เกิดมาให้มีกำไร

  • การแบ่งจ่ายทรัพย์ใน 4 ส่วนอย่างเหมาะสม ถือว่ามีทรัพย์อย่างดี
  • เมื่อจากโลกนี้ไป สิ่งที่จะติดตัวไป คือ บุญกุศล
  • กำไร คือ บุญกุศล ให้มีมากกว่าตอนที่เกิดมา

“..บุคคลทำกรรมใดทางกาย ทางวาจา หรือทางใจ กรรมนั้นแล เป็นสมบัติของเขา ทั้งเขาจะนำกรรมนั้นไปได้ อนึ่งกรรมนั้นย่อมติดตามเขา ดุจเงาติดตามตัวไป..”

- พุทธพจน์ -

 

 

ปฐมาปุตตกสูตรที่ 9

 

[386] สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับในเวลาเที่ยงวัน ครั้นแล้ว..ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีในพระนครสาวัตถีนี้ กระทำกาลกิริยาแล้ว หม่อมฉันให้ขนทรัพย์สมบัติอันไม่มีบุตรรับมรดกนั้น มาไว้ภายในพระราชวังแล้วก็มา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเฉพาะเงินเท่านั้นมี 8,000,000 ส่วนเครื่องรูปิยะไม่ต้องพูดถึง ก็แต่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น ได้บริโภคอาหารเห็นปานนี้ คือบริโภคปลายข้าวกับน้ำส้มพอูม ได้ใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มเห็นปานนี้ คือนุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบที่ตัดเป็นสามชิ้นเย็บติดกัน ได้ใช้ยานพาหนะเห็นปานนี้ คือใช้รถเก่าๆ กั้นร่มทำด้วยใบไม้ ฯ

[387] ..อสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ไม่ยังตนให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำเลย ไม่ยังมารดาและบิดาให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ยังบุตรและภรรยาให้ได้รับความสุขให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ยังทาสกรรมกรให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ยังมิตรและอำมาตย์ให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ยังทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน มีอารมณ์ดี มีวิบากเป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ ให้ตั้งอยู่ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย โภคะเหล่านั้นของเขาที่มิได้ใช้สอยโดยชอบอย่างนี้พระราชาทั้งหลายย่อมนำไปบ้าง โจรทั้งหลายย่อมนำไปบ้าง ไฟย่อมไหม้เสียบ้าง น้ำย่อมพัดไปเสียบ้าง ทายาททั้งหลายผู้ไม่เป็นที่รักย่อมนำไปบ้าง ฯ

เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่มิได้ใช้สอยโดยชอบของเขาเหล่านั้น ย่อมถึงความหมดสิ้นไปเปล่าโดยไม่ถึงการบริโภค ฯ ในที่ของอมนุษย์ มีสระโบกขรณีซึ่งมีน้ำใส มีน้ำเย็น มีน้ำจืดสนิท ใสตลอด มีท่าดี น่ารื่นรมย์ น้ำนั้นคนไม่พึงตักเอาไปเลย ไม่พึงดื่ม ไม่พึงอาบ หรือไม่พึงกระทำตามความต้องการได้ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ น้ำที่มิได้บริโภคโดยชอบนั้น พึงถึงความหมดสิ้นไปเปล่า โดยไม่ถึงการบริโภค แม้ฉันใด

 

อสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ไม่ยังตนให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำเลย ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่มิได้บริโภคโดยชอบของเขาเหล่านั้น ย่อมถึงความหมดสิ้นไปเปล่าโดยไม่ถึงการบริโภค ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ

 

[388] ..ส่วนสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ย่อมยังตนให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อมยังมารดาและบิดาให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อมยังบุตรและภรรยาให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อมยังทาสกรรมกรให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อมยังมิตรและอำมาตย์ให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อมประดิษฐานไว้ ซึ่งทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน มีอารมณ์ดี มีวิบากเป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย โภคะเหล่านั้นของเขา ที่บริโภคโดยชอบอยู่อย่างนี้ พระราชาทั้งหลายย่อมนำไปไม่ได้ โจรทั้งหลายย่อมนำไปไม่ได้ ไฟย่อมไม่ไหม้ น้ำย่อมไม่พัดไป ทายาททั้งหลายผู้ไม่เป็นที่รักย่อมนำไปไม่ได้ ฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่บริโภคอยู่โดยชอบของเขาเหล่านั้น ย่อมถึงการบริโภค ไม่ถึงความหมดสิ้นไปเปล่า ฯ ในที่ไม่ไกลคามหรือนิคม มีสระโบกขรณี ซึ่งมีน้ำใส มีน้ำเย็น มีน้ำจืดสนิท ใสตลอด มีท่าดี น่ารื่นรมย์ น้ำนั้นคนพึงตักไปบ้าง พึงดื่มบ้าง พึงอาบบ้าง พึงกระทำตามความต้องการบ้าง ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ น้ำที่บริโภคอยู่โดยชอบนั้น พึงถึงการบริโภค ไม่ถึงความหมดสิ้นไปเปล่า แม้ฉันใด

 

สัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ย่อมยังตนให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่บริโภคอยู่โดยชอบของเขาเหล่านั้น ย่อมถึงการบริโภค ไม่ถึงความหมดสิ้นไปเปล่า ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ

 

[389] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

 

น้ำมีอยู่ในที่ของอมนุษย์ คนย่อมงดน้ำที่ไม่พึงดื่มนั้น ฉันใด คนชั่วได้ทรัพย์แล้ว ย่อมไม่บริโภคด้วยตนเอง ย่อมไม่ให้ทาน ฉันนั้น ส่วนวิญญูชนผู้มีปัญญา ได้โภคะแล้ว เขาย่อมบริโภค และทำกิจ เขาเป็นคนอาจหาญ เลี้ยงดูหมู่ญาติ ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์ ฯ

 

 

ทุติยาปุตตกสูตรที่ 10

 

[390] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับในเวลาเที่ยงวัน ครั้นแล้ว..ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีในพระนครสาวัตถีนี้ กระทำกาลกิริยาแล้ว หม่อมฉันให้ขนทรัพย์สมบัติอันไม่มีบุตรรับมรดกนั้น มาไว้ในพระราชวัง เฉพาะเงินเท่านั้นมี 10,000,000 ส่วนเครื่องรูปิยะไม่ต้องพูดถึง ก็คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น ได้บริโภคอาหารเห็นปานนี้ คือบริโภคปลายข้าวกับน้ำส้มพอูม ได้ใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มเห็นปานนี้ คือนุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบที่ตัดเป็นสามชิ้นเย็บติดกัน ได้ใช้ยานพาหนะเห็นปานนี้ คือใช้รถเก่าๆ กั้นร่มทำด้วยใบไม้ ฯ

[391] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เรื่องเคยมีมาแล้ว คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น ได้สั่งให้จัดบิณฑบาตถวายพระปัจเจกสัมพุทธะ นามว่า ตครสิขี ว่าท่านทั้งหลาย จงถวายบิณฑะแก่สมณะแล้วลุกจากอาสนะเดินหลีกไป แต่ครั้นถวายแล้ว ภายหลังได้มีวิปฏิสารว่า บิณฑบาตนี้ ทาสหรือกรรมกรพึงบริโภคยังดีกว่า นอกจากนี้เขายังปลงชีวิตบุตรน้อยคนเดียวของพี่ชาย เพราะเหตุทรัพย์สมบัติอีก การที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น สั่งให้จัดบิณฑบาตถวายพระตครสิขีปัจเจกสัมพุทธะ ด้วยวิบากของกรรมนั้น เขาจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ 7 ครั้ง ด้วยวิบากอันเป็นส่วนเหลือของกรรมนั้นเหมือนกัน ได้ครองความเป็นเศรษฐีในพระนครสาวัตถีนี้แหละถึง 7 ครั้ง ฯ

การที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้นถวายแล้วภายหลังได้มีวิปฏิสารว่า บิณฑบาตนี้ทาสหรือกรรมกรพึงบริโภคยังดีกว่า ด้วยวิบากของกรรมนั้น จิตของเขาจึงไม่น้อมไปเพื่อบริโภคอาหารอันโอฬาร จิตของเขาจึงไม่น้อมไป เพื่อใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มอันโอฬาร จิตของเขาจึงไม่น้อมไปเพื่อใช้ยานพาหนะอันโอฬาร จิตของเขาจึงไม่น้อมไปเพื่อบริโภคเบญจกามคุณอันโอฬาร ฯ ก็แหละการที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น ปลงชีวิตบุตรน้อยคนเดียวของพี่ชาย เพราะเหตุทรัพย์สมบัติ ด้วยวิบากของกรรมนั้น เขาจึงถูกไฟเผาอยู่ในนรกหลายปี หลายพันปี หลายแสนปี ด้วยวิบากอันเป็นส่วนเหลือของกรรมนั้นเหมือนกัน ทรัพย์สมบัติอันไม่มีบุตรรับมรดกของเขานี้ จึงถูกขนเข้าพระคลังหลวงเป็นครั้งที่ 7 ฯ ก็บุญเก่าของคฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้นหมดสิ้นแล้ว และบุญใหม่ก็ไม่ได้สะสมไว้ ฯ ก็ในวันนี้ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี ถูกไฟเผาอยู่ในมหาโรรุวนรก ฯ

[392] พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

 

ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงินทอง หรือข้าวของ ที่หวงแหนอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ทาส กรรมกร คนใช้ และผู้อาศัยของเขา พึงพาเอาไปไม่ได้ทั้งหมด จะต้องถึงซึ่งการละทิ้งไว้ทั้งหมด ฯ ก็บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ กรรมนั้นแหละ เป็นของๆ เขา และเขาย่อมพาเอากรรมนั้นไป อนึ่งกรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน ฉะนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลควรทำกรรมดี สั่งสมไว้สำหรับภพหน้า บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในโลกหน้า

 

 

การแบ่งจ่ายทรัพย์ เพื่อให้มีการใช้สอยในการบริโภคอย่างเหมาะสม เมื่อแบ่งจ่ายทรัพย์ให้ดีแล้ว มีแล้วเหมือนมันมี มีแล้วได้ใช้ อันนี้มันดี ซึ่งพระพุทธเจ้าได้แบ่งไว้ 4 ส่วน คือ

 

  1. ใช้ในการบริหารจัดการภายในครัวเรือนให้เป็นไปอย่างดี ทำตนเอง มารดาบิดา บุตรภรรยา คนที่อยู่รอบข้าง ให้เป็นสุขให้อิ่มหนำ
  2. แบ่งจ่ายเก็บเอาไว้ ในคราวลำบาก หรือในเหตุฉุกเฉิน หรือในการลงทุน
  3. การสงเคราะห์ประเทศชาติ คนอื่นๆ ญาติแบบให้เปล่า
  4. การทำบุญให้กับเนื้อนาบุญ คือ สมณะพราหมณ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

 

เงินสดหรือทรัพย์สินต่างๆ นั้น มันมีอยู่จริงๆ หรือเปล่า มันมีหรือไม่มีกันแน่ ถ้ามีแล้ว ไม่ได้ใช้สอยให้เกิดประโยชน์ ไม่ได้มีการแบ่งจ่ายทรัพย์อย่างดี มีส่วนที่เก็บ มีส่วนที่ใช้ ส่วนนี้นำออกบริจาค ส่วนนี้จะทำบุญสร้างกุศล ถ้ามีการใช้จ่ายแบบนี้ ถือว่า คุณมีทรัพย์อย่างดี แต่ถ้าไม่ได้เป็นแบบนี้มันจะเสียดาย

 

พอเวลาตายไป เอาอะไรไปไม่ได้สักอย่างเดียว เงินที่มี ทรัพย์สินทั้งหมด เงินสด ที่ดิน หุ้น ตราสารหนี้ต่างๆ ก็ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ทั้งสิ้น ก็มีคนอื่นมาเอาไป..ทรัพย์สินต่างๆ เหล่านั้น เอาไปไม่ได้เลย ถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนเป็นบุญเป็นกุศล ไม่ได้มีการบริหารจัดการแบ่งจ่ายทรัพย์อย่างดี

 

เมื่อเราจากโลกนี้ไปโลกหน้า สิ่งใดที่หวงแหนเอาไปไม่ได้เลย ส่ิงที่จะติดตัวเราไปคือ บุญกุศล ที่เราสร้างสมไว้ในปัจจุบันนี้ เราทำบุญสร้างบุญให้เกิดขึ้นในใจของเรา แบ่งจ่ายทรัพย์ให้ดี ทำการงานอย่างขยันขันแข็ง รู้จักเลี้ยงดูบิดามารดา รู้จักที่จะพูดดี คิดดี ทำดี ทำสังคมนี้ให้มันเจริญก้าวหน้า ถ้ามีลูกก็สั่งสอนให้เป็นคนดี มีเพื่อนร่วมงานก็ให้มีเมตตาต่อกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ถ้าในวินาทีเราจะจากโลกนี้ไป เรายังมีกำไร ยังมีกำไร คือ บุญกุศล ที่มากกว่าเพิ่มขึ้นจากตอนที่เราเกิดมา ให้เรามีกำไรอย่างนี้

 

บัญชีบุญ บัญชีบาป เรามีมากหรือน้อยขนาดไหน แล้วสั่งสมกรรมดีให้มากขึ้น บุคคลที่ทำกรรมดี สะสมกรรมดีไว้ นี่แหละจะเป็นสมบัติในโลกนี้ เป็นสมบัติในโลกหน้า บุญกุศลนี่แหละ จะเป็นที่พึ่งของเราในโลกหน้า

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง