ศีลและการสมาทานศีล

HIGHLIGHTS:

  • เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี “ศีล”
  • ศีล คือ ความเป็นปกติ
  • ศีลเป็นพื้นฐานของ สมาธิ และปัญญา
  • ผลหรืออานิสงส์ของศีล คือ ความไม่ร้อนใจและธรรมะอื่นๆ ที่จะมีต่อไปๆ
  • การสมาทานศีล 5 และศีล 8

บทคัดย่อ

 

- เข้าใจคำสอนด้วยภาษาบาลี -

 

"ศีล" มาจากภาษาบาลีคำว่า "สีล" อ่านว่า "สี ละ" ที่มาจากธาตุหรือรากศัพท์คำว่า "สิ" หมายถึง ผูกเอาไว้ คือ ธรรมะอันเป็นเครื่องผูกจิตเอาไว้ หรือ "สีล" เองมีความหมายว่า ความสงบ ความเป็นปกติ เป็นเครื่องผูกจิตเอาไว้ ทำจิตให้มีความสงบในความที่ทรงธรรมของความเป็นธรรมชาติเดิมของมันเอาไว้

“ศีล” เป็นพื้นฐานของสมาธิ และปัญญา พระพุทธเจ้าเปรียบศีลเหมือนกับแผ่นดิน

“ศีล” หมายถึงความเป็นปกติ ดังนั้น ความเป็นปกติ 5 อย่าง จึงหมายถึง ศีล 5 ซึ่งเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่ให้มีความสุข ความเจริญ ความมั่นคั่ง และสำหรับผู้ที่ต้องการประพฤติพรหมจรรย์ ต้องการหลีกออกจากกรม ทำความสุขให้ลึกซึ้ง เหนือกว่ากามให้เกิดขึ้น เป็นศีล 8

“ศีล” มีไว้เพื่อตรวจสอบตัวเอง และตรวจสอบกันเป็นหมู่คณะ มิได้เอาไว้เพ่งโทษ เตือนกันให้อยู่วินัย เพื่อให้ธรรมะอื่นๆ เกิดขึ้น และดำรงธรรมะนั้นๆ เอาไว้

ผลหรืออานิสงส์ของ “ศีล” คือ ความไม่ร้อนใจ ธรรมะอื่นๆ ที่จะมีต่อไปๆ จากการมีศีล มีปีติ มีปราโมทย์ มีการให้ทาน ฯลฯ เมื่อตายจากโลกนี้จะไปสู่สุคติ โลก สวรรค์ ส่วนผลหรืออานิสงส์ของความไม่มีศีล คือ จะไปตกนรก ไปเจอคนไม่ดี ชักจูงคนไม่ดีเข้ามา ไปในทางไม่ดี มีความร้อนใจ ธรรมะดีๆ จะมีไม่ได้ เพราะตั้งอยู่ในความประมาท

 

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คุณหนุ่ย ทัศนัย. (Facebook)

คำถาม : ความหมายของคำภาษาบาลีในการสมาทาน ศีล 5 และศีล 8

คำตอบ : การสมาทาน หมายถึง การรับเอามาปฏิบัติ การถือเอาไว้ด้วยดี การตั้งใจที่จะกระทำ

การสมาทานศีล เร่ิมต้นจากการแสดงความเคารพบูชาในพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ ตามด้วยการสมาทานไตรสรณะคมน์ การสมาทานศีล

 

 

การแสดงความนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้าด้วยวาจา

 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมสัมพุทธัสสะ ฯ (สวด 3 จบ)

 

การสมาทานไตรสรณคมน์ หรือการสมาทานพระรัตนตรัย เพื่อให้มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง

 

ให้ว่าตามในครั้งที่ 1

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

ให้ความตามในครั้งที่ 2

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

ให้ว่าตามในครั้งที่ 3

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

 

 

การสมาทานศีล 5 และศีล 8

 

  1. ศีลคือความเป็นปกติในข้อแรก คือความเป็นปกติในการไม่ฆ่า คือเธอเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่า วางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้ว มีความละอายถึงความเอ็นดูกรุณา หวังประโยชน์เกื้อกูลในบรรดาสัตว์ทั้งหลายอยู่  ให้สมาทานโดยการว่าตามเป็นภาษาบาลีดังนี้ว่า “ปาณาติปาตา เวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”
  2. ศีล คือความเป็นปกติในการไม่ลักทรัพย์ คือเธอเป็นผู้เว้นขาดจาก ถือเอาทรัพย์อันเจ้าของไม่ได้ให้ ถือเอาแต่ของที่เขาให้แล้ว หวังอยู่แต่ของที่เขาให้ ไม่เป็นขโมย มีตนเป็นคนสะอาดเป็นอยู่  ให้สมาทานโดยการว่าตามเป็นภาษาบาลีดังนี้ว่า “อทินนาทานาเวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”
  3. ศีล คือความเป็นปรกติ คือมีปรกติในการไม่ประพฤติในกาม ไม่ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบต่างๆ ให้สมาทานโดยการว่าตามเป็นภาษาบาลีดังนี้ว่า “กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”

    (สำหรับศีล 8) ศีล คือความเป็นปกติในการประพฤติพรหมจรรย์ คือเธอละกรรมอันไม่ใช่ พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์โดยปกติ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากการเสพเมถุนอันเป็นของ ชาวบ้านให้สมาทานโดยการว่าตามเป็นภาษาบาลีดังนี้ว่า “อพรหมจริยาเวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”

  4. ศีล คือความเป็นปกติในการไม่แกล้งกล่าวเท็จ คือเธอเป็นผู้ละมุสาวาท เว้นขาดจากพูดเท็จ พูดแต่ความ จริง รักษาความ สัตย์ มั่นคงในคำพูด ควรเชื่อถือได้ ไม่แกล้งกล่าวให้ผิดต่อโลก ให้สมาทานโดยการว่าตามเป็นภาษาบาลีดังนี้ว่า “มุสาวาทาเวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”
  5. ศีล คือความเป็นปกติในการไม่ดื่มสุราและเมรัย คือเธอในกรณีนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ให้สมาทานโดยการว่าตามเป็นภาษาบาลีดังนี้ว่า “สุราเมรยมชฺชปมาทัฎฐานาเวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”

    (สำหรับศีล 8)

  6. ศีล คือความเป็นผู้มีปกติงดการฉันในเวลาล่วงกาล คือเป็นผู้วันหนึ่งฉันหนเดียว งดการฉันในเวลาราตรี และงดการฉันในเวลานอกกาลให้สมาทานโดยการว่าตามเป็นภาษาบาลีดังนี้ว่า “วิกาลโภชนาเวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”
  7. ศีล คือความเป็นปกติในการไม่ฟ้อนรำไม่ประดับประดา คือเธอเป็นผู้เว้นขาดจากการฟ้อนรำขับร้อง การประโคมดนตรี และการดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล เว้นขาดจากการทัดทรงประดับและตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ของหอม และเครื่องประเทืองผิวอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว ให้สมาทานโดยการว่าตามเป็นภาษาบาลีดังนี้ว่า “นจฺจคีต // วาทิต // วิสูกทสฺสนา // มาลาคนฺธ // วิเลปน // ธารณมณฺฑน //วิภูสนัฏฺานา // เวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”
  8. ศีล คือความเป็นผู้มีปกตินั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันต่ำ คือเธอเป็นผู้มีปรกติละการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ สำเร็จการนอนบนที่นอนอันต่ำ คือ บนเตียงหรือบนเครื่องปูลาดที่ทำด้วยหญ้า ให้สมาทานโดยการว่าตามเป็นภาษาบาลีดังนี้ว่า “อุจฺจาสยน // มหาสยนา // เวรมณี สิกขาปทังสมาทิยามิ”

 

เหล่านี้แหล่ะคือความเป็นปรกติ 5 (8) อย่าง ความเป็นปรกติ 5 (8) อย่างนี้เป็นไปเพื่อความสุข เป็นไปเพื่อโภคทรัพย์ เป็นไปเพื่อนิพพาน

"สีเลนะ สุคะติง ยันติ   สีเลนะ  โภคะสัมปะทา สิเลนะ  นิพพุติง  ยันติ   ตัสมา   สีลัง วิโสทะเย"

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง