เข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์

HIGHLIGHTS:

  • จะทราบได้อย่างไรว่า เราเข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์นั้นแล้ว
  • ความแตกต่างระหว่าง “ความขี้เกียจ” กับ “การวางอุเบกขา”
  • จิตคืออะไร จะแตกสลายเมื่อกายแตกดับหรือไม่

บทคัดย่อ

 

คำถาม 1: ความทุกข์ที่เราจะต้องทำความรู้จักเรียนรู้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราเข้าใจและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์นั้นได้แล้วจริงๆ ในทุกหนทุกแห่ง ไม่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง

คำตอบ 1: พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า “ความทุกข์เป็นสิ่งที่เราต้องกำหนดรู้” ซึ่งการกำหนดรู้ก็คือ การรอบรู้ เป็นเรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้องอย่างถ่องแท้

เกณท์ที่จะตรวจสอบว่าได้รอบรู้เรื่องทุกข์ได้ถูกต้องคือ

  1. ต้องเรียนรู้เรื่องความเกิด ความแก่ และความตายซึ่งเป็นความทุกข์
  2. ต้องรอบรู้เหตุเกิดของมัน ต้องรอบรู้ว่าตัวมันจะเป็นอย่างไร และเหตุเกิดของมันมาจากอะไร
  3. ต้องรู้ถึงผลของมัน
  4. ต้องรู้ถึงความดับไม่เหลือของมัน
  5. ต้องรู้ถึงวิธีการที่ให้มันดับไปได้
  6. ต้องรู้ประโยชน์ของมัน และ
  7. ต้องรู้โทษของมัน

การปฏิบัติตามหลักของศีล สมาธิ ปัญญา จะทำให้เข้าใจความทุกข์ได้ เมื่อเข้าใจแล้วจะละตัณหาได้ เพราะการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปดจะทำให้ตัณหามันหลุดลอกออกไป เมื่อละตัณหาหมดแล้ว เราชื่อว่าเป็นผู้เข้าใจความทุกข์หมดแล้ว แล้วจะปล่อยวางได้ ไม่เอาทุกข์มาเป็นของเรา เข้าใจว่าทุกข์ก็เป็นตามเหตุตามปัจจัยของมัน

มีพุทธพจน์ยืนยันว่า คนที่เข้าใจความทุกข์อย่างเต็มที่แล้วจะสามารถปล่อยวางความทุกข์ได้ จะสามารถที่จะไม่ยุบ ไม่ก่อ แต่ว่ายุบแล้วดำรงอยู่ คือในขณะที่ปฏิบัติให้เห็นถึงความเป็นอนัตตา ชื่อว่าเป็นผู้ที่ยุบอยู่ ยุบแล้วก็ไม่ก่อขึ้นซึ่งทุกข์ ไม่ก่อขึ้นทำให้ยุบอยู่ซึ่งทุกข์ ว่ามันไม่ใช่ของเรา ทำให้มันกระจัดกระจาย ไม่ทำให้มันเป็นกอง ทำให้มันมอด ไม่ทำให้มันลุกโพลง คือคำว่า มอด กระจัดกระจาย ทิ้งไปไม่ก่อขึ้น คือไม่ได้มาเป็นของเรา พยายามทำให้มันมอดลง ให้มันระงับลง ระงับลงคือไม่ได้มาเป็นของเรา ผ่านทางการปฏิบัติตามมรรคแปด มอดลงๆ จนกระทั่งไม่มีตัณหาเหลืออยู่เลย แต่ไม่ใช่ว่าความทุกข์ดับไป ความทุกข์มันก็มีตามเหตุตามปัจจัยของมัน แล้วอะไรดำรงอยู่ จิตก็ดำรงอยู่ตามเหตุตามปัจจัย ทุกข์เป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาาร วิญญาณ ก็ดำรงอยู่ตามเหตุตามปัจจัย

- - - ตอบคำถาม : คุณปฐวี จ. นครราชสีมา

 

คำถาม 2: ความแตกต่างระหว่าง “ความขี้เกียจ” กับ “การวางอุเบกขา” ว่ามีความต่างกันอย่างไร และตัวเราจะทราบได้อย่างไรว่าเรากำลังอยู่ในอกุศลกรรมที่เป็นการขี้เกียจนี้แล้ว

คำตอบ 2: เราสามารถแยกแยะตามคำจำกัดความได้ดังนี้

  1. ความขี้เกียจเป็นกุศลธรรมอย่างหนึ่ง จัดเป็นนิวรณ์และเป็นส่วนหนึ่งของทุกขสมุทัย ทำให้เกิดความเฉื่อยชา มึนตึง มืดบอด ไม่มีวิชชา
  2. อุเบกขาเป็นกุศลธรรม แบ่งเป็น
    • ส่วนที่เป็นความทุกข์(เวทนา) มีโทษคือ ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงได้ และสามารถเข้าไปยึดถือได้
    • ส่วนที่เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ธรรม(โพชฌงค์) สามารถใช้เป็นฐานในการที่จะก้าวลงสู่นิพพาน โดยการที่เราเห็นความไม่เที่ยง ความเป็นอนัตตา เราไม่ควรยึดถือและต้องปล่อยวางให้ได้

อย่างไรก็ตาม เราสามารถแบ่งแยกความแตกต่างกันของ “ความขี้เกียจ” กับ “การวางอุเบกขา” ได้จาก

  • ดูที่สภาวะจิตของเราว่ามันเป็นอย่างไร มีอาการมืดหรือสว่าง ร้อนหรือเย็นสบาย เป็นอกุศลหรือเป็นกุศล
  • ดูที่ธรรมะแวดล้อม เช่น ความมึนตึง การไม่รับผิดชอบ งานไม่เดิน ปัญหามากมายแต่ไม่ถูกแก้ไข เป็นต้น แตกต่างจากอุเบกขาเพราะจะสามารถวางเฉยได้ไม่ว่าจะพบเรื่องที่พอใจหรือเรื่องที่ไม่น่าพอใจก็ตาม สามารถทำงานได้โดยไม่ยึดติด

ทั้งนี้เราสามารถฝึกสติให้เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอด้วย “อนุสสติสิบ” เพื่อทำให้เกิดสมาธิมากขึ้น และสามารถละความขี้เกียจได้ในที่สุด

- - - ตอบคำถาม : ท่านผู้ไม่ประสงค์ออกนาม

 

คำถาม 3: จิตมันคืออะไรกันแน่ เป็นมวลสารพลังความร้อนหรือไม่ เพราะผู้ถามสังเกตดูว่าเวลานั่งสมาธิ ตัวจะค่อยๆ ร้อนขึ้นๆ และดวงจิตจะเริ่มมีพลังมากขึ้น จึงสงสัยว่าจิตของเราประกอบด้วยธาตุอะไรจึงไม่แตกสลายเมื่อกายดับไป

คำตอบ 3: คำว่า “จิตไม่สลายเมื่อกายแตกดับ” เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนและไม่ถูกต้อง เพราะจิตเองสามารถเกิดดับ แตกสลายได้ตามเหตุตามปัจจัย

จิตเป็นนามธาตุ (วิญญาณธาตุ) มีคุณสมบัติเกิดได้ ดับได้ เราเข้าไปรับรู้ได้ ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์จากการที่มันเปลี่ยนแปลงสภาพได้โดยการ

  • ทำให้มันมีกำลังหรือเป็นสมาธิมากยิ่งขึ้น
  • เข้าไปยึดถือไม่ได้ เพราะมันเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเราของเรา

- - - ตอบคำถาม : คุณปาริชาติ กรรณสูตร

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

  • หัวข้อก่อน bullet

     

  • HL1....
  • HL2.....
  • HL3....