กัปปินสูตร

HIGHLIGHTS:

  • พุทโธ ธัมโม สังโฆเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้
  • ความเกิดย่อมนำไปสู่ความแก่ ความแก่ย่อมนำไปสู่ความตาย
  • อมตะมหานิพพานเหนือสุขทั้งปวง

บทคัดย่อ

 

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัปปินะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ฯ

พระผู้มีพระภาค ได้ทอดพระเนตรเห็น ท่านพระมหากัปปินะผู้มาแต่ไกล แล้วจึงเรียกภิกษุทั้งหลาย
มาตรัสถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นภิกษุที่กำลังมานั่นหรือไม่ เป็นผู้ขาวโปร่ง จมูกโด่ง ฯ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า “เห็น พระเจ้าข้า ฯ”

พระผู้มีพระภาคฯ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั่นแลมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก แต่เธอไม่ได้สมาบัติที่เธอไม่เคยเข้าง่ายนัก เธอกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ”

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปว่า

ในชุมนุมชนที่ยังรังเกียจกันด้วยโคตร กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐ

ในเทวดาและมนุษย์ ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ

เป็นผู้ประเสริฐ พระอาทิตย์ย่อมแผดแสงในกลางวัน

พระจันทร์ส่องสว่างในกลางคืน กษัตริย์ผู้ผูกสอดเครื่องรบย่อมมีสง่า

พราหมณ์ผู้เพ่งฌาน ย่อมรุ่งเรือง ส่วนพระพุทธเจ้า

ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยเดชานุภาพตลอดวันและคืนทั้งหมด ดังนี้ ฯ ”

 

ในอดีตกาลพระมหากัปปินะ มีอภินิหารได้ทำไว้แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ...ในพุทธุปบาทกาลนี้ จุติจากเทวโลกแล้ว… เกิดในราชตระกูลในกุกกุฏวดีนคร ถึงความเจริญวัยแล้ว ได้เป็นพระราชาพระนามว่า พระเจ้ามหากัปปินะ พร้อมบริวารที่เกิดในตระกูลอำมาตย์… มีพระชายาเกิดในราชตระกูลในสาคลนคร ในมัททรัฐ พระนางมีพระสรีระเช่นกับสีดอกอังกาบ พระญาติจึงขนานพระนามแก่พระนางว่า "อโนชา" นั่นแล พระนางทรงถึงความเจริญวัยแล้ว ก็ไปสู่พระราชมณเฑียรของพระเจ้ากัปปินะ ได้เป็นพระเทวี… แม้หญิงทั้งหลายที่เป็นบริวารก็เกิดในตระกูลอำมาตย์ทั้งหลาย ถึงความเจริญวัยแล้ว ก็ได้ไปสู่เรือนแห่งบุตรอำมาตย์เหล่านั้นเหมือนกัน ...ม้าของพระราชามีอยู่ 5 ตัว คือชื่อพละ 1 พลวาหนะ 1 ปุปผะ 1 ปุปผวาหนะ 1 สุปัตตะ 1 บรรดาม้าเหล่านั้น ม้าชื่อสุปัตตะ พระราชาทรงเอง 4 ตัวนอกนี้ได้พระราชทานแก่พวกม้าใช้เพื่อประโยชน์นำข่าวสารมา พระราชาให้ม้าใช้เหล่านั้นบริโภคแต่เช้าตรู่แล้ว ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า "พวกท่านไปเถิด เที่ยวไป 2 หรือ 3 โยชน์แล้วทราบว่า พระพุทธ พระธรรม หรือพระสงฆ์อุบัติแล้ว จงนำข่าวที่ให้เกิดสุขมาแก่เรา" ม้าใช้เหล่านั้นออกโดยประตูทั้ง 4 เที่ยวไปได้ 2 - 3 โยชน์ไม่ได้ข่าวแล้วก็กลับ ต่อมาวันหนึ่ง พระราชาทรงม้าชื่อสุปัตตะ อันอำมาตย์พันหนึ่งแวดล้อม เสด็จไปพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นพวกพ่อค้าประมาณ 500 ผู้มีร่างกายอ่อนเพลียกำลังเข้าสู่พระนคร แล้วทรงดำริว่า "ชนเหล่านี้ลำบากในการเดินทางไกล, เราจักได้ฟังข่าวดีอย่างหนึ่งจากสำนักแห่งชนเหล่านี้เป็นแน่" จึงรับสั่งให้เรียกพ่อค้าเหล่านั้นมาแล้วตรัสถามว่า "ท่านทั้งหลายมาจากเมืองไหน?"

“...พวกข้าพระองค์มาจากนครชื่อสาวัตถี ซึ่งมีอยู่ในที่สุดประมาณ 120 โยชน์แต่พระนครนี้”

“ก็ข่าวอะไรๆ อุบัติขึ้นในประเทศของพวกท่านมีอยู่หรือ?”

“พระเจ้าข้า ข่าวอะไรๆ อย่างอื่นไม่มี, แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว”

พระราชามีพระสรีระอันปีติมีวรรณะ 5 ถูกต้องแล้ว ในทันใดนั้นนั่นเอง ไม่อาจเพื่อจะกำหนดอะไรๆ ได้ ทรงยับยั้งอยู่ครู่หนึ่งแล้ว ตรัสถามว่า "พวกท่านกล่าวอะไร? พ่อ"

"พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้วพระเจ้าข้า" แม้ครั้งที่ 2 - 3 พระราชาก็ทรงยับยั้งอยู่อย่างนั้น

ในวาระที่ 4ตรัสถามว่า "พวกท่านกล่าวอะไร? พ่อ" เมื่อพ่อค้าเหล่านั้นกราบทูลว่า "พระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว." จึงตรัสว่า "พ่อทั้งหลาย เราให้ทรัพย์แก่พวกท่านแสนหนึ่ง" แล้วตรัสถามว่า "ข่าวอะไรๆ แม้อื่นอีก มีอยู่หรือ? พ่อ."

"มีอยู่ พระเจ้าข้า, พระธรรมอุบัติขึ้นแล้ว."

พระราชาทรงสดับแม้คำนั้นแล้ว ทรงยับยังอยู่ตลอด 3 วาระโดยนัยก่อนนั่นแล,

ในวาระที่ 4 เมื่อพวกพ่อค้ากราบทูลบทว่า "ธัมโม" จึงตรัสว่า "แม้ในเพราะบทนี้ เราให้ทรัพย์แก่พวกท่านแสนหนึ่ง" แล้วตรัสถามว่า "ข่าวแม้อื่นอีก มีอยู่หรือ? พ่อ

"พระเจ้าข้า มีอยู่, พระสังฆรัตนะอุบัติขึ้นแล้ว"

พระราชาทรงสดับแม้คำนั้นแล้วทรงยับยั้งอยู่ตลอด 3 วาระอย่างนั้นเหมือนกัน ในวาระที่ 4 เมื่อพวกพ่อค้ากราบทูลบทว่า "สังโฆ" จึงตรัสว่า "แม้ในเพราะบทนี้ เราให้ทรัพย์แก่พวกท่านแสนหนึ่ง" แล้วทรงแลดูอำมาตย์พันหนึ่ง ตรัสถามว่า "พ่อทั้งหลาย พวกท่านจักทำอย่างไร?"

อำมาตย์ “พระเจ้าข้า พระองค์จักทรงทำอย่างไรเล่า?”

พระราชา “พ่อทั้งหลาย เราได้สดับว่า ‘พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นแล้ว, พระธรรมอุบัติขึ้นแล้ว, พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้ว’ จักไม่กลับอีก, เราจักอุทิศต่อพระศาสดา ไปบวชในสำนักของพระองค์’

อำมาตย์ “แม้ข้าพระองค์ทั้งหลาย ก็จักบวชพร้อมด้วยพระองค์ พระเจ้าข้า”

พระราชาออกผนวชพร้อมกับอำมาตย์ ... ท้าวเธอเสด็จลงจากหลังม้า ทรงน้อมพระสรีระเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ตามสายพระรัศมี เสด็จเข้าไปภายในแห่งพระพุทธรัศมี ราวกะว่าดำลงไปในมโนสิลารส ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งพร้อมกับอำมาตย์พันหนึ่ง พระศาสดาทรงแสดงอนุปุพพีกถาแล้วในเวลาจบเทศนา พระราชาพร้อมด้วยบริวารตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล ลำดับนั้นชนเหล่านั้นทั้งหมดลุกขึ้น ทูลขอบรรพชาแล้ว … ทันใดนั้นนั่นเอง กุลบุตรเหล่านั้นเป็นราวกะพระเถระมีพรรษาตั้ง 100 ทรงบริขาร 8 เหาะขึ้นสู่เวหาส กลับลงมาถวายบังคมพระศาสดา นั่งอยู่แล้ว

ฝ่ายพ่อค้าเหล่านั้นไปสู่ราชตระกูลแล้ว ให้เจ้าหน้าที่กราบทูลข่าวที่พระราชาทรงส่งไป เมื่อพระเทวีรับสั่งว่า "จงมาเถิด" เข้าไปถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระเทวีตรัสถามพ่อค้าเหล่านั้นว่า "พ่อทั้งหลาย พวกท่านมาเพราะเหตุอะไร?"

“พระราชาทรงส่งพวกข้าพระองค์มายังสำนักของพระองค์, นัยว่า ขอพระราชทานทรัพย์สามแสนแก่พวกข้าพระองค์”

ลำดับนั้น พระเทวีตรัสถามพ่อค้าเหล่านั้นว่า "พ่อทั้งหลาย พระราชาเสด็จไปไหน?"

“พระราชารับสั่งว่า ‘เราจักบวชอุทิศพระศาสดา’ แล้วก็เสด็จไป”

“ข่าวอะไร? ที่พระองค์พระราชทานแก่เรา”

“พระองค์ทรงสละความเป็นใหญ่ทั้งหมดถวายพระอง พระองค์จงเสวยสมบัติตามพระประสงค์เถิด”

พระเทวี “ก็พวกอำมาตย์ไปไหน? พ่อ”

“แม้อำมาตย์เหล่านั้นกล่าวว่า ‘เราจักบวชกับพระราชาเหมือนกัน’ แล้วก็ไป พระเจ้าข้า”

“ก็แล ชื่อว่าสมบัตินี้ มิได้นำทุกข์มาแด่พระราชาเท่านั้น ย่อมเป็นเหตุนำทุกข์มา แม้แก่เราเหมือนกัน ใครจักคุกเข่ารับเอาก้อนน้ำลายที่พระราชาทรงบ้วนทิ้งแล้วด้วยปากเล่า? เราไม่ต้องการด้วยสมบัติ แม้เราก็จักไปบวชอุทิศพระศาสดา”

... พระศาสดาทรงทราบความเสด็จมาของพระเทวี ได้ทรงทำโดยประการที่ภิกษุทั้งหลาย ผู้นั่งอยู่ในสำนักของพระองค์ ไม่ปรากฏได้. แม้พระเทวีเสด็จไปอยู่ๆ ทอดพระเนตรเห็นพระรัศมีพุ่งออกจากพระสรีระของพระศาสดา ทรงดำริอย่างนั้นเหมือนกัน แล้วเสด็จเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ประทับยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ทูลถามว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้ามหากัปปินะเสด็จออกผนวชอุทิศพระองค์, ท้าวเธอชะรอยจะเสด็จมาในที่นี้แล้ว, ท้าวเธอประทับอยู่ไหน? พระองค์ไม่ทรงแสดงแม้แก่พวกหม่อมฉันบ้าง."

พระศาสดาตรัสว่า "ท่านทั้งหลายจงนั่งก่อน, จักเห็นพระราชาในที่นี้เอง" หญิงเหล่านั้นแม้ทุกคน มีจิตยินดีนั่งแล้วด้วยคิดว่า "พวกเรานั่งในที่นี้แหละจักเห็นพวกสามี" พระศาสดาตรัสอนุปุพพีกถาแล้ว ในเวลาจบเทศนา พระนางอโนชาเทวีพร้อมทั้งบริวาร บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว พระมหากัปปินเถระพร้อมทั้งบริวาร สดับพระธรรมเทศนาที่พระศาสดาทรงขยายแก่หญิงเหล่านั้นแล้ว ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายในขณะนั้น พระศาสดาทรงแสดงภิกษุเหล่านั้นผู้บรรลุพระอรหัตแล้วแก่หญิงเหล่านั้น…

พระศาสดาก็ได้ทรงพาภิกษุพันรูป เสด็จไปสู่พระเชตวัน ทางอากาศนั่นแล ในภิกษุเหล่านั้น ท่านพระมหากัปปินะเที่ยวเปล่งอุทาน ในที่ทั้งหลายมีที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันว่า "สุขหนอ สุขหนอ" ภิกษุทั้งหลายกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระมหากัปปินะเที่ยวเปล่งอุทานว่า ‘สุขหนอ สุขหนอ’, ท่านเห็นจะกล่าวปรารภความสุขในราชสมบัติของตน"

พระศาสดารับสั่งให้เรียกพระมหากัปปินะนั้นมาแล้ว ตรัสถามว่า "กัปปินะ ได้ยินว่า เธอเปล่งอุทานปรารภสุขในกาม สุขในราชสมบัติจริงหรือ?"

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบการเปล่งหรือไม่เปล่งปรารภกามสุขและรัชสุขนั้นของข้าพระองค์"

พระศาสดาตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุตรของเราย่อมเปล่งอุทาน ปรารภสุขในกาม สุขในราชสมบัติหามิได้ ก็แต่ว่า ความเอิบอิ่มในธรรม ย่อมเกิดขึ้นแก่บุตรของเรา, บุตรของเรานั้นย่อมเปล่งอุทานอย่างนั้น เพราะปรารภอมตมหานิพพาน" และทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

“ธมฺมปีติสุขํเสติ          วิปฺปสนฺเนน เจตสา

อริยปฺปเวทิเต ธมฺเม          สทา รมติ ปณฺฑิโต”

“บุคคลผู้อิิ่มเอิบในธรรม มีใจผ่องใส ย่อมอยู่เป็นสุข

บัณฑิตย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าประกาศแล้วทุกเมื่อ”

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง