ตั้งความเลื่อมใสให้ถูกต้อง

  • ควรตั้งศรัทธา (ความเลื่อมใส) อย่างไรให้ถูกต้อง
  • ศรัทธาไม่ควรเกิดจากความรักความชอบใจในบุคคล แต่ศรัทธาควรเป็นศรัทธาอันมีเหตุ
  • ศรัทธาที่ไม่ถูกต้องจะมีโทษ (ไม่ใช่ความเลื่อมใสมีโทษ แต่ความเลื่อมใสในบุคคลต่างหากที่มีโทษ)
  • ศรัทธาอันมีเหตุเป็นอย่างไร...พอศรัทธาเรามีปัญญาเป็นเหตุ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุ ตั้งไว้อยู่อย่างดี การได้ศรัทธาตรงนี้ พระพุทธเจ้าบอกว่า “เป็นลาภอย่างมาก (ลาภานุตริยะ)”
  • ถ้าเรามีความมั่นใจ คือ สัทธา มีความเลื่อมใส คือ ปสาทะ อันตั้งไว้อยู่อย่างถูกต้อง อย่างมีเหตุมีผลแล้ว ศาสนาคือคำสอนนี้ เจริญแน่นอน เจริญขึ้นมีขึ้นอยู่ในใจของเรา สามารถที่จะปรากฎออกมาภายนอกได้ โดยมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน มีความปรารถนาดีให้กัน มีความช่วยเหลือกัน มีความดีความงามเกิดขึ้นแน่นอน

 

“...ศรัทธาที่เราตั้งไว้ไม่ถูก เหมือนปุยนุ่นที่วางอยู่บนพื้นราบ ๆ...แค่ลมปากเราเป่าไป ปุยนุ่นมันก็ปลิวไปแล้ว...ศรัทธาเราเป็นอย่างปุยนุ่นรึป่าว?

แต่ถ้าศรัทธาอย่างมั่นคงจริง ๆ ต่อให้ลมพายุพัดมา เหมือนเสาที่เขาปักไว้อย่างดี มั่นคง มันก็ไม่ไปไหน และนี้คือ สองขั้วที่ตรงข้ามกัน

แต่บางคน “อยู่ในระหว่าง” (ในระหว่าง หมายความว่า ศรัทธาของเราก็ปักลงบนดินอย่างดี แต่บางทีมันอาจจะไม่แน่น หรือ อาจจะปักลงไปไม่ลึกหรือลึกบ้าง แต่พอโดนใครมาโยก พูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีกระแสอื่นเข้ามากระทบ บางทีมันเอียงกระเท่เร่ไป ยังไม่ล้ม แต่มันไม่มั่นคง”

 

ศรัทธาอย่างไรจึงจะถูกต้อง

อย่างแรกเอาที่ไม่ถูกก่อน ศรัทธาที่ไม่ถูกต้องจะมีโทษ คือ ศรัทธาแบบที่ตั้งไว้ด้วยความพอใจในบุคคล

 

“ศรัทธาไม่ควรเกิดจากความรักความชอบใจในบุคคล ศรัทธาควรเป็นศรัทธาอันมีเหตุ”

 

จาก อปัณณกสูตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)พระพุทธเจ้าตรัสถามชาวบ้านเมืองศาลาว่า มีใครที่ท่านปลงศรัทธาลงไปอย่างมีเหตุมีผลแล้วรึยัง(ศรัทธาอย่างไม่มีเหตุไม่มีผล คือ เขาว่าเห็นโกนผมห่มเหลือง เป็นนักบวชก็ศรัทธาหมด แต่ให้ดูเหตุที่ท่านตั้งศรัทธานั้นไว้ว่าอาศัยอะไร?)

ถ้าศรัทธาที่เกิดขึ้นอาศัยความรักความเข้าใจ อันนี้เป็นโทษ มีอันตรายได้ ใน ปุคคลปสาทสูตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

 

โทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคล 5 ประการ ได้แก่

  1. บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นต้องอาบัติ อันเป็นเหตุให้สงฆ์ยกวัตร เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ ถูกสงฆ์ยกวัตรเสียแล้ว เขาจึงเป็นผู้ไม่มีความเลื่อมใสมากในพวกภิกษุ เมื่อไม่มีความเลื่อมใสมากในพวกภิกษุ จึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม
  2. บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นต้องอาบัติ อันเป็นเหตุให้สงฆ์บังคับให้เขานั่งที่สุดสงฆ์ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รัก ที่ชอบใจของเรานี้ ถูกสงฆ์บังคับให้นั่งในที่สุดสงฆ์เสียแล้ว เขาจึงเป็นผู้ไม่มีความเลื่อมใสมากในพวกภิกษุ...จึงเสื่อมจากสัทธรรม
  3. บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นหลีกไปสู่ทิศเสีย เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ หลีกไปสู่ทิศเสียแล้ว เขาจึงเป็นผู้ไม่มีความเลื่อมใสมากในพวกภิกษุ...จึงเสื่อมจากสัทธรรม
  4. บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นลาสิกขา เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ ลาสิกขาเสียแล้ว เขาจึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น...จึงเสื่อมจากสัทธรรม
  5. บุคคลย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด บุคคลนั้นกระทำกาละเสีย เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า บุคคลผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้ กระทำกาละเสียแล้ว เขาจึงไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น เมื่อไม่คบหาภิกษุเหล่าอื่น จึงไม่ฟังสัทธรรม เมื่อไม่ฟังสัทธรรม จึงเสื่อมจากสัทธรรม

“...เราเลื่อมใสในบุคคลใด เพราะเขาเป็นที่รักที่ชอบใจของเรา นี้คืออันตราย เพราะถ้าบุคคลนั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น...ถ้าเราเลื่อมศรัทธาพระพุทธเจ้าด้วยความที่เรามีความรักความพอใจในตัวองค์ท่าน คุณผิดเลย พลาดได้ คุณจะได้รับโทษอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5 อย่างข้างต้นนี้ เพราะว่าถ้าเรารักในบุคคลใดบุคคลหนึ่ง อาศัยฉันทะ (ความพอใจ) ความรักใคร่ในบุคคลนั้นบุคคลนี้บุคคลเดียว ตรงนี้แหละที่กิเลสมันจะได้ช่อง กิเลสมันจะเสียดแทงเข้าตรงนี้ เพราะ ฉันทะความพอใจมันคือพวกตัณหา มันจะเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้ เป็นช่องเปิดให้กิเลสมันสวนเราเข้าตรงนี้ แล้วทำให้เราไม่ได้ตั้งศรัทธาไว้ในภิกษุเหล่าอื่น พอเราไม่ได้ตั้งศรัทธาไว้ในภิกษุเหล่าอิื่น จึงไม่ฟังธรรม ไม่ได้ฟังธรรมจึงไม่ตั้งตนอยู่ในธรรม ธรรมะก็เสื่อมไปจากเรา

ไม่ใช่ความเสื่อมใสมีโทษ แต่โทษของทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ในมรรคก็ตาม มันคืือความไม่เที่ยง มันมีอยู่แล้ว สิ่งที่มีความไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นโทษแน่นอน แต่ตัวมันนั้นมีประโยชน์มีคุณหรือไม่ เราจะต้องเอาตรงนี้มาใช้...ตรงไหนมีประโยชน์ตรงนั้นเราเอามาใช้ ตรงไหนมีโทษอุดเราป้องกัน ไม่ใช่ความเลื่อมใสมีโทษ แต่ความเลื่อมใสในบุคคลต่างหากที่มีโทษ แต่สิ่งที่มีความมั่นคง เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งได้ สิ่งนั้นคือ ศรัทธาที่มีเหตุ (สทฺธา ยสฺมิํ)

ศรัทธาที่มีเหตุนั้นควรจะมีเหตุมาจากปัญญาในการไตร่ตรองใครคร่วญพิจารณา ดังนั้น ศรัทธาต้องมีปัญญาเป็นเหตุ มีปัญญาในการไตร่ตรองใคร่ครวญพิจารณาถึงเนื้อหาในธรรมะ ไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นตัวเนื้อหาในธรรมะ นั่นคือ ธัมโม ไตร่ตรองใคร่ครวญพิจารณาด้วยปัญญาถึงการตรัสรู้ของคนที่ทำตามธรรมะแบบนี้แล้วเขาประพฤติดีขึ้นมาได้ นี้คือ พุทโธ (คุณธรรมของพุทโธ) หรือใครสักคนใดคนหนึ่งที่เอาธรรมะมาทำมาปฏิบัติแล้ว สามารถจะทำจากที่ไม่ดีให้มาเป็นดีได้ คนอื่นๆ นอกจากพระพุทธเจ้าก็สามารถทำได้ นั่นคือ สังโฆ (แต่ไม่ใชบุคลใดบุคคลหนึ่ง แต่หมายถึงคุณธรรมในการปฏิบัติ

พอเรามีปัญญาใคร่ครวญในทั้ง 3 ข้อนี้ ไล่มาจาก ธัมโม (เป็นข้อมูลที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้) พุทโธ (คนที่ปฏิบัติได้ ทำได้ผลจริง) สังโฆ (คนอื่นที่เขาทำแล้ว เขาก็ได้ผลด้วย)เอาพวกนี้น้อมเขามาสู่ตัวของเรา ไม่ใช่ไปวางไว้ในบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ศรัทธาตั้งไว้ในพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นคุณธรรม ไม่ได้วางไว้ในบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พอศรัทธาเรามีปัญญาเป็นเหตุ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเหตุ ตั้งไว้อยู่อย่างดี การได้ศรัทธาตรงนี้ พระพุทธเจ้าบอกว่า “เป็นลาภอย่างมาก (ลาภานุตริยะ)”

จริงอยู่เราอาจจะอาศัยบุคคลใดบุคคลหนึ่งในการที่จะได้ศรัทธานี้มา บุคคลนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็น “กัลยาณมิตร” เพราะนำความดีต่าง ๆ มาให้เรา

...เมื่อบุคคลใดบุคลหนึ่งที่เราได้เลื่อมใสนั้นเปลี่ยนแปลงไป แต่เราก็ยังสามารถที่จะมีความเลื่อมใสใน พุทโธ ธัมโม สังโฆ อยู่ ไม่หวั่นไหวไม่คลอนแคลน เพระพุทมื่อเรามีความศรัทธาในสงฆ์อยู่ เราก็คบหากับภิกษุเหล่าอื่นที่จะเป็นกัณยาณมิตรในการที่จะทำให้เกิดการเลื่อมใสในหมู่ (สงฆ์) ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นคุณธรรมในการปฏิบัติ เลื่อมใสในธรรมะ ไม่ใช่ตัวหนังสือที่อาจถูกเผาได้หรือคัมภีร์ที่อาจจะสูญหายไปได้ แต่เป็นคุณธรรมคือ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ดีแล้ว

พอมีความเลื่อมใส มีความมั่นใจ มีศรัทธาที่ประกอบด้วยเหตุจากปัญญาและสัมมาทิฏฐิแล้ว เราก็จะเข้าไปฟังธรรมะจากบุคคลที่เขามีการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บุคคลที่เขามีสังโฆ บุคคลที่เขามีธัมโม บุคคลที่เขามีพุทโธ อาศัยบุคคลนี้เป็นกัลยาณมิตรในการที่เราจะตั้งความเลื่อมใสไว้ใน พุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่ยังอาจไม่มั่นคง อาศัยบุคคลที่เขามี พุทโธ ธัมโม สังโฆ ที่มั่นคงให้ พุทโธ ธัมโม สังโฆ เกิดขึ้นในใจของเราให้มีความมั่นคง

พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ถึง 12 ขั้นตอนที่จะไปตามรู้ความจริงจากกัลยาณมิตรเหล่านี้ไ? (จังกีสูตร ลำดับแห่งความเป็นไป เพื่อจะได้รู้ซึ่งความเป็นจริง)

  1. ปลูกฝังศรัทธาลงไปในภิกษุนั้น ครั้นมีสัทธาเกิดแล้ว
  2. ย่อมเข้าไปหา ครั้นเข้าไปหาแล้ว
  3. ย่อมเข้าไปนั่งใกล้ ครั้นเข้าไปนั่งใกล้แล้ว
  4. ย่อมเงี่ยโสตลง ครั้นเงี่ยโสตลง
  5. ย่อมฟังซึ่งธรรม ครั้งฟังซึ่งธรรมแล้ว
  6. ย่อมทรงไว้ซึ่งธรรม
  7. ย่อมใคร่ครวญซึ่งเนื้อความแห่งธรรมทั้งหลาย อันตนทรงไว้แล้ว เมื่อใคร่ครวญซึ่งเนื้อความแห่งธรรมอยู่
  8. ธรรมทั้งหลายย่อมทนต่อความเพ่งพินิจ, เมื่อการทนต่อการเพิ่งพินิจของธรรมมีอยู่
  9. ฉันทะย่อมเกิดขึ้น ผู้มีฉันทะเกิดขึ้นแล้ว (ให้มีฉันทะในพุทโธ ธัมโม สังโฆ)
  10. ย่อมมีอุสสาหะครั้นมีอุสสาหะแล้ว(ความเพียร)
  11. ย่อมพิจารณาหาความสมดุลย์แห่งธรรม ครั้นมีความสมดุลย์แห่งธรรมแล้ว
  12. ธรรมเป็นเครื่องตั้งมั่น ย่อมตั้งมั่น;

เขาผู้มีตนส่งไปแล้วอย่างนี้อยู่ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปรมัตถสัจจะ ด้วย(นาม)กายด้วย, ย่อมแทงตลอดซึ่งธรรมนั้นแล้วเห็นอยู่ด้วยปัญญาด้วย

ศรัทธาที่มีเหตุเป็นการได้ที่ยอดเยี่ยม จะได้ทรัพย์สินเงินทอง จะได้สมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ์ กองเงินกองทองใหญ่เท่าภูเขาหิมาลัย มันยังมีค่าไม่ถึงแค่ 1 ใน 16 เสี้ยวของศรัทธาที่เราเกิดมีขึ้นไว้...ส่วนความรู้สึกที่มันสะเทือนใจสั่นไหวมันคืออะไร?

นั่นไม่ได้เรียกว่า “วิกฤตศรัทธา” ถ้าศรัทธาเรามีความมั่นคงอย่างนี้แล้ว แน่นอนผัสะมากระทบก็ธรรมดา สิ่งนั้นคือ “ความสลดสังเวช” เป็นสิ่งที่ดีว่า ให้เรามีความร้อนใจว่า ในสิ่งเหล่านี้มีความเปลี่ยนแปลงไปได้ ความที่มันไม่เที่ยงมีความเปลี่ยนแปลงไป เราจึงต้องรีบทำรีบปฏิบัติ จะนั่งเฉยนิ่งเฉยไม่ได้

 

ศรัทธาของเราประกอบด้วยเหตุรึยัง? มีเหตุมีผลที่ดีที่ถูกต้องจากปัญญาจากสัมมาทิฏฐิรึยัง? ลึก ๆ ๆ ให้พิจารณาดูลึกลงไป หยั่งลงไป ให้ศรัทธาเรามีความมั่นงคงแบบนี้ เมื่อมีศรัทธาที่มีความมั่นคงแล้ว ผัสสะเรื่องราวข่าวสารต่าง ๆ จะเป็นมาอย่างไร เรื่องราวต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงของบุคคล ความไม่เที่ยง เจ็บป่วยบ้างตายบ้าง มีความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น อันนี้มันมีได้ แต่ถ้าเรามีความมั่นใจ คือ สัทธา ถ้าเรามีความเลื่อมใส คือ ปสาทะ อันตั้งไว้อยู่อย่างถูกต้อง อย่างมีเหตุมีผลแล้ว ศาสนาคือคำสอนนี้ เจริญแน่นอน เจริญขึ้นมีขึ้นอยู่ในใจของเรา เมื่อเจริญขึ้นมีขึ้นอยู่ในใจของเราแล้วก็สามารถที่จะปรากฎออกมาภายนอกได้ ในครอบครัว ในสิ่งแวดล้อม ในที่ทำงานของเรา ก็จะมีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันมีความปรารถนาดีให้กัน มีความช่วยเหลือกัน มีความดีความงามเกิดขึ้นแน่นอน

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "ปุคคลปสาทสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

อ่าน "อปัณณกสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ 13 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 5 มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

อ่าน "อนุตตริยสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ 22 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 14 อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต

ฟัง "โทษของความเลื่อมใส" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ฟัง "ศรัทธาด้วยปัญญา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "อย่าศรัทธาด้วยอำนาจของตัณหา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2560

ฟัง "พระมหากัปปินะผู้เปี่ยมด้วยศรัทธา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือที่พึ่งอันสูงสุด" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ชม "กัลยาณมิตร 3 ระดับ" เผยแพร่ทาง YouTube Channel เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ฟัง "คำพุทธ – จังกีสูตร ว่าด้วย การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ฟัง "อธิบาย – จังกีสูตร ว่าด้วย การตามรักษาไว้ซึ่งความจริง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2560