะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการดำเนินชีวิต ดังนั้น ถ้าเป็นฆราวาสผู้ที่ยังยินดีทองและเงิน อย่างน้อยต้องมีศีล 5 ส่วนผู้ที่ประพฤติพรหมจรรย์ ยังไม่ได้บวช อย่างน้อยต้องมีศีล 8 ถ้าเป็นสามเณรต้องรักษาศีล 10 ส่วนพระภิกษุรักษาศีล 227 ข้อ

 

นอกจากการรักษาศีลที่เป็นไปในทางกาย วาจาแล้ว ในใจยังต้องรักษาไม่ให้เป็นสีลัพพตปรามาส คือ การปฏิบัติที่ไม่ได้จะให้ถึงสาระสำคัญ ปฏิบัติแบบลูบๆ คลำๆ เป็นความเชื่องมงาย ผิดวัตถุประสงค์ มีการตั้งจิตที่ผิด มีมิจฉาทิฐิ ซึ่งสาระสำคัญของศีล คือ เป็นพื้นฐานที่จะให้มีสมาธิ มีปัญญาได้

 

"ความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี" คือ สัมมาสังกัปปะ ซึ่งเป็นการป้องกันทางใจ ที่จะไม่คิดถึงถึงกาม พยาบาท เบียดเบียน แต่เป็นไปในทางหลีกออกจากกาม เมตตา ไม่พยาบาท เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่เบียดเบียน

"การตามรักษาจิตของตน" พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้เหมือนกับคนที่ถือหม้อหรือภาชนะที่ใส่น้ำมันเต็มปรี่ถึงขอบปาก ต้องเดินไประหว่างเวทีที่มีงานประกวดนางงาม มีการร้องเพลง เต้นรำ มีผู้คนเชียร์โห่ร้องกันมามากมาย คนๆ นั้น ต้องระวังไม่ให้น้ำมันหก เพราะมีเพชรฆาตได้รับคำสั่งให้เดินตามพร้อมถือดาบเล่มใหญ่ และจะตัดคอทันทีหากทำน้ำมันหกในตำแหน่งเดียวกัน ดังนั้น เราจะต้องรักษาหม้อที่ใส่น้ำมันเต็มปรี่เป็นอย่างดีมากๆ เพื่อไม่ให้ถูกตัดคอ เปรียบเทียบกับการตามรักษาจิตของตนอย่างดี

 

พุทธพจน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ หลังการปลงอายุสังขาร เป็นธรรมะที่แสดงไว้ด้วยปัญญาอันยิ่ง คือ อภิญญาเทสิตธรรม เป็นการเตือนสติ เพื่อให้เราทั้งหลาย เป็นผู้ไม่ประมาท เริ่มจากเรื่องของศีล รักษากาย รักษาวาจาได้ ใจก็ได้รับการรักษาในระดับหนึ่ง ในช่องทางคือ ใจ ให้มีความดำริ มีความคิดอันตั้งไว้อย่างดี จิตนั้นก็ได้ชื่อว่า ได้รับการรักษา เรารักษาไว้อย่างดีอย่างนี้ จะเป็นการรักษาคำสอน สามารถที่จะทำศาสนาคือคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ ไม่ใช่แค่ห้าพันปี แต่สามารถที่จะตั้งได้อยู่ได้ตลอดกาลทีเดียว

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง