การรักษาศาสนา

HIGHLIGHTS:

  • มาตรการที่ทำให้พุทธศาสนาไม่เป็นไปในทางเสื่อม
  • หมวดธรรมที่ป้องกันไม่ให้เกิดความเสื่อม แต่กลับเสริมให้เจริญยิ่งขึ้นไป

บทคัดย่อ

 

ความแตกแยกหรือความเสื่อมไปที่เป็นอันตรายมาก มักจะเกิดจากปัญหาภายในมากกว่าปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความมั่นคง ความสามัคคี เป็นต้น อย่างไรก็ตามศาสนาพุทธที่ดำรงมาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะมีการรักษาสืบต่อกันมาทั้งพระพุทธเจ้า พระอัครสาวก และพระสาวกทั้งหลาย ซึ่งมีมาตรการที่มีลักษณะเด่นดังต่อไปนี้

  1. พระพุทธเจ้าทรงกำหนด 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
    • พุทโธ คือ คำสอนในศาสนาพุทธนั้นเพราะผู้สอนมีความรู้ความสามารถระดับสัมมาสัมพุทโธ
    • ธัมโม คือ มีการประกาศพระธรรม พระวินัยไว้อย่างดี และเป็นคำสอนที่ไม่ผิดพลาดหรือเรียกว่า “สวากขาตธรรม”
    • สังโฆ คือ คำสอนนั้นมีผู้ปฏิบัติตาม สามารถทำได้จนถึงที่สุดของธรรมนั้นๆและยังเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกด้วย อันประกอบด้วยบริษัททั้งหก ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา รวมถึงเทวดาและพรหมด้วย
  2. การทำสังคายนา โดยเกิดจากพระสารีบุตรเป็นผู้ริเริ่ม ซึ่งก็คือการทำความเข้าใจให้ตรงกัน เพื่อตกลงกันในหมวดธรรมต่างๆ แล้วสวดขึ้นพร้อมกัน
  3. คำสอน หรือมรดกที่พระพุทธเจ้าได้มอบไว้ให้กับพวกเรา ได้แก่
    • อามิส เรื่องที่เกี่ยวเนื่องด้วยสิ่งของต่างๆ เช่น การบัญญัติเรื่องที่เกี่ยวกับปัจจัยสี่ บาตร จีวร และพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่ตกทอดมา เป็นต้น
    • นิรามิส เรื่องที่ไม่เกี่ยวเนื่องด้วยสิ่งของต่างๆ

 

พระพุทธเจ้าทรงปรารถนาให้พวกเราเป็นทายาทโดยธรรม กล่าวคือ “เป็นธรรมทายาท มิใช่อามิสทายาท” ซึ่งหมายถึงว่า สามารถประพฤติปฏิบัติตามคำสอนในหมวดธรรมต่างๆ จนบรรลุผล หมวดธรรมหนึ่งที่สำคัญคือ “อภิญญาเทสิตธรรม” เป็นหมวดธรรมที่ว่าด้วยการปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ยิ่ง แล้วก็เป็นหมวดธรรมอันเดียวกันที่จะไม่ให้เกิดความเสื่อม

พระพุทธเจ้ายังทรงแสดงหมวดธรรม อปริหานิยธรรมทั้ง 7 ซึ่งเป็นหมวดธรรมเพื่อป้องกันมิให้การบริหารหมู่คณะเสื่อมถอย แต่กลับเสริมให้เจริญเพียงส่วนเดียว ได้แก่

  1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ประชุมให้มากพอ
  2. จักพร้อมเพรียงกันประชุม จักพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และจักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่พึงกระทำ
  3. จักไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้แล้ว จักไม่ถอนสิ่งที่ได้บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทานประพฤติอยู่ในสิกขาบททั้งหลายตามที่ได้บัญญัติไว้แล้ว
  4. ภิกษุจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุผู้เป็นเถระ ผู้บวชนานเป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก และจักเชื่อฟังถ้อยคำของท่านเหล่านั้น
  5. พวกภิกษุจักเป็นผู้ไม่ลุอำนาจแก่ตัณหาอันจะก่อให้เกิดภพใหม่ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว อย่าให้มีความอยากล้ำหน้า ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา สั่งสมบริขาร กลายเป็นผู้นำในทางทราม
  6. พวกภิกษุจักเป็นผู้ยินดีในเสนาสนะป่า
  7. พวกภิกษุจักเข้าไปตั้งสติไว้ในภายในว่า ไฉนหนอเพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รักที่ยังมิได้มา พึงมาเถิดและที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นผาสุก

 

นอกจากนั้น พระพุทธเจ้ายังทรงตรัสสอนเกี่ยวกับมูลเหตุ 4 ประการ ที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป ได้แก่

  1. เล่าเรียนพระสูตรอันถือกันมาถูก ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันถูก ความหมายแห่งบทพยัญชนะที่ใช้กันก็ถูก ย่อมมีนัยอันถูกต้องเช่นนั้น
  2. เป็นคนว่าง่าย ประกอบ ด้วยเหตุที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย อดทน ยอมรับคำสั่งสอนโดยความเคารพหนักแน่น
  3. เป็นพหูสูต คล่องแคล่ว ในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา(แม่บท) และเอาใจใส่ บอกสอน เนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลาย ก็ไม่ขาดเป็นมูลราก (อาจารย์) มีที่ อาศัยสืบกันไป
  4. เป็นผู้ไม่ทำการสะสมบริขาร ไม่ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา ไม่เป็นผู้นำในทางทราม มุ่งหน้าไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ย่อมปรารภความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง เมื่อภิกษุที่บวชในภายหลังได้เห็นพระเถระเหล่านั้นทำแบบฉบับเช่นนั้นไว้ก็ถือเอาเป็น ตัวอย่าง

 

การเป็นธรรมทายาทนั้น มีแนวทางสำคัญอันประกอบไปด้วย

  1. ปริยัติ หมายถึง ตัวบทหรือคำสอนอันควรศึกษาโดยรอบ เช่น การเล่าเรียนพระไตรปิฎก
  2. ปฏิบัติ หมายถึง การดำเนินการไปตามระเบียบแบบแผน การกระทำเพื่อให้เกิดความชำนาญ เช่น การเดินจงกรม นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ประกอบความเพียร ประกอบกิจในวิเวกธรรม
  3. ปฏิเวธ หมายถึง เข้าใจ รู้แจ้งแทงตลอดการตรัสรู้ธรรม บรรลุมรรคผล นิพพาน ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาปริยัติและปฏิบัติที่ถูกต้อง

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง