กิเลสคือธุลี

HIGHLIGHTS:

  • ลักษณะของราคะ โทสะ และโมหะ ที่เรียกว่า “กิเลส”
  • ถ้ามาเปรียบเทียบกิเลสกับอะไรก็ตามที่น่ารังเกียจ ไม่ว่าจะขนาดไหนก็ตาม กิเลสนี้มันแย่ที่่สุดเพราะมันทำคนดี ๆ ให้กลายเป็นคนชั่วได้
  • จิตใจที่มีราคะ โทสะ โมหะ ทำให้จิตใจของเรามีความเศร้าหมอง จากที่แจ่มใสก็เป็นเศร้าหมอง จากที่คมก็เป็นทื่อ จากที่สะอาดก็เป็นสกปรก จากที่ดูสวยงามก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าดู จากที่นุ่มนวลอ่อนเหมาะก็เป็นหยาบกระด้างได้
  • เราจะละสิ่งที่เป็น ราคะ โทสะ โมหะได้อย่างไร?
  • ถึงเวลาที่เราจะกำจัดราคะ โทสะ โมหะที่เป็นเหมือนธุลีในจิตของเราออกเสีย ชำระจิตใจของเราให้มันดีมันงามขึ้นมา

บทคัดย่อ

“ราคะ ชื่อว่าธุลี, แต่ละอองท่านหาเรียกธุลีไม่, คำว่า ธุลี นั่นเป็นชื่อของราคะ, ภิกษุเหล่านั้น ละธุลีนั่นได้ขาดแล้ว อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.

โทสะ ชื่อว่าธุลี, แต่ละอองท่านหาเรียกธุลีไม่, คำว่า ธุลี นั่นเป็นชื่อของโทสะ, ภิกษุเหล่านั้น ละธุลีนั่นได้ขาดแล้ว อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.

โมหะ ชื่อว่าธุลี, แต่ละอองท่านหาเรียกวธุลีไม่; คำว่า ธุลี นั่นเป็นชื่อของโมหะ,ภิกษุเหล่านั้น ละธุลีนั่นได้ขาดแล้ว อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.”

 

พระพุทธเจ้าทรงตรัสแก่ พระจูฬปันถก(อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ว่า “จูฬปันถก เธออย่าทำความหมายเฉพาะท่อนผ้านั้นว่า ‘เศร้าหมองแล้ว ติดธุลี’, ก็ธุลีทั้งหลาย มีธุลีคือราคะเป็นต้น มีอยู่ในภายในของเธอ, เธอจงกำจัดมันออกเสีย”

 

“...อะไรก็ตามที่น่ารังเกียจ ขนาดไหนก็ตาม สิ่งนั้นยังไม่ใช่ความน่ารังเกียจ ความเป็นขยะ ความเป็นของไม่น่าดู ถ้ามาเปรียบเทียบกับกิเลสเลย กิเลสนี้มันเละมันเน่า มันแย่ที่่สุดมากว่าอีก ทำไม?

เพราะกิเลสมันสามารถทำให้คนดี ๆ ที่ดูดี ๆ มีอุปนิสัย มีความดีอะไรต่าง ๆ ให้กลายเป็นคนชั่วได้ เละตุ้มเปะได้ เน่าเหม็น หมกอยู่ในภายในได้”

 

มีตัวอย่างภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาให้เห็นมากมาย เช่น นางกุณฑลเกสี (เรื่อง สาวใจแตกสุดท้ายบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)ซึ่งเป็นพระเถรีที่มีความสามารถเป็นเลิศกว่าบรรดาภิกษุณีอื่น ๆ ในด้านการตรัสรู้เร็ว ในตอนที่กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ครอบงำนางอยู่ก็ได้หนีตามผู้ชาย ไม่ฟังคำมารดาบิดา มีความโลเลในบุรุษ มีความเห็นผิด มีมิฉาทิฏฐิ นั่นเป็นเพราะกิเลสที่พาทำ ทั้ง ๆ ที่มีอุปนิสัยที่ได้บ่มมาแล้ว บำเพ็ญบารมีมาตั้งนานแล้ว แต่ผิดพลาดไป ทำไม่ดีไป เพราะว่ากิเลส, พระมหาโมคคัลลานะที่อดีตชาติได้ฆ่าบิดามารดา เนื่องด้วยความเชื่อภรรยา ซึ่งเป็นราคะและโทสะ เป็นต้น

 

จิตใจที่มีราคะ มีโทสะ มีโมหะ ก็มาทำให้มีความเบียดเบียน เป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจดี ๆ มีความประเสริฐมีความดีอยู่ ก็ผิดเพี้ยนไป มันน่ารังเกียจขนาดนี้ ทำให้จิตใจที่มีความอ่อนเหมาะนุ่มนวลแล้ว ก็ยังหยาบกระด้างได้

 

กิเลส คือ ราคะ โทสะ โมหะ ยังทำให้คนที่มีปัญญาเฉียบแหลมลึกซึ้งแทงตลอดในเรื่องต่าง ๆ ปัญญานั้นก็กลับทื่อไปได้

 

ราคะ โทสะ โมหะ มีความน่าเกียจ มีความขยะแขยง ทำให้คนดี ๆ ก็กลายเป็นคนชั่วได้ ล่วงภรรยาผู้อื่นได้ กล่าวคำเท็จทั้ง ๆ ที่รู้ ตู่เอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ก็ได้ ความชั่วช้าที่ไหนก็ตามที่มันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ มันแย่มาก ๆ มีชาติกำเนิดที่ชั่ว ยิ่งกว่าสัตว์นรกกำเนิดเดรัจฉาน ที่จะไปสู่ที่นั้นได้หรือมาจากที่นั้นก็ตาม ก็เพราะด้วยราคะ โทสะ โมหะ คือ กิเลสเหล่านี้

 

“...ชัยชนะอะไรที่กลับแพ้ได้ ก็เพราะมีราคะ โทสะ และโมหะ มันทำให้เกิดขึ้นได้อีก...คำถามในที่นี้คือ เราจะละสิ่งที่เป็น ราคะ โทสะ โมหะได้อย่างไร?”

 

เราจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ เราให้เห็นโทษของมัน เห็นโทษของ ราคะ โทสะ โมหะ ที่ทำให้เรามีความเห็น ความคิด ความเข้าใจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้จิตใจของเรามีความเศร้าหมอง มีความตกต่ำ มีความมืด มีความทื่อ จากที่แจ่มใสก็เป็นเศร้าหมอง จากที่คมก็เป็นทื่อ จากที่สะอาดก็เป็นสกปรก จากที่ดูสวยงามก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าดู จากที่นุ่มนวลอ่อนเหมาะก็เป็นหยาบกระด้าง เราเห็นโทษของมันขนาดนี้แล้ว เราต้องกำจัดมันออกเสีย จงกำจัดราคะ โทสะ โมหะที่เป็นเหมือนธุลีในจิตของเราออกเสีย ละอองธุลีอะไรที่มันไม่ดี เป็นของสกปรก เรากวาดทิ้งเสีย ให้เราพิจารณาให้เห็นโทษของมัน ว่าโทษของมันมีมากมายขนาดนี้ ทำให้มีความไม่เที่ยงได้ ของดี ๆ กลายเป็นของไม่ดีได้ เพราะว่ากิเลส “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” ให้พิจารณาถึงความสิ้นความเสื่อมไป อะไรก็ตามที่เป็นสังขาร กิเลสมันไปเกาะได้ทั้งนั้น เหมือนอะไรก็ตามที่เป็นโลหะไม่ว่าประเภทใดประเภทหนึ่ง สนิมเกิดได้ทั้งนั้น กิเลสนี่แหละเปรียบเหมือนสนิมของเหล็กที่ทำให้เหล็กดี ๆ ก็หมองลง ทำให้จิตที่มีความเป็นประภัสสร เดี๋ยวก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น นั้นก็เพราะว่ากิเลสราคะ โทสะ โมหะ

 

เห็นโทษของมัน เห็นความไม่เที่ยงของมัน เปลี่ยนแปลง เดี๋ยวเป็นอย่างนี้เดี๋ยวเป็นอย่างอื่น เห็นโทษคือความเศร้าหมองของมันแล้ว กำจัดมันออกเสีย ละมันออกเสีย เราจะเอาของที่สกปรกของที่ไม่ดีออกไปได้ เศษสิ่งอะไรที่สกปรกก็เอาน้ำดี ๆ มาล้างถูขัดแปรงให้สะอาด เช่นเดียวกันเราจะกำจัดราคะ โทสะ โมหะ ถ้าเราเห็นโทษของมันแล้วว่าต้องละออกเสีย กวาดออก ชำระออก เอาความดีมาใส่แทน เอามรรค 8 มาใส่แทน เอาศรัทธามาใส่...ให้มีศรัทธาในพุทโธ ธัมโม สังโฆ ใส่เอาไว้ ใส่ลงไป ให้มีความเพียรการทำจริงแน่วแน่จริง ความขี้เกียจนี้เป็นกิเลส ให้เอาความขยันใส่ลงไป ความโกรธความขัดเคืองความไม่พอใจ โทสะเป็นไฟเผาเราอยู่ เอาน้ำเย็น ๆ ใส่ลงไป เอาเมตตาใส่ลงไป ความตระหนี่ความหวงกั้น ความโหยความอยากพวกนี้ เป็นราคะ เราเอาจาคะ ความสละออก เอาทานการให้ใส่ลงไป ความมึนตึง ความท่ื่อ ความไม่แจ่มใส เป็นโมหะ เอาปัญญาใส่ลงไป ให้เรามีศรัทธา เราสามารถเอาความเพียร เอาทาน เอาศีล เอาภาวนา เอาปัญญา เอาเมตตา พวกนี้ใส่ลงไป ๆ กิเลสมันก็ค่อย ๆ ออกไป ชะล้างมันออกไป เดี๋ยวมันจะกลับมาอีก ให้สู้กับมัน สู้กับกิเลส เราตกเป็นทาสของกิเลสมานานเท่าไหร่แล้ว เราสกปรกจมอยู่กับกองเน่าเหม็นมานานเท่าไหร่แล้ว ถึงเวลารึยังที่เราจะชำระจิตใจของเราให้มันดีงามสวยงามออกมา.

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง