ถนนเดียวแต่แยกทิศ ประมาทหรือสติ

HIGHLIGHTS:

  • ฟังธรรมทำให้มีการสะสมก่อเกิดให้มีการพัฒนา สติก็เริ่มมีเริ่มพัฒนาจากจุดเล็กๆนี้
  • ความประมาทเริ่มจากจุดเล็กๆเช่นกัน ความลุ่มหลงในสารเสพติดทีละนิดๆ ทำให้เกิดการสะสมที่ใหญ่ขึ้นมากขึ้นได้
  • สติ กับความประมาท อยู่บนถนนเส้นเดียวกัน แต่คนละทิศ ใกล้กันนิดเดียว เราสามารถทำได้เลือกได้ ให้มีกำลังใจ
  • การปฏิบัติตามมรรคแปดจะช่วยแก้ไขได้ โดยเริ่มจากการตั้งสติ

บทคัดย่อ

“ความไม่ประมาท เป็นทางเครื่องถึงอมตนิพพาน ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ชนผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย ชนเหล่าใดประมาทแล้วย่อมเป็นเหมือนคนตายแล้ว บัณฑิตทั้งหลายตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ทราบเหตุนั่นโดยความแปลกกันแล้ว ย่อมบันเทิงในความไม่ประมาท ยินดีแล้ว ในธรรมอันเป็นโคจรของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านเหล่านั้น เป็นนักปราชญ์ เพ่งพินิจ มีความเพียรเป็นไปติดต่อ มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ย่อมถูกต้องนิพพานอันเกษมจากโยคะ หาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้…”

คาถาธรรมบท อัปปมาทวรรคที่ 2

 

.....ถนนเส้นเดียวกัน แต่คนละทิศ คุณจะซ้ายหรือจะขวา มันถนนเส้นเดียวกัน ไอ้ตอนที่เรามีความประมาท สติก็อยู่ด้วย ความไม่ประมาทก็อยู่ด้วย เพราะมันเป็นถนนเส้นเดียวกัน จะเอาหัวหรือท้ายเท่านั้นเอง...ปฏิบัติตามมรรคแปดเราสามารถที่จะแก้ไขได้…

 

 

สะสมสู่การพัฒนา

 

ฟังธรรมเพื่อให้ชีวิตดีขึ้น เราก็ต้องหวังความก้าวหน้า หวังความเกษม หวังความดีงามสิ่งไหนล่ะที่จะมาทำชีวิตของเราให้มีความดีความงามความก้าวหน้าและโชคดี พัฒนาไปในทางดีได้ แน่นอนว่าไม่ใช่อบายมุขแน่นอน อบายมุขจะไปในทางเสื่อม แน่นอนว่าไม่ใช่สิ่งที่เป็นการผิดศีล เป็นความอยาก เป็นตัณหา เป็นกิเลสพวกนี้ ไม่ใช่ทางนั้นแน่นอน มันไม่ดี แต่ทางที่จะทำให้ชีวิตของเราดีมีขึ้นได้คือ “ธรรมะ”

ข้าพเจ้าเองจะมาพูดให้ฟัง ต้องใคร่ครวญพิจารณาอ่านทำความเข้าใจ คิดแล้วคิดอีก ตัวเราเองกว่าจะพูดได้ก็ต้องคิดก่อนรอบนึง คิดแล้วพูดอีกก็เป็น 2 รอบ บางเรื่องที่พูดไป มีท่านผู้ฟังมาถาม ก็ต้องคิดอีก 3 รอบ กว่าจะใคร่ครวญพิจารณาไป โอว มันหลายรอบ ตัวท่านผู้ฟังเองก็ต้องใคร่ครวญพิจารณา ต้องฟังกันหลายรอบ ฟังซ้ำๆ มันดี หรือเรื่องที่เคยฟังแล้วนี่แหละ ยิ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจมากยิ่งขึ้น เผลอๆ บางเนื่องบางทีได้ฟังประเด็นนั้นนี้โน้น ที่เรายังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็เพิ่มเติมเป็นความรู้ นำการพัฒนาให้ ค่อยๆสะสมขึ้นมาได้

คำว่า “สะสม” การเจริญการพัฒนา เป็นสิ่งสำคัญในธรรมวินัยนี้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ตาม ท่านก็ไม่ได้จะมาเป็นพระพุทธเจ้าเลย มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ก็ต้องผ่านการสะสมการกระทำมา บางทีเราอาจจะเห็นว่าคนนี้บรรลุเร็ว อย่างท่านพระพาหิยะ ในบรรดาภิกษุที่บรรลุธรรมได้เร็ว ไม่มีใครเกินท่าน ที่บรรลุเร็ว เพราะว่าตั้งความปราถนามานานแล้ว เป็นเวลานานแล้ว สะสมๆ มา

ที่เราเห็นปุ๊บปั๊บทำได้โน่นนี่ อันนี้แค่ผิวเผินแค่พื้นผิว แต่ว่าที่ลึกซึ้งลึกล้ำไปกว่านี้มีอีกมากมาย ที่เราค่อยๆพัฒนาทำเอาก็จะมีความก้าวหน้าขึ้นมาได้ น้ำทะเลที่มากมายเห็นจนสุดลูกหูลูกตา ก็เพราะฝนที่ตกหยดลงทีละเม็ดๆ ก็ทำให้แผ่นดินกลายเป็นแผ่นน้ำ น้ำท่วมขึ้นมาได้ ทำมหาสมุทรเกิดขึ้นได้ ก็เพราะว่าน้ำทีละหยดตกลงจากอากาศทีละเม็ดนี่แหละ

ฝนไม่ได้ตกขนาดเท่ากับโอ่งแดงหรือขนาดเท่าขันก็ไม่มีแล้ว จะให้เป็นโอ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึง เม็ดเดียวใหญ่เท่าปลายก้อยอย่างมาก บางทีลูกเห็บตกอย่างมาก มันก็ประมาณนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของมหาสมุทร มากมายกว่ากันมากนัก แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นวันเดียว เป็นร้อยปีล้านปีโน่นแน่ะ ค่อยๆ สะสม

 

ความดีความงามที่เราทำก็ค่อยสะสมเอา ทำเอา เจริญแม้แต่น้อยก็เอา น้อยก็ทำมากก็เอา จะน้อยจะมากไม่ได้สนใจตรงนั้น สนใจว่าได้ทำ จะขี้เกียจหรือจะขยัน ไม่ได้สนใจตรงนั้น สนใจว่าได้ทำ ขี้เกียจก็ทำ ขยันก็ทำ ทำแล้วปฏิบัติแล้วมันดี

 

แล้วให้มั่นใจได้เลยว่า ความดีเราทำทีละน้อยก็ได้ ความชั่วก็ไม่ต่างกัน ทีละน้อยๆ กลายเป็นความชั่วที่ยิ่งใหญ่ได้ ก็ต้องจากจุดเล็กๆ นี่ล่ะ

 

ในสมัยพุทธกาล ท่านพระเทวฑัต ทำชั่วขนาดที่ว่าจะลอบปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าได้ ไอ้ชั่วเล็กชั่วน้อยก็เก็บมาหมดแล้ว

 

นิดๆ หน่อยๆ มีจุดเริ่มต้นเสมอ ไม่ได้จะแก้ไขปรับปรุงให้ดี ก็ค่อยๆ ลุกลามใหญ่โตขึ้น ความดีความชั่วเหมือนกัน โดยสิ่งหนึ่งมีความประมาทเป็นทางไป ประมาททีละเล็กทีละน้อย ความชั่วที่จากเล็กน้อยก็ค่อยคืบคลานไปๆ ใหญ่ขึ้นๆ อีกฝั่งหนึ่งก็มีสติเป็นทางพาไป สติเป็นอธิบดี เป็นทางพาไป

 

ความดีทีละเล็กละน้อย อาจจะไม่เห็นว่าอดทนฉันไม่ตบยุง อยากจะด่าก็ไม่เอาน่า แบบว่ามีเมตตากัน ไม่พูดไม่ดีน่ะ เล็กๆ น้อยๆ สะสมเอาๆ ไปทางสติ ความดีเป็นมหาสติมาก มหาปัญญาก็เกิดขึ้นได้ทีละน้อย ทั้ง 2 ฝั่งเป็นอย่างนี้ เราต้องมีการตรวจสอบตัวเอง มีการใคร่ครวญอยู่เสมอ

 

 

หมั่นตรวจสอบตนด้วยตน ไม่ลุ่มหลงไปกับสารเสพติดที่ก่อให้เกิดความประมาท

 

ตัวข้าพเจ้าเองก็ต้องคอยตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอๆ พระพุทธเจ้าพระบรมครู พระบรมศาสดา สุดยอดของมหาบุรุษ ท่านก็ยังตรวจสอบตัวเอง เรามีข้อเสียตรงไหนที่ใครจะติเตียนได้มั้ย สอนเหล่าภิกษุเอาไว้ว่าให้มีการตรวจสอบมีการโจทก์ตนเองอยู่เสมอๆ ต้องมี มันต้องมีการทำความสะอาด

ทำไมเราต้องอาบน้ำทุกวัน ทั้งๆที่เมื่อวานก็อาบแล้ว วันนี้ไม่ต้องอาบก็แล้วกันน่ะ เมื่อเช้าแปรงฟันแล้ว ตอนเย็นก็ไม่ต้องแปรงก็ได้ อาทิตย์ที่แล้วบ้านถูแล้ว อาทิตย์นี้ก็เว้นสักอาทิตย์นึง มันก็หมักหมมขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็คือ “ความประมาท” ก็ไปคนละทาง

 

ทางไหนที่เราจะไป ทางประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย หนทางของคนโง่ เป็นทางของคนพาล ส่วนทางที่เกษมปลอดภัย เป็นไปในทาง “สติ” เป็นไปในทางไม่ประมาท เป็นหนทางของคนฉลาด เป็นหนทางของบัณฑิต เป็นทางของคนขยัน คนขยันกับคนขี้เกียจก็ไปคนละทาง เราก็ต้องมาทำการตรวจสอบตรงนี้

 

ข้าพเจ้าตรวจดู computer พบว่ามี application บางอันที่ทำไมมาอยู่ตรงนี้ candycrash เป็นเกมส์ พอไปเปิดดู ก็ลองเล่นดู พอเล่นๆไป พอฉันข้าวเสร็จ เดินตรวจดูกิจการงาน ตัดต่อ file เสียง มาตรวจสอบ computerหน่อยว่าเป็นอย่างไง ตั้งแต่หลังเที่ยงเป็นต้นไป ปรากฎว่าก็ไปเล่นเกมส์นี้ นี่ก็เอาความชั่วตัวเองมาให้ฟัง เล่นไปๆหมดวันเลย

โห เวลาเราหายไปเลย ช่วงบ่ายช่วงเย็นหายไปหมด อยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์นี่ล่ะ เล่นเกมส์ มันน่าติดตามมาก สอนให้เราเล่นแบบนี้ มีเทคนิคแบบนี้ เล่นแล้วก็ต้องมีพลังช่วย มีตรงนั้นตรงนี้มาล่อลวงให้เราติดอยู่กับหน้าจอ เข้าใจเลย ทำไมเด็กสมัยนี้อยู่กับหน้ามือถือ มันอยู่ได้ทั้งวัน ก็เล่นเกมส์นี่ล่ะ บางคนมาหาพระ ฟังพระเทศน์ไม่เข้าใจ ก็ควักมือถือมาเล่น แล้วก็เล่นเกมส์ เกมส์ประเภทนี้แหละ ติดเกมส์มันติดอย่างนี้ ทั้งวันทั้งคืนเลยนะ

ข้าพเจ้ามาพิจารณาดู ตายแล้ว วันนี้ทั้งวันเวลาหายไปเลย จนกระทั่งห้าทุ่มโน่นแน่ะ กว่าจะได้ฤกษ์ว่าวันนี้หลายชั่วโมงที่เราเสียเวลาไปอยู่กับหน้าจอ เล่นเกมส์ วันรุ่งขึ้นมาทบทวนตัวเองว่า โอว วันก่อนหน้านี้เราเป็นได้ถึงขนาดนี้ unstall ไปเลย คือเอา application นี้ออกไปจากเครื่องเลย เขาก็จะมาเตือนว่าที่คุณเล่นไว้จะหายไปหมดนะ ไม่เสียดายเหรอ อะไรต่างๆ นานา ลบทิ้งเลย

คำถามในที่ี้คือว่า ทำไมคนเราถึงสามารถที่จะติดเกมส์ อะไรที่เราจะต้องเล่นต่อเนื่อง ต้องอยู่กับมันตลอดเวลา คิดถึงมันอยู่เรื่อย กลับมาอีกนะมาชมกันมาดูกัน เกมส์อื่นๆ ก็เหมือนกัน ไม่ใช่แค่เกมส์ สารเสพติดอื่นๆ สูบบุหรี่คุณก็คิดถึงบุหรี่ ติดเหล้าติดกาแฟก็จะคอยคิดถึงมันอยู่เรื่อย ทั้งสื่อลามก ดูหนัง ดูละคร ดูทีวี บางคนติดละครทีวี โอย วันนี้ไม่ได้หรอก ต้องรีบกลับบ้านไปดูละครทั้งไทยทั้งเกาหลี ติดหมด บางคนติด facebook feed ต้องเดี๋ยวเปิดดูอยู่เรื่อยๆ ไม่พอ 2-3 นาที เดี๋ยวเปิดดูอีกแล้ว มันมีอะไรใหม่ๆ

 

….การที่เราติดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นี่คือสารเสพติดแล้วนะ เป็นการเสพติดในรูปแบบต่างๆ…

 

ไม่ว่าจะเสพติดเกมส์กด สื่อลามก ดูหนัง ดูละคร ดูทีวี ติดตาม social media ติดตามข่าวสารต่างๆ สารเสพติดนี่มันล้าสมัยไปแล้ว เดี๋ยวนี้เขาเสพติด softwear เสพติดโทรศัพท์มือถือ มันอันตรายกว่าสารเสพติดพวกนั้นอีก

 

 

ทำไมเราเสพ แล้ว ติด

 

ต้องการจะพูดถึงการเสพติดว่า ทำไมเราถึงเสพติดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อที่จะหลีกออกจากมันได้

2 เส้นทางนี้ ที่พูดไว้ตั้งแต่ต้นรายการ เส้นทางหนึ่งคือความประมาท ทำให้เกิดความเพลิน ความลุ่มหลงกำหนัดยินดี ไปทางหนึ่ง ถ้าไปทางความกำหนัดยินดีลุ่มหลงเพลิดเพลิน นั่นคือ “ทางความประมาท” อีกทางหนึ่งคือ “สติ” สติคือความระลึกได้ คือไม่ใช่ระลึกถึงเรื่องกาม นั่นคือความเพลินความกำหนัดยินดีไปแล้ว แต่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงในทางธรรมะ ก็จะมีความเพียร มีความละอาย มีความพอใจในการกระทำในการปฏิบัติ ให้เกิดศีลให้เกิดปัญญาว่ากันไป 2 เส้นทาง

ถ้าเรามาลองพิจารณาดู ว่าไอ้เจ้าสื่อสารกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้เราติดได้ ทำให้เรากำหนัดได้ ยินดีได้ พอใจได้ นั่นน่ะ คือเป็นสารเสพติดทั้งสิ้น เป็นสารเสพติดที่ว่าไม่ว่าจะมาในรูปแบบของยาเสพติดเป็นเม็ดสีชมพูบ้างสีเทาบ้าง เป็นยาบ้าง สารฉีดเข้าเส้นนี่ล้าสมัยไปแล้ว หรือรุ่นใหม่ๆ แบบใหม่ๆ มาในรูปของเกมส์กดคอมพิวเตอร์ ในรูปของโทรศัพ์มือถือ สื่อต่างๆ สื่อลามก ดูละครทีวี เฟชบุกพวกนี้

หรือแม้แต่คนที่ทำงานจนเสพติด การทำงานเป็น workaholic เป็นพวกที่เสพติดทั้งหลายแหล่ ไม่ทำไม่ได้ นั่นคือ ลักษณะของจิตที่ไปแบบนี้ ไปตามทางความเพลิน ไปตามทางความกำหนัดยินดีพอใจลุ่มหลง

 

พระพุทธเจ้าใช้คำนี้ว่า “อะไรก็ตามที่จะเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คำว่า “ความประมาท” หมายถึง เวลาที่อกุศลธรรมสิ่งชั่วร้ายเลวทรามลามกอย่างใดอย่างหนึ่งมันจะเกิดขึ้น มันจะเกิดตรงนี้ได้ ตอนที่ทำมันอาจจะยังไม่เกิด

 

ตอนเล่นเกมส์ก็เพื่อคลายเครียด ดูๆมันเป็นอย่างไง นิดๆหน่อยๆ ไม่เป็นอะไรหรอกน่ะ กินอาหารก็เอาน่ะ นิดเดียว อุตสาห์เอามาให้กิน ไอ้พวกที่ตกใต้อำนาจของลิ้นเนี่ยนะ ชิมนิดนึง จนกระทั่งอิ่มจนท้องจะแตกแล้วค่อยเลิก หรือว่าเวลามันจะหมดแล้ว ไม่ไหวแล้ว จึงจะค่อยนอน หรือว่าจนติดแล้ว

 

คือว่าเวลาที่อกุศลธรรมมันจะก่อเกิดได้ มันจะเกิดตรงนี้ แต่ว่าตอนที่ทำอยู่ตอนแรกๆ อาจจะยังไม่เกิดไม่มี

 

ตัวอย่างเช่น การดื่มสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ตอนกินก็ขมนะ ไม่ได้อร่อยอะไร แต่ก็ฝืนๆกิน เพื่อนชวน แต่นะความไม่ดีมันจะมีอยู่ตรงนี้ แต่ตอนที่ทำยังไม่มี นั่นคือ เริ่มมาตามทางในความประมาท ไม่ต่างอะไรกับการพนันน ไม่ต่างอะไรกับการดื่มของมึนเมา ไม่ต่างอะไรกับการไปคลุกคลีกับคนชั่วคนไม่ดี เราอาจจะมีเมตตากับเขาน่ะ ก็พระพุทธเจ้าสอนให้มีเมตตา ก็เมตตาดู เพื่อไม่ให้เกิดภัย แล้วความไม่ดีจะเกิดมันจะเกิดตรงไปคลุกคลีกับคนชั่วนี่นะ เราใช้เวลามากหรือน้อยเราต้องดู

 

ใคร่ครวญดู ทางไหนเรากำลังเดินอยู่ ทางไหนเรากำลังเลือกอยู่ กำลังไปกำลังเดินไปทางไหน ตามทางความประมาทหรือเปล่า

 

ละครก็ดูสักหน่อยนึงนะ ดูหนัง ดนตรีสักหน่อย คลายเครียด เขาว่า นิดเดียวไม่เป็นไรหรอก ดูหนังเรื่องเดียว เดือนนึงจะดูสักครั้งนึง ก็ไปเที่ยวนิดหน่อย พูดคุยนิดเดียว ดูสื่อลามกก็แป๊ปเดียว นิดเดียวนี่แหล่ะ มันก็ยังไม่มีความชั่วอะไรเกิด แต่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้วนะ นี่คือ เนื้อตัวผู้ล่อเนื้อตัวเมีย เนื้อล่อตัวผู้ที่จะเป็นกับดักเอาไว้ วางล่อเอาไว้ เราเดินไปก็ยังไม่มีอะไรหรอก นิดหน่อย นิดเดียว ให้เราแบบว่าได้มีความสุขทางตาทางหูนิดๆ หน่อยๆ ทางความประมาทแล้ว มันจะเกิดขึ้น

ทำไมทำนิดๆหน่อยๆ ก็มีความสุขเกิดขึ้น สุขเวทนาเกิดขึ้น มีความเร้าใจ มีความแบบว่าเป็นอย่างนี้ได้หรือเนี่ย โอว ทำแล้วก็มีเรื่องใหม่เกิดขึ้น อย่างน้อยมันทำให้เราเกิดสุขเวทนา สุขเวทนาบางครั้งก็มาในรูปแบบต่างๆ เช่นจะมาในรูปแบบของการ Like ได้รับการ share ได้รับการปฏิสันทาร มันก็แบบมีผัสสะ มีอะไร ได้รับอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดความตื่นเต้นขึ้น มีสุขเวทนาเกืดขึ้น มีแบบว่า โอวได้เล่นเกมส์นี้ชนะ คุณทำวันนี้แล้วคุณก็ได้ผลวันนี้ น่าตื่นเต้นตื่นตาตื่นใจ มีความท้าทาย มีความที่ให้เราแบบว่าเพ่งจดจ่อลงไป นั่นคือ มีเวทนาเกิดขึ้น

 

พอเรามีเวทนาเกิดขึ้น แล้วยินดีพอใจในเวทนานั้นๆ นี่ล่ะมันเริ่มแล้ว ความยินดีพอใจเกิดขึ้นตรงไหหน นั่นแหละ เป็นการเสพติดทันที จะเริ่มก็เริ่มตรงนี้แหละ

 

สารเสพติดอะไรต่างๆ ความพอใจในควันบุหรี่ บางคนอาจจะไม่ยินดีพอใจหรอกการกินเล้า รสชาดไม่ได้จะทำให้ฉันยินดีพอใจหรอก แต่ก็เสพติดบรรยากาศ ชอบกินเหล้าเพราะอะไร เพราะบรรยากาศของการกินเหล้า มันได้คุยกับเพื่อนๆ เฮฮาดี เสพติดตรงนี้

Facebook คุณเสพติดอะไร ก็ยังยินดีพอใจอะไรใหม่ๆ อันนั้นก็มี อันนี้ก็มี อยากรู้เรื่องชาวบ้านเกมส์ล่ะ มันมีผัสสะ มันมีการผจญภัย เสพติดการผจญภัยตรงนี้ เสพติดเรื่องราวใหม่ๆ ตื่นตาตื่นใจ เสพติดตรงนี้ สื่อลามกก็เหมือนกัน ดูหนังดูละคร จะจบอย่างไง อยากดูตรงนี้ เสพติดตรงนี้ สื่อลามกก็เหมือนกัน อยากได้เวทนาตรงนี้ ความอยากนี่ล่ะ ที่มันเกิดจากเวทนาต่างๆ

 

...พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เพราะมีผัสสะ จึงมีเวทนา”...

 

เวทนาที่เป็นสุขก็ตาม ที่เป็นทุกข์ก็ตาม หรือที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ตาม พอมีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความน่าพอใจ ก็จะเกิดสุขเวทนาขึ้น ถ้ามีผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่น่าพอใจไม่อยากได้ ก็จะเกิดเป็นทุกขเวทนาขึ้น หรือเป็นผัสสะอันไม่น่าจะบอกได้ว่าพอใจหรือไม่พอใจ ก็จะเป็นความรู้สึกทีบอกได้ว่าจะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เขาเรียกว่าเป็นอทุกขมสุขเวทนา

สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอทุกขมสุขเวทนา เวทนามี 3 อย่างเหล่านี้ เวทนาที่มีเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือไม่สามาารถบอกได้ว่าเป็นทุกข์หรือเป็นสุข พอมีเวทนาเกิดขึ้นแบบนี้แล้ว ก็จะนึกพอใจในสุขเวทนา ความนึกพอใจในสุขเวทนาก็คือความอยากนั่นเอง เป็นกามตัณหา เป็นภวตัณหา ความอยากได้ความอยากเป็น อยากได้แบบนี้อีก อยากเป็นแบบนั้นด้วย ไอ้ความอยากได้นี่คือกามตัณหา เป็นภวตัณหา

แล้วไอ้ที่เป็นทุกขเวทนา ไม่อยากได้ไม่เอา เป็นวิภวตัณหา ความอยากที่ไม่อยากได้ทุกขเวทนา อยากได้สุขเวทนาก็เป็นกามตัณหาเป็นภวตัฯหาไป ฉันเป็นเจ้าของกิจการ ฉันเป็นอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นแล้วมันก็มีสุขเวทนาเกิดขึ้น นี่ก็เป็นภวตัณหาไป ตัณหาคือความอยากจึงเกิดขึ้น เพราะมีผัสสะจึงมีเวทนา เพราะมีเวทนาจึงมีตัณหา

ตัณหาที่เป็นทั้งกามตัณหา คือ ความอยากได้ในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ที่ผ่านมาทางตาหูจมูกลิ้นและกาย นั่นคือกามตัณหา เป็นภวตัณหา คือความที่อยากเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ของคนนั้น เป็นอย่างนั้นของคนนี้ ฉันเป็นสามีของเธอนะ นี่เป็นภวตัณหา เธอต้องทำอย่างนี้กับฉันนะ ทางตาทางหูนี่เป็นกามตัณหา ความอยากที่จะไม่เป็นนั่นก็เป็นวิภวตัณหา ไม่อยากแก่ ไม่อยากจน ไม่อยากโง่ นั่นมันเป้นวิภวตัณหาทั้งสิ้น

 

พอมีตัณหานี่แหล่ะ มันจะติดได้ นี่แหล่ะมันจะเป็นอันตรายได้ เพราะอะไร เพราะว่าตัณหาเป็นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง ความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งจะเกิดขึ้น ก็มีตัณหานี่แหละเป็นเหตุเป็นปัจจัย ตัณหามันก็มาคู่กับอวิชชา มาด้วยกัน

 

…..มีตัณหาเป็นเครื่องผูก มีอวิชชาเป็นเครื่องบัง…

 

ทำให้บังไว้ไม่เห็นหรอกว่าอวิชชามันไม่ดีอย่างไง เสพสิ่งลามก เกมส์ ดูหนังดูละครนิดเดียว ขอขี้เกียจสักหน่อย ขอสักกรึ๊บ แล้วขอเล่นสักนิดเดียวน่ะ ตีไพ่ เล่นการพนันนสักงวดนึง แน่ะมันบังเอาไว้ด้วยอวิชชา มันทำให้เราอยากได้นั่นคือตัณหา เกิดขึ้นในจิตในใจของเราก่อน แล้วมันจึงเป็นปฏิกิริยาให้ร่างกายของเรามีการตอบสนองไป

คนที่แบบติดบุหรี่ติดเหล้า โอย พอเห็นคนไหนสูบคนไหนกิน ตาลุกโพลงขึ้นมาทันทีเลย ปฏิกิริยาทางชีวเคมีจะเกิดขึ้นในร่างกายหลั่งฮอร์โมนอย่างงั้นอย่างงี้ สารนั่นนี่ออกมา พอไม่ได้ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง พอได้ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์เขาค้นพบ เขาก็คิดว่าเป็นที่สารเหล่านี้หลั่งออกมา ก็เอายามากดทับมันไว้ ไม่ให้มันออกมา หรือว่าเอายามากินให้มันเสริม เพื่อที่จะระงับอาการเสพติดต่างๆ เหล่านี้

แล้วเขาระงับอาการเสพติดโทรศัพท์มือถืออย่างไง เด้กติดเกมส์เขาเล่นอย่างไง เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับสารพวกนี้เลย เพราะมันเป้นเรื่องของทางจิตมาก่อน ต้องมาแก้ที่ต้นเหตุนี้ รากมันอยู่ที่อวิชชาอยู่ที่ตัณหาเหล่านี้ เราต้องมาดับมันที่นี้ จะดับมันได้ เรื่องเวทนานี่สำคัญ เรื่องผัสสะนี่สำคัญ เราจะคุมเวทนาคุมผัสสะได้อย่างไร เพราะว่าบางทีก็ต้องใช้โทรศัพท์มือถือ ก็เข้าใจนะ บางทีก็ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานต่างๆ นานา ไปที่ไหนชนบางทีผัสสะมีเยอะแยะไปหมด เราจึงต้องคุมตรงนี้ มันจึงเป็นทั้ง 2 ทาง

 

 

ถนนเส้นเดียวกัน แต่คนละทิศ ประมาท หรือ สติ

 

คำตอบแรกก็คือว่า ตอนเริ่มรายการมา นั่นคือ “สติ” เราต้องตั้งเอาไว้ ก็ฉันมีสติอยู่นะตอนที่ฉันเล่น ฉันกิน ฉันดื่ม ฉันเที่ยว มีสติอยู่ นี่แหล่ะ ซ้ายหรือขวาล่ะ

 

ถ้าไปทางซ้ายก็คือความประมาท ก็เป็นทางเดียวกันกับสตินั่นแหละ แต่คนละทิศ ถนนเส้นเดียวกัน แต่คนละทิศ คุณจะซ้ายหรือจะขวา มันถนนเส้นเดียวกัน เข้าใจมั้ย ไอ้ตอนที่เรามีความประมาท สติก็อยู่ด้วย ความไม่ประมาทก็อยู่ด้วย เพราะมันเป้นเส้นทางเดียวกัน จะเอาหัวหรือท้ายเท่านั้นเอง

 

กิ่งไม้ที่คุณหยิบขึ้นมา หัวมันก็มาด้วยกับทางด้ามของมัน จะออกหัวอีกด้านนึงก็เป็นก้อย สว่างๆอยู่แล้วความมืดไปไหน ปิดนิดเดียวเท่านั้นล่ะมืดเลย อ้าว แล้วมืดๆอยู่แล้วสว่างอยู่ที่ไหน เปิดไฟจุดไฟมันก็สว่างทันที ไอ้ตอนมืดแล้วมันจะหาความสว่างยากนิดนึง นี่แหละมันจึงเป็นความประมาท แต่ตอนที่มันสว่างอยู่ พอปิดไฟนิดเดียวมันมืดเลยนะ จะมืดแล้วไปหาสว่างมันจะหาได้อย่างไง ว่าตรงไหนจะจุดขึ้นมา นอกจากคุณรู้เส้รชนทางอยู่แล้ว

พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเกิดขึ้นจึงเป็นประโยชน์อย่างมากเลย คุณไม่ต้องคิดอะไรมาก ทำตามมรรคแปด เริ่มจากสติเราตั้งเข้าไว้ให้ดีเลย เอาสตินั่นแหละคุมตาหูจมูกลิ้นกายแล้วก็ใจของเราตามช่องทาง ให้รู้จักปิดกั้นอินทรีย์ ให้มีการสำรวมระวังอินทรีย์ต่างๆ เหล่านี้ ช่องทางที่จะไม่ให้เจ้ากระแส กระแสของปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ สื่อลามก เกมส์กด ทีวี หนังละคร ทุกอย่าง เราต้องระวัง

 

ความระวังนี้คือความไม่ประมาท ความระวังความไม่ประมาทนี้ คือ สติ สติอยู่ที่ไหน ความเผลอสติก็อยู่ไม่ไกล นิดเดียว ห่างกันแค่ 90 องศา หันคนละทางนิดเดียว

 

พูดนี่คือให้กำลังใจนะ เพราะว่าถ้าคุณไม่มีสติอยู่ ทำนิดเดียวก็มีสติขึ้นมา คนที่เผลอสติอยู่ คุณระลึกนิดเดียว คุณก็มีสติเกิดขึ้นมา ให้มีกำลังใจ เราสามารถทำได้ เพราะเรามีสติแล้ว เราจะมีความเพียร มีความทำจริงแน่วแน่จริง นั่นน่ะคือคุณมาถูกทาง แต่ถ้าไม่มีสติ ที่บอกว่าเผลอสติไปประมาทไป มันก็ห่างจากสตินิดเดียว แต่มันก็ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน ความลืมไป ความกำหนัด ความลุ่มหลง ก็ห่างกันนิดเดียว ก็ไปทางนั้น ก็ไม่ดี

 

เรามาทางนี้ มาในทางที่จะปฏิบัติตามมรรคแปด เราสามารถที่จะแก้ไขได้ ด้วยการที่เรามาตรวจสอบตัวเรา ด้วยการพยายามตั้งสติขึ้น ทำความเพียร ความพยายามกระทำจริงให้เกิดขึ้น ชีวิตของเรานั้นจะดีขึ้นแน่นอน….

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง