วิธีตั้งจิตในการเจริญเมตตา

HIGHLIGHTS:

  • คุณธรรมอย่างหนึ่งที่สามารถทำให้ถึงนิพพานได้ นั่นคือ “เมตตา”
  • ผลอานิสงส์ของการเจริญเมตตา 11 อย่าง
  • การเจริญเมตตา จิตต้องเป็นสมาธิก่อน
  • จิตที่มีเมตตาเป็นอย่างไร และมีวิธีตั้งจิตในการเจริญเมตตาอย่างไร
  • ในการปฏิบัติธรรมทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลัง เราควรจะมีการเจริญเมตตา
  • บทแผ่เมตตา

บทคัดย่อ

 

“...ตัณหาทำงานเป็นเครือข่าย ธรรมะก็เป็นเครือข่ายเหมือนกัน เหมือนกับแห่ จุ่มแห่ถ้าเราจับให้มันดี ดึงไป ๆ มันได้ทั้งหมด ได้ปลาทั้งหมด เราเริ่มปฏิบัติจากจุดไหนก็ได้...คุณธรรมอย่างหนึ่งที่เราสามารถทำได้ มีประโยชน์หลายอย่าง และก็ทำให้ถึงนิพพานด้วย นั่นคือ คุณธรรมในข้อ “เมตตา”

 

พระพุทธเจ้าอธิบายถึงผลอานิสงส์ของการเจริญเมตตาเอาไว้ 11 อย่าง ดังนี้

 

“เมื่อเมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลเสพมาแต่แรก ให้เจริญแล้วทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานที่เทียมดีแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้ง ประพฤติสั่งสมเนือง ๆ ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ 11 อย่าง คือ

  1. หลับเป็นสุข
  2. ตื่นเป็นสุข
  3. ไม่ฝันร้าย
  4. เป็นที่รักของพวกมนุษย์
  5. เป็นที่รักของพวกอมนุษย์
  6. เทพยดารักษา
  7. ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี ศาสตราก็ดี ไม่ต้องบุคคลนั้น
  8. จิตตั้งมั่นได้รวดเร็ว
  9. สีหน้าผุดผ่อง
  10. ไม่หลงทำกาละ
  11. เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งขึ้นไปย่อมเกิดในพรหมโลก

เมื่อเมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลเสพมาแต่แรก ให้เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดุจยานที่เทียมดีแล้ว ทำให้เป็นที่ตั้ง ประพฤติสั่งสมเนืองๆ ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว พึงหวังอานิสงส์ 11 นี้แล.”

 

คำว่า “เมตตา” เป็นศัพทเดียวกันกับคำว่า “มิตตะ” (ที่แปลว่าเพื่อนหรือมิตร) ซึ่งถ้าหากเราจะเจริญเมตตา จิตเราต้องเป็นสมาธิก่อน จิตเราต้องเป็นอารมณ์อันเดียวก่อน

อะไรที่นำเอามาเป็นหลัก มาเป็นที่พึ่งที่ระลึกถึง มาเป็นเครื่องมือที่จะทำให้จิตของเราไม่เข้าไปวุ่นวาย บ้าบอในเรื่องทางการพยาบาทเบียดเบียน

เราสามารถเริ่มได้จากการระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงคุณของท่านในข้อ “พุทโธ” เอาจิตของเรามาตั้งไว้ตรงนี้ก่อน เพื่อไม่ให้มีความคิดไปทางพยาบาทเบียดเบียน หรือ จะเอาเรื่องความดีที่เราเคยทำมา เช่น เคยให้ทาน ใส่บาตร ทำกฐินผ้าป่าใด ๆ ระลึกถึงตรงนั้นก็เป็นจาคานุสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้าก็เป็นพุทธานุสสติ หรือว่าระลึกถึงความดีในข้อปฏิบัติอื่น ๆ ของเราว่า เราเคยประพฤติปฏิบัติธรรม เก็บของคืนเจ้าของ ระลึกถึงตรงนี้คือ สีลานุสสติ ให้ตั้งสติไว้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เมื่อเราตั้งไว้แล้ว จิตของไม่มีคิดไปในทางพยาบาทเบียดเบียนแล้ว ให้เราตั้งจิตเอาไว้อันเป็นไปด้วยกับเมตตา

 

ตั้งจิตเอาไว้อันเป็นไปด้วยกับเมตตาเป็นอารมณ์อย่างไร

 

พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้เมื่อกับมารดา มีลูกที่เกิดจากครรภ์ของตนเอง ตอนจะเกิดก็ต้องเสี่ยงชีวิตแม่ กว่าจะได้ชีวิตลูกมาสักชีวิตหนึ่ง ชีวิตแม่นี้ก็เสี่ยงมาก แต่ถึงเสี่ยงอย่างนั้นก็ยอมสละชีวิตให้ได้ ยอมสละชีวิตให้เพื่อลูกที่จะเกิดมาได้ จิตใจมันจะนุ่มจะอ่อนเป็นแบบนั้น เหมือนแม่ที่เห็นลูกคนเดียวที่เกิดจากครรภ์ของตน อุ้มไว้ในอ้อมอก จิตแบบนี้คือ “จิตที่มีเมตตา”

 

การดำรงสมาธิจิต เมื่อถูกเบียดเบียนทั้งทางวาจาและทางกาย

 

พระพุทธเจ้ากล่าวถึงและเปรียบเทียบไว้ว่า ทางแห่งถ้อยคำที่บุคคลอื่นจะพึงกล่าวหาเธอ 5 อย่างเหล่านี้ มีอยู่ คือ

  1. กล่าวโดยกาลหรือโดยมิใช่กาล
  2. กล่าวโดยเรื่องจริงหรือโดยเรื่องไม่จริง
  3. กล่าวโดยอ่อนหวานหรือโดยหยาบคาย
  4. กล่าวด้วยเรื่องมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์
  5. กล่าวด้วยมีจิตเมตตาหรือมิโทสะในภายใน

ภิกษุ ท. ! เมื่อเขากล่าวอยู่อย่างนั้น ในกรณีนั้น ๆ เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า “จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายในอยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูล ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาทแผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเนียกอย่างนี้.

อุปมาที่หนึ่ง เปรียบเหมือน บุรุษถือจอบและปุ้งกี๋มา แล้วกล่าวว่า “เราจักกระทำแผ่นดินใหญ่นี้ ให้ไม่เป็นแผ่นดิน” ดังนี้; เขาขุดในที่นั้น ๆ เรี่ยรายดินในที่นั้น ๆ ขากถุยอยู่ในที่นั้น ๆ กระทืบเท้าอยู่ในที่นั้น ๆ ปากพูดอยู่ว่า “มึงไม่ต้องเป็นแผ่นดินอีกต่อไป มึงไม่ต้องเป็นแผ่นดินอีกต่อไป” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้น จะทำแผ่นดินใหญ่นี้ ให้ไม่เป็นแผ่นดิน ได้แลหรือ? “ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !” เพราะเหตุไรเล่า ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แผ่นดินใหญ่นี้ลึกหาประมาณมิได้ เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะทำให้ไม่เป็นแผ่นดิน รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการกล่าวหาห้าประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่ เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้นอย่างนี้ว่า “จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทางมีบุคคลนั้นเป็นอารมณ ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้. (คือมีจิตเหมือนแผ่นดินใหญ่อันใคร ๆ จะกระทบกระทั่งให้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น). ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล.

อุปมาที่สอง เปรียบเหมือน บุรุษถือเอาสีมา เป็นสีครั่งบ้าง สีเหลืองบ้าง สีเขียวบ้าง สีแสดบ้าง กล่าวอยู่ว่า “เราจักเขียนรูปต่าง ๆ ในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฏอยู่” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร บุรุษนั้นจะเขียนรูปต่าง ๆ ในอากาศนี้ ทำให้มีรูปปรากฎอยู่ ได้แลหรือ ? “ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !” เพราะเหตุไรเล่า ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เพราะเหตุว่าอากาศนี้ เป็นสิ่งที่มีรูปไม่ได้ แสดงออกซึ่งรูปไม่ได้. ในอากาศนั้น ไม่เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะเขียนรูป ทำให้มีรูปปรากฎอยู่ได้ รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบาก คับแค้นเสียเปล่า พระเจ้าข้า!”

ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการกล่าวหาห้าประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่ เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้น อย่างนี้ว่า “จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายในอยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไม่ยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทางมีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้. (คือมีจิตเหมือนอากาศ อันใคร ๆ จะเขียนให้เป็นรูปปรากฎไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น). ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล.

อุปมาที่สาม เปรียบเหมือน บุรุษถือคบหญ้า ที่กำลังลุกโพลงมา กล่าวอยู่ว่า “เราจักเผาแม่น้ำคงคาให้ร้อนจัด ให้เดือนพล่าน ด้วยคบหญ้าอันลุกโพลงนี้” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร บุรุษนั้นจะเผาแม่น้ำคงคาให้ร้อนจัด ให้เดือดพล่าน ด้วยคบหญ้าอันลุกโพลง ได้แลหรือ ? “ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !” เพราะเหตุไรเล่า ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! เพราะเหตุว่า แม่น้ำคงคาลึกหาประมาณมิได้ ไม่เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะเผาให้ร้อนจัด ให้เดือดพล่านด้วยคบหญ้าอันลุกโพลงรังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า ดังนี้.”

ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการกล่าวหาห้าประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่ เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้น อย่างนี้ว่า “จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทางมีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้. (คือมีจิตเหมือนแม่น้ำคงคา อันใคร ๆ จะเผาให้ร้อนเดือดด้วยคบหญ้าไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น) ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล.

อุปมาที่สี่ เปรียบเหมือน แผ่นหนังแมวป่าขนฟู ฟอกนวดแล้ว นวดทุบอย่างดี นวดทุบอย่างทั่วถึง อ่อนนิ่มเหมือนปุยนุ่น ไม่ส่งเสียง ไม่ส่งกังวานเสียง. ลำดับนั้น มีบุรุษถือท่อนไม้หรือไม้หัวโหม่งมา พลางพูดว่า “เราจักทำให้หนังแมวป่าขนฟูแผ่นนี้ ส่งเสียง มีเสียงพรึมๆ ด้วยท่อนไม้หรือไม้หัวโหม่งนี้” ดังนี้.

ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร บุรุษนั้นจะทำหนังแมวป่าขนฟูแผ่นนั้นให้ส่งเสียงพรึมๆ ด้วยท่อนไม้หรือไม้หัวโหม่งนั้นได้แลหรือ?“ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !” เพราะเหตุไรเล่า ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! เพราะเหตุว่า หนังแมวป่าขนฟูแผ่นนั้น เป็นของฟอกนวดแล้ว นวดทุบอย่างดี นวดทุบอย่างทั่วถึง อ่อนนิ่ม เหมือนปุยนุ่น ไม่ส่งเสียง ไม่ส่งกังวานเสียง ไม่เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะทำให้มันส่งเสียงดังพรึม ๆ ด้วยท่อนไม้หรือไม้หัวโหม่ง รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า ดังนี้.”

ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการกล่าวหาห้าประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่, เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้น อย่างนี้ว่า “จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทางมีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้. (คือมีจิตเหมือนแผ่นหนังแมวป่าขนฟูที่ฟอกดีแล้วเห็นปานนั้น อันใคร ๆ จะทำให้มันส่งเสียงดังพรึม ๆ ไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น). ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล.

อุปมาที่ห้า ถ้าโจรผู้คอยหาช่อง พึงเลื่อยอวัยวะน้อยใหญ่ของใครถ้วยเลื่อยมีด้ามสองข้าง; ผู้ใดมีใจประทุษร้ายในโจรนั้น ผู้นั้นชื่อว่าไม่ทำตามคำสอนของเรา เพราะเหตุที่มีใจประทุษร้ายต่อโจรนั้น

ภิกษุ ท. ! ใกรณีนั้น เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้ว่า “จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจัก ไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วย เมตตาไม่มีโทสะในภายใน อยู่, แผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วย เมตตา อันเป็นจิตไพบูล ใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทาง มีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียก อย่างนี้แล.

ภิกษุ ท. ! เธอพึงกระทำในใจถึงโอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยนี้ อยู่เนือง ๆ เถิด. ภิกษุ ท. ! เมื่อเธอทำในใจถึงโอวาทนั้นอยู่ เธอจะได้เห็นทางแห่ง การกล่าวหาเล็กหรือใหญ่ที่เธออดกลั้นไม่ได้อยู่อีกหรือ ? “ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้า ข้า !” ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้นในเรื่องนี้ พวกเธอทั้งหลายจงกระทำในใจถึง โอวาทอันเปรียบด้วยเลื่อยนี้ อยู่เป็นประจำเถิด : นั่นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์ เกื้อกูลและความสุขแก่เธอทั้งหลาย ตลอดกาลนาน.

 

พระพุทธเจ้าตอนเป็นพระโพธิสัตว์ได้เจริญเมตตามาตลอด 7 ปี ผลอานิสงส์ที่เกิดขึ้นก็คือ ได้ไปเกิดอยู่ในพรหมนานมาก เศษกรรมที่เหลือจากการเจริญเมตตานี้ ยังได้เคยไปเกิดเป็นท้าสักกะเทวราช (พระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์) ถึง 36 ครั้ง และยังได้มาเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์อีกนับด้วยร้อย ๆ ครั้ง พระพุทธเจ้าได้บอกสอนเหล่าภิกษุทั้งหลายให้เจริญเมตตานี้ด้วย ควรเจริญเมตตาอยู่เนื่อง ๆ

วิธีที่การที่เราจะเจริญเมตตาได้...ให้เราตั้งจิตเอาไว้ก่อน ตั้งจิตไว้ให้ดีเสียก่อน นั่นคือตั้งสติเอาไว้ ควรจะตั้งสติไว้ด้วยกระบวนการอย่างใดอย่่างหนึ่งก็ได้...ตั้งจิตไว้ให้ดีอย่าให้มีความคิดทางกามพยาบาทหรือเบียนเบียด ทรงจิต คือ คุณธรรมในความเมตตานี้เอาไว้ เมื่อกับมารดาที่เห็นลูกที่เกิดขึ้นจากครรภ์ของตน อยู่ในอ้อมอกของตน ไม่ได้มีคำพูด ไม่ได้มีความคิดใด ๆ แต่จิตนี้มีอารมณ์นี้อยู่ อารมณ์คือ ความเมตตา คือ ความรักชนิดที่ไม่ได้มีเรื่องของกามเข้ามาเจือปน ไม่ด้มีความพยาบาท ไม่ได้มีความผูกเวร ไม่มีความเกลียด ไม่มีความโกรธ เป็รจิตที่ยิ่งใหญ่มาก จิตที่ยิ่งใหญ่แบบนี้เราแผ่ไป (ทำให้มันกว้างชวางออกไปในทุกทิศทุกทาง) เราเห็นสิ่งใดเรานึกถึงสิ่งใดก็ให้มีจิตที่ประกอบไปด้วยกับเมตตานี้เสมอ...

เราตั้งจิตเอาไว้ให้มีสติเสียก่อน ตั้งจิตเอาไว้ให้มีเมตตาเสียก่อน ทำจิตอย่างนี้แล้ว นึกบุคคลนี้ขึ้นมา นึกถึงบุคคลที่ทำให้เราไม่สบายใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวใด ๆ ก็ตาม ยกไว้ก่อน นึกถึงบุคคลนี้ ด้วยพลังที่เรามี เรานึกถึงบุคคลที่เราต้องการจะแผ่เมตตาให้ เจริญเมตตาให้ นั่นคือ เขาจะได้รับทันที จะเป็นญาติมิตรพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่หรือล่วงรับไปแล้วก็ตาม...เอาจิตที่เต็มไปด้ยกับเมตตาแผ่ไปสู่โลกทั้งปวง ผ่านบุคคลนี้ เอาบุคคลนี้เป็นอารมณ์ ตั้งจิตไว้แบบนี้ เจริญแน่นอน เราจะเป็นที่รักของมนุษย์ เป็นที่รักของพวกอมนุษย์ เทวดาก็จะรักษา คนที่ปฏิบัติธรรมจะมีอารักขาเทวดา เขาก้จะได้ส่วนบุญด้วยจิตที่เป็นเมตตาของเรานี้ด้วย”

 

 

ในการปฏิบัติธรรมทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังการปฏิบัติธรรม เราควรจะมีการเจริญเมตตา

 

 

บทแผ่เมตตา

 

“ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยเมตตา  ไม่มีเวร  ไม่มีพยาบาท  เป็นจิตกว้างขวาง  ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวง อย่างไม่มีประมาณ ให้แผ่เมตตาให้ตัวเอง คือขอให้ข้าพเจ้า…จงปราศจากการผูกเวร  ปราศจากความเกลียด ปราศจากความโกรธและรักษาตนให้มีแต่ความสุขกาย สุขใจ เถิด

ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยเมตตา  ไม่มีเวร  ไม่มีพยาบาท  ขอให้มารดา บิดา  ครูอาจารย์  ญาติพี่น้องและคนทั้งหลาย ขอจงปราศจากการผูกเวร ปราศจากความเกลียด ปราศจากความโกรธขอให้รักษาตนให้มีแต่ความสุขกาย สุขใจ เถิด

ขอให้อารักขาเทวดา ภุมเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา จงปราศจากการผูกเวร ปราศจากความเกลียด ปราศจากความโกรธ ขอให้รักษาตนให้มีแต่ความสุขกาย สุขใจ เถิด

ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยกับเมตตา  ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยกับกรุณา ด้วยจิตอันเป็นไปด้วยกับมุทิตาและด้วยจิตอันเป็นไปด้วยกับอุเบกขา  อันไม่มีเวร  ไม่มีพยาบาท  เป็นจิตกว้างขวาง ประกอบด้วยคุณอันใหญ่หลวงอย่างไม่มีประมาณ ให้แผ่ไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในทิศตะวันออก ทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทิศใต้ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศเหนือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ขอให้สรรพสัตว์ผู้มีชีวิตทั้งหลาย สัตว์บุคคลผู้มีตัวตนทั้งหมด ทั้งหญิงและชาย  พระอริยะเจ้าทั้งหลาย  และอานาริยชนผู้ยังไม่หลุดพ้น  เหล่ามนุษย์  และอมนุษย์ เทวดา และเปรตทั้งหมดทั้งสิ้น  จงปราศจากการผูกเวร ปราศจากความเกลียด ปราศจากความโกรธ ขอให้รักษาตนให้มีแต่ความสุขกาย สุขใจ เถิด

มารดาถนอมบุตรคนเดียวผู้เกิดแล้วในตน ด้วยการยอมสละชีวิตของตนแทนฉันใด  เธอทั้งหลายพึงเจริญเมตตาอันกว้างขวางอย่างไม่มีประมาณ  ในสัตว์ทั้งหลายแม้ฉันนั้นเถิด

ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข จงมีความเกษม จงมีความเจริญ ขออย่าได้ประสบความชั่วร้ายใดๆเลยขออย่าได้ประสบความเศร้าโศกอันใดเลย  ขออย่าได้มีความทุกข์ใดๆเลย   ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข  จงมีความเกษม  จงมีความเจริญ”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง