จิตเป็นของกลับกลอก

  • จิตที่ยังไม่ได้ฝึกจะมีสภาพกลับกลอก เปรียบเหมือนหม้อที่ไม่มีเฉวียน ลูกศรที่ยังไม่ได้ดัด ลิงหรือสัตว์ป่าที่ยังไม่ได้ฝึก
  • จิตนี้ฝึกได้ ค่อยๆ ฝึกไป ทำอย่างพอดีๆด้วยความที่อินทรีย์ต้องมีความเสมอๆกัน เหมือนวิธีการที่นายช่างศรดัดศร มีทั้งจุ่มน้ำข้าว เผาลน ดัดอัดด้วยแรงจากไม้ง่าม
  • จิตนี้เมื่อถูกฝีก จากที่ติดในกาม เมื่อทำให้ออกจากกามจากสิ่งที่คุ้นเคย จะมีการดิ้นรน เปรียบเหมือนปลาที่ถูกซัดขึ้นบนบกก็จะดิ้นพล่าน แต่เมื่อปล่อยไว้สักพักจะสงบลง จิตเองก็เช่นกัน
  • เราจะเห็นความจริงนี้ได้ ก็ด้วยการฝึกให้จิตนั้นเป็นอารมณือันเดียว เข้าถึงความประภัสสรบ่อยๆ แล้วให้เห็นว่าแม้ความประภัสสรนั้นเองก็ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ควรยึดถือ จะปล่อยวางได้

 

“ผนฺทนํ จปลํ จิตฺตํ          ทุรกฺขํ ทุนฺนิวารยํ

อุชุ ํ กโรติ เมธาวี          อุสุกาโรว เตชนํ

วาริโชว ถเล ขิตฺโต          โอกโมกตอุพฺภโต

ปริผนฺทติทํ จิตฺตํ          มารเธยฺยํ ปหาตเว ฯ”

...ชนผู้มีปัญญาย่อมทำจิตที่ดิ้นรน กลับกลอกอันบุคคลรักษาได้ยาก ห้ามได้ยาก ให้ตรง ดุจช่างศรดัดลูกศรให้ตรงฉะนั้น จิตนี้ อันบุคคลผู้ทำความเพียรยกขึ้นจากอาลัย คือกามคุณ 5 แล้วซัดไปในวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อละบ่วงมาร ย่อมดิ้นรน ดุจปลาอันพรานเบ็ด ยกขึ้นจากที่อยู่ คือน้ำ แล้วโยนไปบนบก ดิ้นรนอยู่ฉะนั้น...

จิตตวรรควรรณนา 1.เรื่องพระเมฆิยเถระ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคที่ 3.

 

และนี่คือรายการธรรมะรับอรุณ ข้าพเจ้าพระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี นั่งพูดอยู่ที่นี่ล่ะท่านผู้ฟัง แล้วก็ส่งเสียงมาตามสัญญานเครือข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ ให้ท่านผู้ฟังฟังผ่านทางรายการวิทยุบ้าง ผ่านทางอินเตอร์้เนตโดยเครื่งอเล่นแบบต่างๆบ้าง ผ่านทางสายสัญญาน 3g 4g หรือว่า5g อะไรที่มันจะมีมาก็ตาม

ฟังธรรมะท่านผู้ฟัง ฟังแล้วให้เกิดการปฏิบัติ ให้เกิดการทำ ท่านผู้ฟังรู้มั้ยว่าทำไมเขาถึงไม่เอาเช่นเสือสิงโตให้มาเลี้ยงแบบหมาแมว อย่างเช่นสัตว์เลี้ยงในบ้านเช่นสุนัขเช่นแมวเนี่ยมันเชื่อง มันยังพูดคุยสั่งงานกันได้บ้างบางครั้งบางคราว ให้มันอยูนิ่งบ้างให้มันไม่ทำร้ายคนบ้าง แต่ว่าสัตว์ป่าท่านผู้ฟัง ถึงแม้ว่าจะมีความสามารถในการหาอาหาร มีความสามารถในการเอาตัวรอด มีความแข็งแรงอะไรต่างๆมากกว่าสัตว์เลี้ยงในบ้านทั่วๆไป แต่เราไม่เอามาเลี้ยงเอาไว้ เพราะว่าความที่มันไม่เชื่อง ความที่ถ้าเราจะบอกให้มันหยุด มันจะวิ่งหนี บอกให้มันซ้าย มันก็จะกินเราเป็นต้น

ถึงแม้จะมีคุณสมบัติอื่นๆดีๆอย่างไรก็ตาม แค่ความที่ไม่เชื่องตัวเดียวเท่านั้นล่ะ โอ๊ยให้มาเป็นสัตว์เลี้ยงไม่ได้ เอามาใช้ประโยชน์เอามาใช้งานไม่ได้ ช้างหรือม้าหรือโคที่ว่าจะมีประโยชน์ต่อมนุษย์เนี่ย ก็ต้องผ่านการฝึกก่อนนะ ฝึกชนิดที่ว่าให้รับคำสั่ง รู้จักที่จะสงบในเวลาอยู่ในแดนบ้าน รู้จักที่จะทำกิจที่ควรทำตามที่เจ้าของเจ้านายเขาบอกเขาสั่ง รู้ใจกัน เขาต้องมีการฝึก สัตว์ป่าจะมีประโยชน์ก็ต้องนำมาทำการฝึก

เช่นเดียวกันท่านผู้ฟัง ใจของคนเรา จิตใจของคนเราถ้าไม่ได้การฝึก เที่ยวแส่ซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆที่มากระทบ ถ้าเสียงมากระทบผ่านทางลิ้น หรืออาหารกระทบผ่านมาทางหู มันเข้าไม่ได้หรอกท่านผู้ฟัง เสียงมันจะไปเข้าทางลิ้น กลิ่นมันจะไปเข้าทางหู มันจะเป็นไปได้อย่างไง ไม่ได้ มันต้องมาตามช่องทางของมัน โดยเสียงก็ต้องผ่านมาทางหู กลิ่นก็ต้องผ่านมาทางจมูก รสก็ต้องผ่านมาทางลิ้น ถ้าเผื่อว่ายังไม่ตื่น ก็ตื่นกันได้แล้ว ตั้งใจฟังกันให้ดี

 

...เพราะว่าการฝึกจิตมันเป็นเรื่องสำคัญ ทำไม จิตมันเป็นของกลับกลอก จิตมันเป็นของป่า มันมีความไม่เชื่องของมันอยู่ เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบนี้ เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบอื่น มีการปรุงแต่ง มีการทำให้วิจิตรพิสดาร นี้เป็นธรรมชาติของมัน ก็จึงใช้คำว่าวิจิตรพิสดารน่ะ...

 

จิตที่ในความหมายว่าวิจิตรพิสดาร โอโห อลังการ เปลี่ยนแปลง มีการปรุงแต่ง นี่คือจึงเอามาตั้งเป็นชื่อของจิต ความเป็นวิจิตรพิสดาร มาจากรากศัพท์คำนี้ ว่าจิตที่มีความไม่อยู่นิ่ง เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ต่างๆ เป็นของกลับกลอก เดี๋ยวกลิ้งไปตามทางโน้นตามทางนี้

พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับหม้อบ้านเชียง ท่านผู้ฟังนึกถึงหม้อบ้านเชียงออกมั้ย ที่จังหวัดอุดรธานีมีอำเภอหนึ่งที่เรียกว่าอำเภอหนองหาน ก็อยู่ตรงนี้หล่ะตำบลบ้านเชียง เป็นมรดกโลกแห่งหนึ่ง ที่ตำบลบ้านเชียงก็จะมีเอกลักษณ์อย่างหนึ่งก็คือเป็นหม้อ เขาขุดพบขึ้นบริเวณนี้ เป็นของแบบมนุษย์ในสมัยโบราณ หม้อที่เขาทำก็จะมีเอกลักษณ์ว่า ก้นมันเป็นทรงกลม มันแบบว่าจะไม่ได้เป็นราบๆเรียบๆ ที่เหมือนหม้อในสมัยปัจจุบันเนี่ย ก้นมันจะราบแบน คุณตั้งที่บนโต๊ะบนเตาอะไรก็ตั้งได้เลย

แต่หม้อบ้านเชียงเนี่ย มันจะเป็นกลมๆ ที่เขาต้องทำอย่างงั้นในสมัยก่อน เพราะว่าอุปกรณ์ต่างๆมันไม่ได้มีความ hitech ไม่ได้มีคุณสมบัติความแข็งแรงอะไรต่างๆเหมือนสมัยปัจจุบัน เพื่อที่จะให้หม้อนั้นมีความแข็งแรง เขาก็ต้องทำให้มันเป็นทรงกลม เพราะว่าถ้ามันงอตรงไหนเป็นเหลี่ยมตรงไหนมันจะแตกก่อน ตรงมุมตรงยอดอะไรเนี่ยมันรับแรงกระทบอยู่เรื่อยเดี๋ยวมันก็แตก โครงสร้างก็จะไม่มีความแข็งแรงเท่ากันกับที่เป็นกลมๆ เพราะฉะนั้นเพื่อให้หม้อมีความแข็งแรง เขาก็ปั้นให้เป็นทรงกลม ปั้นขึ้นมาแล้ว แหม แข็งแรงอยู่ก็จริงอ่ะ แต่เวลาวางบนพื้นที่เรียบเสมอกัน หม้อนี้ก็จะกลิ้งไปกลิ้งมา คลุกคลิกไปคลุกคลิกมา ของที่อยู่ข้างในก็จะหกไปทางนั้นบ้างทางนี้บ้าง

 

นี่คือลักษณะของจิตท่านผู้ฟัง เป็นอย่างงี้ เหมือนหม้อ กลิ้งไปกลิ้งมาได้ เหมือนกับเด็กที่ไม่อยู่นิ่ง เด็กที่จะไม่ได้อยู่ในอิริยาบทเดียวอยู่ตลอด

 

ท่านผู้ฟังที่ไม่ว่าจะเดินทางโดยเครื่องบิน รถทัวร์ รถไฟเนี่ย เวลาที่เราเห็นเด็กที่เขาเดินทางไปด้วยกับพ่อแม่ เดินทางมาร่วมรถคันเดียวกันเครื่องบินลำเดียวกันเรือลำเดียวกันเนี่ย เราจะเห็นว่าเด็กเนี่ย บางคนก็เดี๋ยวเดินไปทางนั้น เดี๋ยวไปเข้าห้องน้ำ เดี๋ยวเดินไปข้างหน้าข้างหลัง วิ่งเล่นไป โอ๊ว ไม่อยู่นิ่ง ไม่อยู่นิ่ง

แต่ผู้ใหญ่ที่รู้กาละเทศะ ใช่มั้ย เขาก็จะเออ เวลานี้ควรนั่ง ถ้าเขาให้นั่งแล้วไม่อยากนั่ง เช่นเวลาที่เครื่องบินมันขึ้นมันลงเนี่ย คุณต้องรัดเข็มขัดคุณจะต้องอยู่นิ่งให้ได้ แต่ถ้าเด้กไม่ยอมที่จะอยู่นิ่ง จะร้องไห้ออกมา ก๊ากๆขึ้นเนี่ย โฮๆขึ้น ก็ด้วยความที่มันไม่อยู่นิ่งยังไม่ได้ฝึก ยังไม่ได้มีความรู้จากกาละเทศะ รู้อะไรควรทำไม่ควรทำ เวลาไหนควรเล่นเวลาไหนควรหยุด ผู้ใหญ่ก็จะอยู่ในวิสัยที่พอที่จะควบคุมตัวเองได้ นี่คือโดยทั่วๆไปนะ ผู้ใหญ่บางคนก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ก็มี แต่โดยทั่วๆไปเนี่ย จะมีมารยาทมีการรู้กาลเทศะแบบนี้

อันนี้ท่านเปรียบเทียบเอาไว้ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเอาไว้ เปรียบเทียบว่าจิตเนี่ยมีความกลับกลอก ดิ้นรน ไม่อยู่ในสถานะอย่างเดียว เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนี้ หม้อนี่ก็กลิ้งไปทางนั้น เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนั้น นี่ก็กลิ้งมาทางนี้ เหมือนเด็กที่ไม่ได้อยู่ในอิริยาบทเดียว แล่นหน้าแล่นหลัง ลุกเดิน จะให้มานั่งเรียนเฉยๆก็เดี๋ยวไปเล่นเกมส์ เอ๊ะแต่ทำไมเวลาเล่นเกมส์ทำไมนั่งอยู่ได้อย่างเดียว แต่พอเล่นเกมส์เบื่อก็เดี๋ยวเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่น

จิตที่มีความกลับกลอก เหมือนกับโค โคคือวัวหรือควายก็ตาม ที่เวลาที่ถ้าชาวนาเขาพามันเดินไปตามคันนา ที่มีข้าวกล้า โอโหปลูกอยู่เต็มไปหมดเลย ข้าวโตแล้ว แหมวัวนี่มันจะแบบ หวานเลยล่ะ มันจะแลบลิ้นยาวๆ แล้วก็ว๊าบกินข้าวเนี่ย เพราะว่าหญ้าที่เป็นข้าวเนี่ยมันหวานนะ มันน่ากินมันหวานกว่าหญ้าธรรมดาทั่วๆไป วัวควายก็ชอบกินต้นข้าว ชาวนาก็จะดึงมันล่ะ แต่ด้วยความที่มันตัวใหญ่ บางทีดึงไม่ไหว สู้แรงมันไม่ได้ จะเขาข่มเขามัน บางทีแรงมันมากกว่า มันจะกิน โอ๊ย มันไม่ทันแล้ว เสียต้นข้าวไปสิบยี่สิบต้นแล้ว เขาก็ต้องตีมัน ต้องใช้อุปกรณ์เข้าช่วย ใช้ฆ้อนใช้ด้ามพร้า หรืออะไรตีมันที่จมูกตีมันที่หัว เพื่อที่จะสอนมันว่า อันนี้กินไม่ได้นะ อย่าไปทางนั้น อย่าทำอย่างนี้ แต่ให้ไปตรงๆ

จิตที่มีความเป็นของกลับกลอก เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ต้องเอาตัวคนอื่นยกตัวอย่างนั่นนี่โน่นพอแรงแระ เอาตัวเราเอง เอาตัวเราเอง เออใช่ เดี๋ยวเราก็คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ต้องการที่จะคิดเรื่องนี้อยู่ บางทีมันก้กลับไปคิดเรื่องเดิม หรือต้องการแต่จะคิดแต่เรื่องนี้ ให้มันได้ให้มันดีให้มันจบ แต่เดี๋ยวมันก็กลับไปคิดอย่างอื่นอีก เรื่องที่ต้องการคิดบางทีมันไม่คิดให้ คิดไม่ออก

เอ๊ะ ฉันเก็บกุญแจไว้ที่ไหน เอ๊ะ ที่นี่ ฉันเดินมาที่นี่ทำอะไร เดี๋ยวนี้คนอายุมากบางทีท่านผู้ฟัง ลุกขึ้นเดินจากที่นั่งที่โต๊ะของตัวเอง เดินไป ลืมไปว่า เอ๊ะ ฉันจะเดินมาทำอะไร บางทีเรื่องที่ต้องการจะคิดจะรู้ มันดันคิดไม่ออก จำไม่ได้ ลืมไป หรือเรื่องที่ไม่ต้องการคิด เช่นเรื่องเศร้าใจเรื่องทุกข์ใจบางอย่าง คนนี้ตาย เงินหาย โอ๊ย เรื่องนี้เศร้ามากเลย แต่มันดันคิดอยู่เรื่อย หน้าของบางคนที่เราไม่ต้องการคิดถึง มันก็ดันคิดถึงอยู่เรื่อย ทำไมมันเป็นอย่างนี้ จิตมันทำไมแบบ ไม่สามารถที่จะสั่งให้มันทำตามที่เราต้องการได้

การที่สั่งไม่ได้ บางทีว่าไม่ฟังเนี่ย คือความที่มันกลับกลอก คือมันยังไม่เชื่อง ยังไม่รับคำสั่ง มีความดิ้นรน มีความทุรนทุราย มีความกลับกลอกของมัน ซึ่งความดิ้นรนความกลับกลอกเนี่ยเป็นลักษณะของจิตอยู่แล้ว นั่นก็เป็นเพราะราคะ โทสะ โมหะ ที่มันฝังอยู่ในจิต ทำให้จิตนั้นมีความดิ้นรนไปในลักษณะที่แบบ โห เร่าร้อน โกรธ ไม่พอใจ เป็นความโกรธ เป็นคามขัดเคือง เป็นความพยาบาทออกมา ทำให้จิตนั้นมีลักษณะแบบหิวโหยกระหาย อยากได้ ต้องได้ไม่ได้ไม่ได้ นี่เป็นราคะออกมา หรือให้ดิ้นรนกลับกลอกไปในลักษณะแบบงงไม่รู้เรื่องจะทำอย่างไง บางทีก็จะหนี บางทีก็จะอยู่นิ่ง ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร มึนตึงไป มืดไป ด้วยโมหะ ก็เป็นราคะเป็นโทสะเป็นโมหะ ที่ฝังอยู่ในจิตนั่นแหละ กิเลสมันจะเกิดก็เกิดขึ้นในจิตนี่แหละ

แต่บางทีนะ มันก็ประภัสสรนะ ไอ้ที่ว่าดิ้นรนกลับกลอกเดี๋ยวเป็นอย่างงี้เดี๋ยวเป็นอย่างอื่นบางทีมันก็นิ่งได้เหมือนกัน นิ่งสว่างสดใสเป็นประภัสสร เป็นได้สักพักหนึ่ง แหม ไม่ทันนาน ออกจากสมาธิได้โลดโผนอีกแล้ว เหมือนลิง เวลาเที่ยวไปในป่าก็เกาะกิ่งนี้ โหนตัวไปเที่ยวไปแล้วก็ปล่อยกิ่งเดิมเกาะกิ่งใหม่ โหนตัวไปก็ปล่อยกิ่งเดิมเกาะกิ่งใหม่เรื่อยไปๆ

 

จิตเป็นอย่างนี้ มีธรรมชาติที่มีความดิ้นรนกลับกลอก เดี๋ยวบางทีก็นิ่ง เดี๋ยวบางทีก็ไปรับรู้อารมณ์ตามตาหูจมูกลิ้นกายและใจ สิ่งไปรับรู้นั้นก็ไม่มีอะไรอื่นนอกจากรู้เสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะและธรรมารมณ์

 

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ”

อัสสุตวตาสูตรที่ 1

 

เปรียบเทียบไว้เหมือนกับลิงบ้าง เหมือนกับเด็กที่ไม่อยู่ในอิริยาบทเดียวบ้าง เหมือนกับโคที่ไปเที่ยวกินข้าวกล้าในแปลงนาบ้าง หรือเหมือนกับลูกศรที่มันมีความคดมีความไม่ตรง ที่คดและไม่ตรงนั้นเพราะว่าโทษในเนื้อไม้ ไม้ที่บางทีเขาจะเอามาทำลูกศร บางทีมันก็คดมันก็เบี้ยวมันก็ไม่ตรง คุณสมบัติของไม้บางทีก็ไม่เหมือนกัน แก่บ้างอ่อนบ้าง เป็นกระพี้บ้าง เป็นแก่นบ้าง เอามาทำเป็นลูกศรบางทีมันก็คด จิตเรามันก็คดไปเบี้ยวไปด้วยราคะโทสะและโมหะอย่างที่ว่า

วิธีการ นี่คือประเด็นที่สำคัญที่ว่า ทำไมจะเราต้องมาปฏิบัติธรรม ทำไมเราต้องมาฟังธรรม ทำไมเราต้องมาศึกษาดูด้วยการปฏิบัติให้มีความรู้มีปัญญานั่นนี่เกิดขึ้น นี่แหละคือประเด็นว่า เวลาช่างศรเขาเจอลูกศรที่เขาคด ไม้ที่มันมีโทษอยู่ในเนื้อไม้เนี่ย อันไหนแก้ไม่ได้เขาก็ทิ้งไป ทิ้งไปกำจัดออก อันไหนพอดัดได้แก้ได้ เขาก็จะเอามาดัด วิธีการดัดของนายช่างศรที่เขาจะดัดลูกศร ดัดที่มันคดใช้งานไม่ได้ ให้มันตรงขึ้นมา เขาจะต้องเอาจุ่มลงในน้ำข้าวหรือในน้ำมัน แล้วก็ไปลนไฟ ที่ต้องจุ่มลงในน้ำข้าวหรือน้ำมันก่อนนั้น เพื่อที่ให้สารนี้มันยึดเนื้อของไม้ที่มันคดนั้นเอาไว้ก่อน ประสานกันไว้ก่อน เพราะว่าถ้าโดนไฟลนบางทีมันไหม้ หรือบางทีเนื้อไม้มันขยายมันแตก เพื่อที่จะไม่ให้มันแตก ไม่ให้มันปริ ไม่ให้มันไหม้ ก็ต้องจุ่มด้วยน้ำข้าวหรือน้ำมันเสียก่อน

เอ้า ในเมื่อไม่ต้องการให้มันแตกไม่ให้มันไหม้แล้วไปลนไฟทำไม ที่ต้องลนไฟ เพื่อให้มันขยายตัวบ้าง เพื่อให้มันมีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้วก็ดัดมัน คือต้องการให้มันตรงไง จึงต้องไปลนไฟ แต่ยังไม่จบ ลนไฟแล้วก็ต้องดัดต้องใส่แรงเข้าไป เวลาเขาดัดท่านผู้ฟัง ช่างศรเขาก็ต้องดัดกับไม้ง่าม ไม้ง่ามเนี่ยมีเป็นเหมือนกับ ถ้าท่านผู้ฟังเคยยิงหนังสติ็กเนี่ยนะ หนังสติ๊กนี่ เขาก็จะต้องมีไม้ ที่เป็นจับพอดีมือ และก็เป็นง่ามขึ้นมาสองข้าง ผูกหนังสติ๊กไว้ตรงกลางให้มันหย่อนๆหน่อย แล้วก็เอาลูกหินบ้างลูกแก้วบ้างอะไรใส่ไปตรงกลาง แล้วก็ดีดผึงไป ลักษณะของไม้ง่ามแบบนี้ เป้นไม้ง่ามที่นายช่างศรเขาจะใช้ในการดัด

อ้าวแล้วถ้าไม่ลนไฟก่อนอยู่ๆเอาไปดัดได้มั้ย ไม่ได้ เพราะมันจะคืนรูปเดิม มันจะดัดไม่ได้ วิธีการคือเขาต้องเอาไปเผาไฟลนไฟ แต่ถ้าลนแต่ไฟอย่างเดียว มันก็จะแตกจะปริจะไหม้ได้ เขาก็ต้องเอาไปชุบน้ำข้าวหรือว่าชุบน้ำมันก่อน ทาบริเวณที่มันงอที่มันไม่ตรงนี่แหล่ะ เอาตรงจุดไหนที่มันไม่ตรง ตรงนั้นน่ะ จะให้มันตรงใช่มั้ย ทาน้ำมันเข้าไป ทาน้ำข้าวเข้าไป จุ่มลงไปก่อน แล้วไปลนไฟ ลนตรงไหน ตรงที่มันไม่ตรงนั่นแหละ ลนตรงที่มันคดนั่นแหละ ให้มันอุ่นขึ้นร้อนขึ้น โอว อุ่นขึ้นร้อนขึ้นแล้วคุณสมบัติมันเปลี่ยนแปลงไปในเนื้อไม้ อ้าวดัดมันซะใส่แรงเข้าไป ที่ไหน ตรงไม้ง่าม ไม้ง่ามก็ต้องมีสองอัน ใช่มั้ย ใส่แรงขืนกันเอาไว้ เพื่อให้ลูกศรออกมาตรง

 

“เปรียบเหมือนช่างศร ย่างลนลูกศรบนข่าไฟ 2 อัน ดัดให้ตรงจนใช้การได้ เพราะเหตุที่ลูกศรเป็นของอันช่างศรย่างลนบนข่าไฟ 2 อัน ดัดให้ตรงจนใช้การได้แล้ว สมัยต่อมา ช่างศรนั้นไม่ต้องย่างลนลูกศรนั้นบนข่าไฟ 2 อัน”

พระไตรปิฎกเล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

 

อุปมาอุปไมยนี้ท่านเปรียบเทียบเอาไว้ เหมือนเวลาที่เราฝึกจิตนั่นแหละ จิตเราคือลูกศรที่มันไม่ตรง ทำไมไม่ตรง ทำไมมันคด คดด้วยราคะโทสะและโมหะ ทำให้บางทีมันขึ้นๆลงๆ ยิงไปก็เลี้ยวเบี่ยงซ้ายเบี่ยงขวา ใช้งานไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ จิตที่ยังไม่ได้ฝึก คนที่ยังแบบมีความขึ้นๆลงๆ มีความดิ้นรนกลับกลอกจะใช้งานจริงไม่ได้ จะทำอย่างไง แก้ไขเปลี่ยนแปลงและฝึกซะ จุ่มน้ำข้าว จุ่มน้ำมัน

 

“สาวกของพระผู้มีพระภาคเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นผู้ปรารภความเพียรอยู่ เราก็เป็นผู้หนึ่งในจำนวนสาวกเหล่านั้น ก็แต่ว่าจิตของเรายังไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ก็โภคทรัพย์ย่อมมีอยู่ในสกุลของเรา เราอาจเพื่อใช้สอยโภคทรัพย์และทำบุญได้ ผิฉะนั้น เราพึงบอกคืนสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ใช้สอยโภคทรัพย์ และพึงทำบุญเถิด”

 

โสณะสูตร

คือเราต้องมีศรัทธา เราต้องมีศรัทธา คนที่ว่าอยู่ๆไปทำความเพียรเลย โดยที่ศรัทธายังไม่เต็มที่ ด้วยศรัทธาที่ยังอ่อน ความเพียรที่มากเกินไป ก็จะทำให้มีความฟุ้งซ่าน ทำไม่ได้ เดี๋ยวแตก เหมือนกรณีของท่านพระโสณะโก-ลิ-วิ-สะ ที่ทำความเพียรด้วยการเดินจงกรมมากเลย จนกระทั่งว่า โอ๊ย สมาธิก็ไม่ได้ ศรัทธาก็มีอยู่หรอก แต่มันไม่ได้สมาธินี่ ก็จึงมีความคิดที่จะลาสิกขาด้วยซ้ำ จะหักแล้วนั่นน่ะ คือเอาไปลนไฟ๊ลนไฟ ดัดใส่แรงมากเกินไปตรงไม้ง่าม จวนจะหักเลย คือการลนไฟเนี่ย เปรียบเหมือนกับการที่เราต้องมีตบะ มีการเผาลน มีการอดทนในการที่จะฝึกในการทำการปฏิบัติ

การฝึกการทำการปฏิบัติความเพียรที่เราใส่ลงไป นั่นน่ะคือการที่เราใส่แรงเข้าไปดัดตรงไม้ง่าม ทีนี้กรณีของท่านพระโสณะนี่ใส่แรงมากเกินไป จนไม้นี่มันจะหักแล้ว คือถ้าหักนี่ก็คือลาสิกขาแล้ว โอยอยู่ไม่ไหวอยู่ไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าก็มาบอกทันทีว่า อย่าใส่แรงมากเกินไป

 

ความเพียรนี่ต้องพอดี ทำให้เสมอๆกัน คำว่าไม่มากเกินไปนี่ไม่ใช่ว่าทำให้น้อยๆนะ ทำให้มากนั่นแหละดีแล้ว แต่อย่างอื่นก็ต้องมีตามกันมา ตบะคือการอดทน การที่ต้องทำ การต้องสู้ นี่เปรียบเหมือนกับการลนไฟ น้ำข้าวน้ำมันที่ต้องเอามาจุ่มเอามาทาลูกศรตรงที่มันคด นั่นก็เปรียบเหมือนศรัทธา มีศรัทธาเป็นน้ำนมน้ำข้าว ทาลูกศรแล้ว มาลนไฟ ให้มันมีความแบบตบะ มีการเผาลน มีการฝึก มีการทำ มีการปฏิบัติ ใส่แรงเข้าไปเอามาดัดกับไม้ง่าม ไม้ง่ามนี้ที่เป็นแง่งขึ้นมาสองด้าน เปรียบเทียบไว้กับสมถะและวิปัสสนา ต้องมีทั้งสมถะ ต้องมีทั้งวิปัสสนา

 

บางคนก็จะเอาสมถะนำวิปัสสนา เอ้า งั้นคุณทำจิตให้เป็นสมาธิก่อน ให้เป็นอารมณ์อันเดียวก่อน แล้วก็ค่อยกำหนดพิจารณาผมขนเล็บฟันหนังไป อ้าว บางคนจะเริ่มจากกายคตาสติก่อน เอ้าพิจารณาผมขนเล็บฟันหนัง พิจารณาจนเต็มที่แล้ว มันวางได้เย็นลงได้ อันนี้ก็เป็นวิปัสสนานำสมถะ หรือบางคนจะเจริญสมถะและวิปัสสนาไปคู่กัน ก็ได้ทั้งนั้น แต่ต้องมีทั้งสองอย่าง

ถ้ามีแค่อันใดอันหนึ่งไม่ได้ แต่จะเอาอะไรนำอะไรก็ได้ เหมือนกับไม้ง่ามนี่แหละ คุณจะเข้าด้านนี้ ให้ด้านขวาอยู่บนด้านซ้าย เดี๋ยวคุณจะเข้างัดอีกด้านหนึ่ง ให้ด้านซ้ายมาอยู่บนด้านขวา ก็แล้วแต่ถนัด แต่ต้องดัดต้องงอให้มันถูกจุดนะ ถูกด้าน ถ้างอผิดด้าน ไอ้ที่มันตรงอยู่บางทีมันก็เบี้ยวไป หรือไอ้ที่เบี้ยวอยู่กลับเบี้ยวมากขึ้น คุณต้องดัดมันให้ถูกจุด

 

ปฏิบัติเนี่ยให้มันถูกที่ เวลาเราปฏิบัติเราปฏิบัติที่ไหน ปฏิบัติตรงที่มันคด ปฏิบัติตรงไหนที่มันคด พูดเฉพาะเจาะจงลงไป ตรงจิต จิตมันคดด้วยอะไร ราคะโทสะโมหะ จิตมันคดด้วยราคะโทสะโมหะ เราจะต้องข่มมัน เราจะต้องฝืนมัน เราวางลงไม่ได้ตรงไหน เราจี้จ่อลงไปตรงนั้น ดัดมันตรงนั้น เผามันตรงนั้น ใส่แรงมันเข้าไปตรงนั้น ตรงที่มันยังไม่ดีนั่นล่ะ

 

แหมบางคนไม่เคยฟังไม่เคยฝึกไม่เคยปฏิบัติ โอ ก้บอกว่าทำไม่ได้ ทำไม่ได้ ก็ไอ้ตรงไม่ดีฉันทำไม่ได้ อันนี้คือแสดงว่า ยังไม่ได้จุ่มน้ำข้าว ยังไม่ได้ทาน้ำมัน ศรัทธายังไม่พอ ถ้าศรัทธาความมั่นใจยังไม่พอ มันก็จะแบบไม่ได้ ทนไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ อะไรก็มีแต่ไม่ได้ๆ พอโดนความร้อนเข้าหน่อยก็จะไหม้แล้ว จะปริแตกแล้ว

เอาใหม่ เอาใหม่ ให้มันถูกจุด เพราะว่าเวลาที่ชาวประมงหรือว่าคนที่ไปตกปลาในเบ็ดเนี่ย พรานเบ็ดเนี่ย เขาตกปลาได้แล้ว เขาเอาปลาขึ้นไว้บนบก ปลานี่ปกติมันอยู่ในน้ำ ใช่มั้ย เวลาที่เขาเกี่ยวปลาจับปลาได้ เขาโยนขึ้นไปบนบกเนี่ย อุ๊ยปลาเนี่ยมันดิ้นแน่นอน พรึ๊บพรั่บๆ เพราะว่าบนบกไม่ใช่ที่อยู่ของปลา ต่อให้ปลามันอยู่ในน้ำมันก็ยังดิ้นยังว่ายไป ยิ่งขึ้นบนบกยิ่งดิ้นพล่านมากขึ้นไปอีก

เราจะเห็นได้จากสัตว์ป่าเวลาที่ถูกนำออกมาสู่ที่โล่งๆกว้างๆ มันจะพยศ ช้างป่าไหนที่เอามาสู่บริเวณแดนของคนเนี่ย เราจะเห็นลีลาการพยศของมัน บางทีก็วิ่งไปชนรถบ้าง ขวิดต้นไม้บ้าง หลายอย่าง ทำร้ายคนบ้าง เพราะว่าเวลาที่มันไม่ได้อยู่ในที่อยู่ของมัน ออกมาจากที่อยู่แล้วมันจะหงุดหงิด มันจะมีความพยศ มันจะมีความดิ้นพล่าน

 

“...จิตนี้ อันบุคคลผู้ทำความเพียรยกขึ้นจากอาลัย คือกามคุณ 5 แล้วซัดไปในวิปัสสนากัมมัฏฐาน เพื่อละบ่วงมาร ย่อมดิ้นรน ดุจปลาอันพรานเบ็ด ยกขึ้นจากที่อยู่ คือน้ำ แล้วโยนไปบนบก ดิ้นรนอยู่ฉะนั้น…”

จิตตวรรควรรณนา 1.เรื่องพระเมฆิยเถระ อรรถกถา ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท จิตตวรรคที่ 3.

 

 

จิตของเรา บ้านของจิตของเราตอนเนี๊ยะ ที่แบบว่าอยู่ชั่วคราวเนี่ย คือกาม เวลาอะไรก็ตามที่มันออกมาจากกาม แหม มันแบบจะดิ้นพล่านของมัน นี่เป็นลักษณะของมันเหมือนกับปลาออกจากน้ำอยู่บนบกก็ดิ้นพล่าน

 

จิตออกจากที่ที่มันมีกาม มาอยู่ในที่ที่ปราศจากกาม หลีกออกจากกามด้วยการที่เราจะทำสมาธิให้เกิดขึ้น ในสมาธิมันไม่มีกาม ต้องปราศจากกามพยาบาทเบียดเบียน จิตของคนที่ยังชุ่มอยู่ด้วยกาม ไม่ได้รู้เรื่องอะไร ไม่ได้เคยมีการฝึกการปฏิบัติมาก่อน พอจะให้ออกจากกาม มาอยู่ในที่ที่ไม่มีกาม มันจะดิ้นรนแบบนี้ ซัดส่ายแบบนี้ พล่านไป มันก็ โอ๊ย อยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้ แต่นะ ต้องอดทนไง เหมือนลนไฟ มันร้อน ต้องอดทน ตบะที่ใส่เข้าไป แต่เวลาที่พรานเบ็ดเขาก็ปล่อยมันดิ้นไป ใช่มั้ย จับปลาขึ้นมาบนบกแล้วเนี่ย สักพักนึง มันก็จะนิ่ง เขาก็จะได้ปลา เขาต้องระวังให้ดีนะ

ช้างป่าม้าป่าจับออกจากป่ามาแล้ว มันจะมีความพยศเสพติดดิ้นรนของมัน เพื่อให้อยู่ในถิ่นที่เดิมคือในป่าของมัน มันก็จะดิ้น ก็จะมีความพยศ เขาก็ผูกมันเอาไว้กับเสาเขื่อนเสาหลัก ให้มันดินไป ให้มันดิ้นไป เดี๋ยวสักพักนึง สักพักนึง มันจะสงบลง

จิตของเราจากที่ไม่เคยฝึกไม่เคยทำไม่เคยปฏิบัติ โอ๊ยไม่ไหวไม่ไหว จะให้มานั่งสมาธิเป็นหลายๆชั่วโมง ไม่ได้ กินมื้อเดียว อื่ม นี่คือถูกลนไฟแล้วนะ ฝึกไป ต้องมีศรัทธานะ ตรงที่ถูกลนเนี่ยมันจะ หืม แรกๆก็ไม่สงบล่ะ ดิ้นพล่านไปก่อน แต่ทำไปๆท่านผู้ฟัง ดัดไป ด้วยง่ามดัดศร ใส่แรงเข้าไปด้วยความเพียร ทำไปสักครั้งสองครั้ง มันจะค่อยแบบจากเบี้ยวมากมันก็จะลดความเบี้ยวลง ลดความคดลง เริ่มตรงขึ้นมาแล้ว

ทำอีกรอบสองรอบสาม มันก็เริ่มตรงมากขึ้น หรือบางทีเบี้ยวไปอีกด้านหนึ่ง เกินไปแล้ว อ้าวเราก็ชุบน้ำข้าวลนไฟ แล้วก็ดัดอีกมาอีกด้านหนึ่ง ดัดไปชุบน้ำข้าวไปลนไฟไป ออกมาเป็นลูกศรที่ตรง พอเป็นลูกศรที่ตรงแล้ว โอยเขาไปขายในราชสำนัก ใช้งานในการรบ สามารถทำประโยชน์จากลูกศรที่มันงอๆเนี่ย แล้วพอดัดให้ตรงแล้ว เออใช้ประโยชน์ได้

ปลาที่ถูกซัดขึ้นบนบก ดิ้นพรั่บๆๆ พอมันตายแล้ว นิ่งแล้ว เออ เราก็เอามากินได้ ช้างป่าหรือม้าป่าที่ออกมาจากป่าใหม่ๆ โอ๊ย มันจะมีความพยศ เอ้าผูกมันไว้กับเสา เออ พอฝึกมันแล้ว ให้มันกินหญ้ากินน้ำ รู้จักรับคำสั่ง รู้จักยกจักย่อ จะเดินหน้าถอยหลัง ดอว ฝึกให้เป็นช้างหรือม้าอาชาไนยของพระราชาได้ ใช้ในราชพิธีได้ โคที่เขาฝึกแล้ว ไม่ไปกินข้าวกล้าต้นข้าวของเขา เดินผ่านไปไม่ต้องควบคุมมาก มันรู้จักทิศทางไปของมัน แหม เป็นโคที่ดี หรือเด็กที่แบบดิ้นรนกลับกลอก ไม่อยู่นิ่งในอิริยาบทเดียว พอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จะเดินทางไปไหนก็นั่งนิ่งๆได้ เขาบอกว่าตอนนี้อย่าเพิ่งเข้าห้องน้ำ ตอนนี้ให้นั่งอยู่ก่อน เขาก็ยังทำได้

 

จิตของเรา พอข่มแล้ว พอฝึกแล้ว พอบำเพ็ญตบะแล้ว ด้วยการมีศรัทธา ด้วยความเพียร ด้วยสมถะวิปัสสนา นิ่งอยู่เนี่ย เป็นอารมณ์อันเดียวอยู่ มีความเป็นประภัสสร สว่างไสว เป็นอารมณ์อันเดียว จะคิดเรื่องใด จะตริตรึกไปในความตริตรึกเรื่องใด ก็ตริตรึกได้ จะต้องการดำริไปในดำริเรื่องใด ก็ดำริได้ หรือถ้าไม่ต้องการตริตรึกไม่ต้องการดำริไปในความคิดไปในความดำริเรื่องใด ก็ไม่ตริตรึกไม่ดำริไปในความคิดไปในความดำริเหล่านั้นก็ได้

 

จะคิดเรื่องอะไรก็คิดได้ ไม่ต้องการคิดเรื่องอะไรก็ไม่คิดก็ได้ เป็นผู้ที่มีความมีอำนาจเหนือจิตในคลองแห่งความคิดทั้งหลาย ฝึกท่านผู้ฟัง มันตรงแล้วมันสว่างแล้วเนี่ย มันดี เป็นของดี จิตนะที่มีความกลับกลอก สว่างไสวเป็นประภัสสรขึ้นมาได้ เดี๋ยวกลับกลอกอีก เปลี่ยนแปลงไปอีก จะเอาอย่างไงกับมัน ฝึกอีกทำอีก เข้ามาถึงจุดที่มันเป็นประภัสสรให้ได้บ่อยๆ เราจะรู้ได้เลยว่า แหมมันไม่เที่ยงจริงๆนะ จิตนี่ ความไม่เที่ยงมันเป็นสุขหรือมันเป็นทุกข์ พิจารณาดู เอ้า มันก็ต้องเป็นทุกข์อ่ะดิ

 

สิ่งใดไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เดี๋ยวประภัสสรผ่องใส อ้าว เดี๋ยววุ่นวายอีกแล้ว สิ่งใดไม่เที่ยงมีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ควรแล้วหรือ ควรแล้วหรือ ที่เราจะมามีความยึดถือในสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเราของเรา ใคร่ครวญดูดีๆ

 

 

แต่เราจะใคร่ครวญไม่เห็นเลยท่านผู้ฟัง ถ้าจิตเราไม่ได้ประภัสสร ถ้าลูกศรมันไม่ตรงก่อน จิตเราต้องมีความเป็นประภัสสร ลูกศรนั้นต้องตรง จะต้องคม ต้องแม่นยำ มีความคม มีความตรง มีความประภัสสร มีความแม่นยำแล้ว พิจารณาดูดีๆว่าไอ้ตรงที่ประภัสสรตรงแม่นยำมันเที่ยงหรือไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงนะ ควรยึดถือหรือไม่ควรยึดถือ ไม่ควรนะ ถ้าไม่ควรยึดถือแล้วควรทำอย่างไง เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็ทำอย่างงั้นดู เจริญพร

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง