การเฉลิมฉลองที่ยอดเยี่ยม

HIGHLIGHTS:

  • การเฉลิมฉลองที่ยอดเยี่ยมในวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน คือการปฏิบัติตามธรรมสมควรแก่ธรรม การทรงธรรมะไว้ในใจ ยอดเยี่ยมกว่าการฉลองด้วยดนตรีด้วยดอกไม้ใดๆ
  • คนเราแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้โดยการบูชาที่ยอดเยี่ยม เริ่มด้วยพรหมวิหาร 4
  • ตั้งจิตสำเหนียกไว้ว่าจะทำจะปฏิบัติแบบนี้ และตั้งจิตแผ่ไปทั่งทั้ง 6 ทิศ
  • การทำเช่นนี้จะคงศาสนาให้ตั้งอยู่ได้นาน

บทคัดย่อ

 

“อานนท์ การบูชาเหล่านี้ หาชื่อว่าตถาคตเป็นผู้ที่ได้รับสักการะเคารพนับถือบูชาแล้วไม่ อานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติ ตามธรรมอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะเคารพนับถือบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันสูงสุด อานนท์ เพราะเหตุนั้น พวกเธอพึงสำเหนียกใจไว้เถิดว่า เราจะประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่”

 

 

...ประสูติตรัสรู้ปรินิพพานวันเดียวกัน ปีนึงจึงฉลองกันวันเดียว ครั้งเดียวเอาให้มันสุดยอดไปเลย เอาให้มันดีเลิศที่สุดไปเลย ดีเลิศที่สุดสูงสุดๆยอดสุดๆของสุดๆและดีที่สุด นั่นคือ การทรงธรรมะไว้ในใจ ปฏิบัติตามธรรม ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง...

 

 

การฉลองที่ยอดเยี่ยม

 

ในวันนี้ท่านผู้ฟัง เมื่อสองพันห้าร้อยหกสิบเอ็ดปีปีที่ผ่านมา ที่เมืองกุสินารามีฝนดอกมณฑารพ สิ่งที่ตกลงมาจากบนฟ้า เราก็เรียกว่าเป็นฝน แต่ไม่ใช่น้ำคราวนี้ เป็นดอกไม้ เป็นดอกไม้ที่มีอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกว่าดอกมณฑารพ โปรยลงมา ลอยลงมา โดยเหล่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ โปรยลงมาจนเหมือนฝนนี่เลยท่านผู้ฟัง บางพื้นที่ดอกมณฑารพที่ตกลงมากองบนพื้นดินสูงเท่าเข่าบ้าง บางที่ก็สูงเท่าเอวบ้าง ที่เมืองกุสินารา

และไม่ใช่แค่ฝนตกเป็นดอกมณฑารพตกลงมาเท่านั้น ยังมีกลิ่นหอมที่ฉุยฟุ้งไปอยู่ในบริเวณนั้น เป็นกลิ่นหอมที่พวกเทวดานี่แหละ เขาใช้จุณหอม เหมือนอย่างบางทีในห้องในบ้านของเรา บางทีก็ติดตั้งเครื่องหรือว่าจุดธูปอะไรที่มันจะมีกลินหอมฟุ้งไป ลักษณะที่เป็นการกระทำตรงนั้นเขาก็เรียกว่าเป็นจุณหอม ที่พวกเทวดาเขาจะตกแต่งในเรือนของเขาในวิมานของเขา ให้มันมีกลิ่นหอม

ณ สถานที่แห่งนั้นที่เมืองกุสินารา เมื่อสองพันกว่าปีที่ผ่านมา ก็มีกลิ่นหอมฟุ้งไปแบบนี้ และไม่ใช่แค่ดอกมณฑารพโรยลงมาตกลงมา ไม่ใช่แค่กลิ่นหอมที่เป็นกลิ่นหอมทิพย์ฟุ้งไป ยังมีเสียงดนตรีเสียงเพลงเสียงบรรเลง ที่ไม่ได้เกิดจากลำโพง speeker อะไรไปตั้งอยู่บริเวณนั้นไม่มี สมัยก่อนยังไม่มีระบบไฟฟ้า แต่เป็นเสียงดนตรีสังคีติ เป็นเสียงทิพย์ ที่เหล่าเทวดาเขาบรรเลงขึ้น ดึ๊งๆๆไป เพื่อให้บ้านเขาวิมาณของเขาเนี่ย มีทั้งความสวยงามจากดอกไม้ ความหอมจากจุณหอม ยังรวมถึงเสียงที่มีความน่าฟังจากดนตรี ซึ่งล้วนแต่เป็นของทิพย์ที่เหล่าเทวดาในชั้นดาวดึงส์เขาประดิษฐ์ประดอยทำขึ้น เพื่อที่จะบูชาพระพุทธเจ้า

ที่กำหนดจิตตั้งจิตเอาไว้แล้วว่า การประทับนอนในครั้งนี้จะเป็นการนอนที่จะไม่ลุกขึ้นอีก ที่จะเป็นการนอนครั้งสุดท้าย จะไม่ลุกขึ้นอีก ตั้งจิตกำหนดจิตแบบนี้ไป เหล่าเทวดาเขารู้แล้วว่า โอว นี่จะเป็นวันสุดท้ายที่เราจะได้พบได้เห็นพระพุทธเจ้า จึงนำเครื่องบูชาเหล่านี้ เป็นดอกมณฑารพ เป็นจุณหอม เป็นดนตรีมาเพื่อที่จะบูชาพระพุทธเจ้า

เหมือนเราเตรียมดอกไม้ พวงมาลัย แจกัน เวลาเราจะไปเจอใครสักคนใดคนหนึ่งเพื่อที่จะอวยพรวันเกิดเขา เพื่อที่จะยินดีในงานใดงานหนึ่งที่เป็นงานมงคลเพื่อที่จะเป็นการบูชา หรือแม้แต่งานศพก็ตามเขาก็ยังส่งดอกไม้ไป เป็นเครื่องที่จะบูชาเป็นการแสดงถึงจิตใจที่ยังมีการสักการะมีการระลึกมีการคิดถึงกันอยู่

ในวันนี้ท่านผู้ฟัง เมื่อสองพันกว่าปีที่ผ่านมา มีเหตุกราณ์นี้เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าเนี่ยตอนที่มีพระชนม์อยู่ เขาก็บูชากันแล้วบูชากันอีก ยกย่องกันแล้วยกย่องกันอีก ยกย่องกันอีกบูชากันอีก นับถือกันอีก พูดถึงกันอยู่นั่นน่ะ ไม่รู้จักอิ่มจักพอในการที่จะไปพบหาพูดถึงระลึกถึง บูชาสักการะ ยกย่อง โอ๊ย เขาเต็มที่กันอยู่แล้ว

แล้วยิ่งวันสุดท้ายของท่านเนี่ย โอโหยิ่งจัดเต็มหนัก ทั้งเทวดาด้วยทั้งมนุษย์ด้วย ภิกษุนี่ต่างกันไม่รู้จะทำกันอย่างไง จะทำอย่างไง จะทำอย่างไง เพื่อที่จะบูชาพระพุทธเจ้า บางพวกก็ตระเตรียมสิ่งนั้นสิ่งนี้ เทวดานี่ก็สุดยอดแล้วทำของทิพย์ต่างๆเหล่านี้ให้ปรากฎขึ้น แต่อย่างไรก็ตามท่านผู้ฟัง การบูชาเหล่านั้น การบูชาเหล่านั้น พระพุทธเจ้าบอกกับท่านพระอานนท์ปรารภการบูชาอันสุดยอดของเหล่าเทวดาที่เกิดขึ้น ณ ที่นั้นว่า

 

“อานนท์ การบูชาเหล่านี้ หาชื่อว่าตถาคตเป็นผู้ที่ได้รับสักการะเคารพนับถือบูชาแล้วไม่ อานนท์ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาใด ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติ ตามธรรมอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ย่อมสักการะเคารพนับถือบูชาตถาคตด้วยการบูชาอันสูงสุด อานนท์ เพราะเหตุนั้น พวกเธอพึงสำเหนียกใจไว้เถิดว่า เราจะประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่”

 

วันนี้ท่านผู้ฟัง เรามาบูชาพระพุทธเจ้า ที่ถึงแม้ตัวท่านจะไม่อยู่แล้ว ผ่านไปล่วงไปแล้ว แต่ละคนแต่ละท่านก็จะมีวิธีการนับที่แตกต่างกัน ประเทศนี้นับว่าสองพันห้าร้อยหกสิบ ประเทศนี้นับว่าหกสิบสอง ประเทศอีกประเทศนึงก็นับว่าหกสิบเอ็ด มีวิธีการนับที่แตกต่างกันไป ก้ว่ากันไปตามหลักการทางประวัติศาสตร์ แต่ที่แน่ๆคือตัวท่านไม่อยู่แล้ว พอตัวพระองค์คือพระพุทธเจ้าไม่อยู่แล้ว ประทีปโคมไฟแสงสว่างความหวังหรือกำลังใจเนี่ย มันเหมือนกับหายไปดับไปหมดไป โหย ไม่มีอยู่

พอหายไปดับไปหมดไปไม่มีอยู่แล้วคนที่อยู่ๆเนี่ย เกิดมาตามภายหลังมันไม่มีที่พึ่งนะท่านผู้ฟัง เหมือนอยู่กันตามยถากรรม ถ้าเราจะทำอย่างนี้มันจะถูกมั้ย เราจะทำได้มั้ย เหตุกราณ์ที่เขาสอนบอกมาเป็นอย่างนี้ เอ๊ะ เราจะปฏิบัติได้หรือเปล่า ทำแล้วมันจะถูกต้องตามธรรมะหรือไม่ จะเอาอะไรเป็นตัวตรวจสอบเรื่องที่จะรู้ได้ว่า สิ่งนี้ถูกสิ่งนี้ผิด คนนี้ทำไมทำอย่างนี้ คนนั้นทำไมไม่ทำอย่างนั้น แต่ละคนแต่ละท่าน

พอพระพุทธเจ้าไม่อยู่แล้วเนี่ย คนที่อยู่ตามต่อกันมาหรือว่าเกิดขึ้นตามกันภายหลัง ก็ทำไปปฏิบัติไป คิดนึกกันไป ตามเรื่องที่ตัวเองจะทำไป คิดนึกปฏิบัติปรุงแต่งกันไปว่างั้นเถอะ ไม่มีท่านที่จะคอยบอกแล้วว่าต้องอย่างนี้ๆ อย่าทำอย่างนั้นๆ อาชีวะการกระทำการดำเนินชีวิตแบบนี้ควรดำเนิน แบบนี้ๆไม่ควรดำเนิน การพูดการคิดการกระทำแบบนี้ทำได้แบบนี้ทำไม่ได้ สถานที่แบบนี้ควรอยู่อาศัยแบบนี้ไม่ควรอยู่อาศัย ไม่มีใครที่จะมาจ้ำจี้จ้ำไชบอกกล่าวชี้แจ้งแถลงการเอาไว้ให้อีกต่อไป

หมดแล้ว หมดแล้ว เหมือนกับหายไปเลย บรรยากาศนั้นมันแย่มากๆท่านผู้ฟัง หมดหวังอึมครึมมืดตึ๊บมึนตึงไปหมด ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน เหล่าสาวกก็ระส่ำระสายกันล่ะ ต่างคนก็ต่างคิดกันไปอย่างที่ว่า แต่พระพุทธเจ้าบอกไว้ว่าให้ปฏิบัติตามธรรม อย่าไปมีความคิดว่า เอ๊ะ ตัวพระองค์ไม่อยู่แล้ว ศาสดานี่จะหมดไปหายไป ไม่มีผู้สอนบอกสอนอยู่ ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ท่านผู้ฟัง บอกว่า

 

“อานนท์ ความคิดอาจมีอย่างนี้แก่พวกเธอว่า ธรรมวินัยของเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีศาสดา ดังนี้ อานนท์ พวกเธออย่าคิดดังนั้น ธรรมะก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมะวินัยนั้นจะเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา”

 

ตัวพระพุทธเจ้าไม่อยู่แล้วกับพวกเรา ณ วันนี้ ปรินิพพานมาหลายพันปีแล้ว ถึงแม้ตัวของท่านไม่อยู่ คำสอนก็ยังอยู่ท่านผู้ฟัง คำสอนที่มีอยู่อาจจะผิดเพี้ยนบิดเบือนไปบ้าง มีสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นอยู่ มีส่วนที่เป็นสิ่งไม่ดี คนปฏิบัติไม่ดีไม่ชอบ ถ้ามีอยู่ในศาสนานี้ในคำสอนนี้ แต่ส่วนที่ดีๆยังเหลืออยู่นะท่านผู้ฟัง แน่นอนส่วนที่กลายพันธุ์ไป มีล่ะ เราเห็นกันอยู่ แต่ส่วนที่ดียังมีเหลืออยู่ ส่วนไหนตรงไหนที่มันดีที่มันยังมีเหลืออยู่เนี่ย ที่พูดถึง “มรรคแปด”ไงท่านผู้ฟัง

 

อริยมมรคมีองค์แปด ทางที่ประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐยังมีอยู่ มรรคแปดนี่ล่ะท่านผู้ฟังเป็นสุดยอดของธรรมะที่ท่านกลั่นกรองคิดค้นใคร่ครวญทดสอบทดลอง ไม่ใช่แค่ในช่วงอายุสามสิบกว่าปีที่ท่านทำมาในการปฏิบัติกว่าจะมาเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก่อนหน้านั้นเป็นหลายๆอสงไขย ก็ทดลองปฏิบัติตามมรรคแปดมา ถึงได่้ป็นสุดยอดอัครบุคคลที่ทั่งโลกตอนนี้เขาก็ยกย่อง โอ๊ย เขายกย่องกันแล้วยกย่องกันอีก ปรินิพพานไปแล้วก็ยังยกย่องอยู่ คิดดูแล้วกัน

 

ข้าพเจ้ามาคิดเล่นๆท่านผู้ฟัง ถ้าเผื่อว่าพอวันประสูติตรัสรู้แล้วก็ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นคนละวันกันเนี่ย เขาก็ยังจะต้องปีๆหนึ่งเนี่ยมาฉลองกันสามครั้งให้กับคนๆเดียว แต่ละประเทศๆ เพราะความยิ่งใหญ่ความดีความงามของท่าน วันประสูติ วันตรัสรู้ วันปรินิพพาน ถ้าเป็นคนละวันกัน ก็ยังต้องฉลองกันสามครั้งต่อปี แหม แต่อันนี้ดีนะที่ว่า ตรงวันเดียวกันทั้งประสูติตรัสรู้ปรินิพพาน ตรงวันเดียวกัน

 

ปีนึงจึงฉลองกันวันเดียว ครั้งเดียวเอาให้มันสุดยอดไปเลย เอาให้มันดีเลิศที่สุดไปเลย ดีเลิศที่สุดสูงสุดๆยอดสุดๆของสุดๆและดีที่สุด นั่นคือ การทรงธรรมะไว้ในใจ ปฏิบัติตามธรรม ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง

 

การที่เราจะนำธรรมะมาเป็นเครื่องบูชาพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พูดแต่หัวข้อนะ หัวข้อว่า เออปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม อันนี้คือยกหัวข้อมา ยกหัวข้อมาโดยคำพูดแล้ว ในคำพูดที่เราพูดไปนั้นเนี่ยจากจิตใจที่เป็นแบบไหน มีสัมมาสังกัปปะมั้ย ถ้ายังจะคิดแค้นโกรธเกลียดอาฆาต หรือมีความคิดนึกกำหนัดยินดีพอใจเข้าข้างไปในทางใดทางหนึ่ง หรือความคิดน้อยเนื้อต่ำใจ ความอกตัญญู ความไม่รู้คุณคนพวกนี้ จะเป็นไปทั้งในทางพยาบาททางกามหรือทางเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นก็ตาม โอ๊ย มันก็ไม่ดีล่ะ

 

 

แก้ไขเปลี่ยนแปลง เริ่มด้วยพรหมวิหารสี่

 

แก้ไขเปลี่ยนแปลงท่านผู้ฟังในวันนี้ เริ่มวันนี้ เอาเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ วินาทีนี้ ทั้งในทางใจของเรา เราอาจจะไม่ได้ไปวัด เราอาจจะไม่มีเครื่องบูชาเป็นดอกไม้ แหม ดอกไม้จะทำอย่างไงอ่ะ สูงสุดดีที่สุดเป็นดอกมณฑารพ โอ๊ยหาซื้อไม่ได้หรอก ในตลาดก็ไม่มีขาย หรือถ้าจะไปซื้อจากตลาดปากคลองตลาดมีดอกไม้ดีๆสวยๆ โอว วันพระใหญ่แบบนี้ดอกไม้แพ๊งแพง เอาจัดไปแพงที่สุด ก็ยังไม่ดีเท่ากับเราตั้งกำหนดไว้ในจิตของเรา จิตของเราให้เป็นเหมือนกับดอกไม้บูชาท่านผู้ฟัง เป็นดอกบัวตั้งบูชาขึ้นไว้ในจิตใจของเรา ให้มีเมตตา

เมตตาคือความรักความที่อยากจะให้สัตว์อื่นผู้อื่นมีความสุข กำหนดจิตตั้งจิตเอาไว้ อันเต็มไปด้วยความเมตตา ให้แผ่ไป แผ่ไปยังสรรพสัตว์ที่อยู่ในทิศเบื้องหน้าของเรา เราอาจจะไม่ได้เห็นด้วยตาตอนนี้ แต่อยู่ในทิศเบื้องหน้าล่ะตรงนี้ ไปทางไหนบ้างก็ไม่รู้ล่ะ สัตว์สิ่งมีชีวิตที่เห็นก็ดีไม่เห็นก็ดี มีสองเท้าหรือสี่เท้า ไม่มีเท้าหรือมีเท้ามาก มีรูปหรือไม่มีรูปก็ตาม ขอให้ได้รับกระแสแห่งความรักความเมตตา ไม่ใช่แค่ทิศเบื้องหน้าอย่างเดียว ทิศเบื้องขวาด้วย ใครก็ตามสิ่งมีชีวิตประเภทไหนที่อยู่ทางขวาของเรา จะตัวใหญ่ตัวเล็ก ประเสริฐหรือไม่ประเสริฐ มีสองเท้าหรือมีเท้ามาก ให้ได้รับหมด ทั้งเบื้องขวา เบื้องหลัง เบื้องซ้าย เบื้องบน หรือเบื้องล่างก็ตาม ทั่วทุกทางเลยท่านผู้ฟัง

กำหนดจิต แผ่จิต ที่ประกอบด้วยความรักความเมตตาเนี่ยไป ไป ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นพุทธานุสติในวันนี้แล้ว ตั้งจิตเอาไว้อันเป็นไปด้วยความเมตตา แผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั่วทุกทิศทุกทาง ทั้งเบื้องขวาง เบื้องบน เบื้องล่าง ให้ได้รับกระแสแห่งความรักความเมตตานี้ และไม่ใช่แค่ความรักความเมตตา ยังรวมถึงความกรุณา

ความกรุณานั้นคือความปราถนาที่จะให้ผู้อื่นนั้นพ้นจากความทุกข์ มีความทุกข์ที่อยู่ในสังสารวัฏ ถูกเรื่องของฆ่าสัตว์ในกามภพ ก็ต้องถูกกามนั่นแหละเบียดเบียนอยู่ ถูกกามเบียดเบียนอยู่ อยู่ในกามภพ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์นรกกำเนิดเดรัจฉานเปรตวิสัย พวกวินิบาตต่างๆ ที่ยังมีความทุกข์อยู่ก็ขอให้พ้นจากความทุกข์ มนุษย์หรือเทวดาที่อาจจะมีความสุขพอๆกันหรือมากกว่าความทุกข์ก็ตาม ส่วนเศษเสี้ยวที่ยังมีความทุกข์อยู่น้อยบ้างมากบ้าง ก็พึงปราถนาตั้งจิตเอาไว้ให้เขาเหล่านั้นพ้นจากความทุกข์นั้นๆ ทั้งเบื้องหน้า เบื้องขวา เบื้องหลัง เบื้องซ้าย เบื้องบน เบื้องขวาง เบื้องบน เบื้องล่างด้วย ทั่วทุกทาง มีความทุกข์ใดๆขอให้พ้นจากความทุกข์

ส่วนใดที่มีความสุขความดีอยู่แล้ว เช่นมีศีลดีอยู่แล้ว สัตว์นรกกำเนิดเดรัจฉานเปรตวิสัย มนุษย์เทพพรหมเทวดาต่างๆ บางทีเขาก็สามารถรักษาศีลกันได้ น้อยก็ตามมากก็ตาม โอย คนมีศีลเนี่ย แม้น้อยนิดเดียว เอ้า ก็ยังดีนะ ดี เขาประสบความสำเร็จมีความดีความงามเกิดขึ้น เริ่มจากเรื่องทางกายทางวาจา โอว เราควรจะมีจิตยินดีอนุโมทนาให้กับการกระทำที่ดีๆ นั้นๆ ไม่ใช่ความสุขที่เกิดจากทางกามนะ นั่นมันเป็นกาม มันเป็นความลุ่มหลง มันเป็นความเพลิดเพลิน เราไม่ได้จะมีจิตที่จะยินดีอนุโมทนาตรงนั้น แต่ถ้าถูกกามเคี้ยวกินอยู่ เราควรจะมีจิตกรุณา

แต่ถ้าเขารักษาศีลได้ ตั้งอยู่ในสติได้ ไม่หลงไม่เพลิดเพลินไป ยินดีด้วย อนุโมทนาด้วย อาจจะไม่ได้ร่ำรวยมีเงินทองมากมาย พอมีพอกินอยู่ไป แต่ว่ามีกุศลธรรมเป็นอริยทรัพย์ที่สูงส่งดีเลิศอยู่เนี่ย โอว มีจิตอนุโมทนาด้วย เป็นมุทิตา มุทิตาคือความที่เรายินดีในความดีความงามที่เขามีอยู่ รักษาได้อยู่ ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม จะยากดีมีจน จะร่ำรวยมหาศาล จะเป็นมนุษย์เปรตอสูรกายเทวดาสัตว์นรกพรหมที่รักษาความดีของตนได้ จะอยู่เบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวางเบื้องหลังเบื้องซ้าย ทั่วทุกทาง ให้เราแผ่จิตที่เป็นไปด้วยกับมุทิตาไปยังบุคคลต่างๆเหล่านั้น จะเป็นคนเป็นสัตว์ มีกายหยาบหรือกายละเอียด มีรูปหรือไม่มีรูปก็ตาม ให้ได้รับกระแสแห่งความเมตตานี้ แผ่ไป เมตตากรุณามุทิตาและอุเบกขา

อุเบกขาคือความวางเฉย แน่นอนบางอย่างเราควบคุมไม่ได้ เราไม่ได้สร้างเหตุปัจจัยเอาไว้ หรือพยายามสร้างเหตุปัจจัยแล้วมันก็อาจจะมีเหตุปัจจัยอย่างอื่นที่ทำให้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น เราจะต้องมีจิตที่ประกอบด้วยอุเบกขา คือความวางเฉย ในการที่จะไม่ให้จิตของเรานั้น ไปอยู่ในแดนที่เป็นอกุศล คือความลุ่มหลงยินดีพอใจกำหนัด หรือความที่ไม่พอใจพยาบาทเคียดแค้นไม่ยินดี ไม่ให้จิตของเราไปอยู่ในดินแดนอกุศลเหล่านั้นคนอื่นอาจจะทำไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่ง มีความเคียดแค้น มีความกำหนัดมีความเพลินไป เขาทำไม่ดีไปเนี่ย เรามีความกรุณาให้ ขณะเดียวกันก็มีอุเบกขาคือความวางเฉย ในการที่จะไม่ให้อารมณ์ของเรามีความขึ้นๆลงๆ เปลี่ยนแปลงไปตามการกระทำของคนอื่นต่างๆเหล่านั้น มีอุเบกขาตั้งเอาไว้ในทิศทั้ง 6 แผ่ไปทั่วทุกทิศทุกทาง ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย

 

จิตของเราที่ตั้งไว้ด้วยพรหมวิหารสี่ พรหมวิหารสี่นี่เป็นหัวข้อนะ หัวข้อของธรรมะคือเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ในทิศทั้งหก คือเบื้องหน้า เบื้องขวา เบื้องหลัง เบื้องซ้าย เบื้องบน เบื้องล่าง ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เห็นไม่เห็น มีเท้าหรือไม่มีเท้า มีรูปหรือไม่มีรูปต่างๆ ตั้งเอาไว้แล้ว แผ่ไปแล้ว กำหนดจิตให้เป็นแบบนี้ นี่คือในทางใจของเรา ช่องทางคือใจให้มันมีความเต็มขึ้น ให้มีความเอิบอิ่ม ให้มันมีความเพียบพร้อม ให้มีความตั้งอยู่ดำรงอยู่ ด้วยคุณธรรมต่างๆเหล่านี้แล้ว

 

 

ทำความสำเหนียกใจไว้เลย ทำความสำเหนียกใจไว้เลยว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คำพูดคำบอกคำจาคำเว่าที่จะออกจากปากของเรา จะให้มันเป็นสัมมาวาจา จะให้เป็นคำพูดที่เป็นประโยชน์ เป็นวาจาที่น่ารักต่อผู้ฟัง จะไม่พูดเสียดสีทิ่มแทง จะไม่พูดให้เขาขัดเคืองใจ ถึงแม้เราจะขัดเคืองใจ เราก็จะไม่พูดให้เขาขัดเคืองใจ สำเหนียกเอาไว้ ตั้งจิตเอาไว้

 

 

คำว่าที่เราสำเหนียกเอาไว้ตั้งจิตเอาไว้คือ visualize กำหนดจิต project เลยว่า ฉันจะทำแบบนี้ ต่อจากนี้ไปชีวิตของฉัน จะคิดแบบนี้ จะพูดแบบนี้ คือมีสัมมาวาจา เป็นวาจาที่ประกอบด้วยเหตุผล เป็นวาจาที่เป็นประโยชน์ เป็นคำพูดที่เป็นธรรมเป็นวินัย ไม่พูดโปรยประโยชน์ทิ้งเสีย เช่นว่าเป็นคำไร้สาระ เป็นคำพูดเล่นพูดหยอกอะไร ไม่พูดอย่างนั้น แต่พูดคำตรง พูดคำจริง เป็นประโยชน์

 

คำพูดที่ถ้าไม่เป็นประโยชน์ ร้อยคำ แสนคำ ล้านคำ คือมันไม่ประโยชน์ มันก็โปรยประโยชน์ทิ้งเสีย พูดเสียน้ำลายเปล่าๆ เหนื่อยพลังปอดเปล่าๆ แต่ถ้าคำพูดที่มีประโยชน์ ไม่ต้องมาก เอาคำสองคำ โอยคำพูดนั้นก็มีประโยชน์นะ เลิศ มีประโยชน์ บริสุทธิ์ ใส เป็นที่รักที่พอใจ

 

คำพูดบางคำมีประโยชน์แต่อาจจะไม่ถูกใจเขา เราต้องรู้จักพูด รู้จักกำหนดเวลาที่จะให้มันเหมาะสม สำเหนียกไว้เลย ว่าคำพูดที่เราจะพูดต่อไปนี้ จะต้องดี ดีในที่นี้ ไม่ใช่โกหกตอแหล ดีในที่นี้ไม่ใช่จะบอกหมดเปิดหมด แต่ดีในที่นี้หมายถึงจะเป็นประโยชน์ในการที่จะให้กุศลธรรมตั้งอยู่มีอยู่เกิดขึ้นในบุคคลที่ได้รับฟังคำเหล่านี้ ดีในที่นี้หมายถึงวาจาที่จะเป็นที่รักแก่ผู้ฟัง ผู้พูดนั้นก็ประกอบด้วยเมตตาจิต เป็นวาจาที่เป็นคำสุภาพที่ชาวเมืองเขาพูดกัน มีกำหนดเวลาที่เหมาะสม เป็นคำพูดที่มีประโยชน์

 

กำหนดจิตตั้งจิตเอาไว้ว่าตั้งแต่นี้ไปเราจะเป็นอย่างนี้ เราจะทำอย่างนี้ เป็นวาจาที่มีความใส เป็นวาจาที่มีประโยชน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของทางความคิดเป็นสังกัปปะ ไม่ใช่แค่เรื่องของคำพูดคือเป็นวาจา แต่ยังรวมถึงเรื่องการกระทำด้วย ด้วยจิตที่มีพรหมวิหารสี่ตั้งไว้กำหนดไว้อย่างนี้ ให้เราสำเหนียกไว้เลย ว่าการกระทำทางกายของเราจากนี้ไป การกระทำทางกายมือไม้ขยับออก จะเป็นการกระทำที่ไม่เบียดเบียนใคร เป็นการกระทำที่ยังประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

แน่นอนล่ะเราไม่ฆ่าสัตว์ เราไม่ลักทรัพย์ เราไม่ประพฤติผิดในกาม จะหยิบจับกินอะไรเข้าไปในทางปาก ก็ไม่เอาสิ่งที่เป็นพิษเป้นสุราเมรัยเป็นสารเสพติด จะหยิบจับอะไรเข้าไปในปาก ก็จะไม่ให้สิ่งนั้นเป้นการเบียดเบียนคนอื่น ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม ทางตรงเราไม่ฆ่าเองด้วยมือของเราเอง ทางปากเราไม่สั่งให้มีการฆ่าให้มีการเบียดเบียน ทางอ้อมเราก็ไม่ชักจูงชักชวนให้มีการเบียดเบียนทั้งในชีวิตความเป็นอยู่ ทั้งเรื่องการทำงานการทำมาหากิน

 

ตั้งจิตสำเหนียกไว้ เป็นลักษณะว่าคิดนึกไปเลยอ่ะ ศัพท์ทางภาษาวิทยาศาสตร์เขาก็จะใช้คำว่า visualization คือการ project ไปคิดไป ตั้งจิตเอาไว้ ในการที่เราจะไม่เบียดเบียน ในการที่เราจะให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เริ่มจากทางใจ ขยายออกไปทางวาจา และก็เป็นไปในทางกาย ตรงไหนทำได้ เอาตรงนั้นก่อนเลย

 

 

ในจิตบางทีมันอาจจะหลุดออกมาอาจจะเผลอ แต่ถ้าคุมวาจาได้ อันนี้เขาไม่ได้เรียกการ fakeไม่ได้เรียกการแสร้งทำการตอแหลหลอกท่านผู้ฟัง ในช่องทางคือวาจาเราก็ยังคุมได้ มันก็ยังเป็นความดี ถึงแม้ในจิตใจบางทีเราเผลอ แต่ทางกายเราอาจจะแบบพลาดพลั้งเผลอสติลืมไป ตามสังคมบ้างอะไรบ้าง แต่ในจิตของเราให้ตั้งความดีเอาไว้ ให้ตั้งสติไว้

 

 

นี่แหละจะเป็นการเฉลิมฉลองเป็นการบูชาที่เลิศที่สูงสุด ดีเยี่ยมที่สุด เอาชีวิตของเราเป็นเครื่องบูชา ชีวิตของเรามันก็มีอยู่สามช่องทางนี่เท่านั้นล่ะ ไม่ทางใจ ก็ทางวาจา หรือทางกาย

 

เราจะรู้ได้ไงว่าคนนี้เขามีอยู่ เราจะรู้ได้ไงว่าคนนี้เขาทำอะไรคิดอย่างไง เราก็ดูที่เขาคิดเขาพูดเขาทำ บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ ดูที่การกระทำ คำพูด แล้วก็ความคิดของเขา เราจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ ก็ความคิดการพูดและการกระทำของเรานี่แหละ

อาศัยวันนี้ อาศัยเหตุปัจจัยนี้ ให้เรามีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่ให้มันตลอดไปจากวันนี้

จนกระทั่งถึงวันที่เรายังมีชีวิตอยู่วันไหนก็ตาม ไม่ใช่แค่ชาตินี้ด้วย ถ้ามันยังมีชาติต่อๆไปและต่อไป อาจจะไม่มีชาติที่แปด แต่ชาติที่เจ็ดก็ต้องเป็นแบบนี้ อาจจะมีชาติที่แปดต่อไป แต่อสงไขยหน้าถ้ามันจะมี เรายังดำเนินชีวิิตต่อไป ก็ต้องตั้งจิตให้ด้วยการมีสัมมาสังกัปปะ วาจาให้มีสัมมาวาจา การกระทำทางกายก็เป็นสัมมากัมมันตะ การดำเนินชีวิตก็เป็นสัมมาอาชีวะ ในจิตใจนั้นก็มีทั้งสัมมาวายามะสัมมาสติ มีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ ให้ทั้งหมดเข้ากันเป็นอย่างดีในจิตใจของเรา เป็นสัมมาสมาธิเกิดขึ้น ศาสนาคือคำสอนนี้ท่านผู้ฟัง จะตั้งอยู่ดำรงอยู่ได้ตลอดกาลทีเดียว

 

 

“อานนท์ ความคิดอาจมีอย่างนี้แก่พวกเธอว่า ธรรมวินัยของเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มีศาสดา ดังนี้ อานนท์ พวกเธออย่าคิดดังนั้น ธรรมะก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่พวกเธอทั้งหลาย ธรรมะวินัยนั้นจะเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย โดยกาลล่วงไปแห่งเรา”

 

(มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. 10/159/128)

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง