ขนาบ และด่า

HIGHLIGHTS:

  • เราฟังคำพูดคำกล่าวคำสอนของใครสักคนใดคนหนึ่ง เป็นพระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์หรือเพื่อนของเราหรือใครก็ตาม ที่เขากล่าวสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า นี่เป็นการด่าหรือว่าเป็นคำขนาบ ถ้าเราถูกทำอย่างนั้นแล้ว เราจะทำอย่างไร แล้วถ้าเราจะกล่าวตักเตือนบอกสอนคนอื่นที่เรารัก เราต้องการหวังประโยชน์จากเขา เราควรทำอย่างไง

บทคัดย่อ

 

“นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺ ชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช

คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าว

คำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ,

ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น,

ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย

เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย.”

( ปณฺฑิตวคฺค ธ. ขุ. 25/25/16 )

 

...เพราะว่าในธรรมวินัยนี้ บุคคลจะเจริญขึ้นได้ ก็ด้วยการกล่าวตักเตือนกันให้ออกจากความผิดต่างๆ ...

 

 

ผู้ชี้ทางอันประเสริฐ

 

ในธรรมวินัยนี้มันจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไข เปลี่ยนจากที่ยังไม่ดีให้มันดี จากที่มันดีอยู่แล้วให้มันดีมีมากขึ้น บางคนอาจคิดว่าตังเองก็ดีอยู่แล้ว ทำไมจะต้องทำอะไรอีก นี่ล่ะมันจึงจะต้องมีจุดที่สามารถแก้ไขได้ ศัพท์ที่พระพุทธเจ้าใช้คือคำว่า “พัฒนา” การทำให้เจริญ การทำให้มันดีขึ้น เราจะพัฒนาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ก็ต้องมีคนที่จะคอยมาบอก มาชี้ว่าตรงนี้แก้ตรงนี้ เหมือนอย่างนักกีฬา เขาก็จะต้องมี coach ที่จะคอยบอกว่าจุดนี้ยังพร่องอยู่นะ จุดนี้ดีอยู่ แต่ที่ดีกว่านี้ได้ ต้องมี coach มีคนคอยบอก

ในคำสอนนี้ก็มีพระพุทธเจ้านั่นแหละคอยบอกเอาไว้ คอยบอกว่าอันนี้ๆ ควรทำ สิ่งนี้ๆ ไม่ควรทำ โดยบอกในลักษณะที่ว่ากายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอย่างนี้ๆ ควรประพฤติ อย่างนี้ๆ ไม่ควรประพฤติ อาชีวะอย่างนี้ๆ ควรดำเนิน อย่างนี้ๆ ไม่ควรดำเนิน บอกไว้สอนไว้ว่านิคมนี้ควรอยู่อาศัย เช่นนี้ๆ ไม่ควรอยู่อาศัย

ลักษณะที่ท่านบอกเอาไว้สอนเอาไว้ให้ข้อมูล เป็นการประกาศธรรมจักร ในการยังจักรคือธรรมให้เป็นไป ชนิดที่ใครจะมาแย้งโต้เถียง พูดให้เป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่ เช่น จะพูดว่าที่กล่าวโทษ มันไมใช่โทษจริงๆ หรอก หรือจะบอกว่าที่บอกว่าคุณไว้นั้นนั่นน่ะ ไม่ได้อานิสงส์อย่างนั้นเลย หรือจะบอกว่า ทุกข์ไม่ใช่ขันธ์๕ หรือเหตุของทุกข์ไม่ใช่ตัณหา นี่เขาจะพูดแก้ต่างเองไม่ได้ จะไม่ประกอบด้วยเหตุผล ก็เถียงข้างๆ คูๆ ไม่อยู่ในทางได้ เพราะว่าสัตว์โลกมีลักษณะที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยอวิชชา รึงรัดมันอยู่ผูกคอเอาไว้ด้วยตัณหา มองก็มองไม่เห็น เหมือนวิ่งอยู่ในเขาวงกต ไม่รู้ว่าจะไปทางไหน หลงไปถูกกับดักบ้าง ได้รับความลำบากต่างๆ

พอตัวพระองค์หลุดพ้นออกจากเขาวงกต ออกจากกับดักนี้ได้ ออกจากวังวนนี้ได้ เห็นหมดเลย จึงบอกเอาไว้ เหมือนกับคนที่ตกลงไปในหลุมส้วม แล้วก็พยายามพาตัวเองออกมาได้ แล้วก็ไปอาบน้ำล้างอะไรเรียบร้อย ประพรมของหอม หวีผมสางผม ใส่มงกุฏดอกไม้ แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว โอ๊ย มาเจอคนที่ยังตกอยู่ในหลุมส้วม ก็พยายามจะบอกให้เขาออกมา และแน่นอนตัวเองก็จะไม่ลงไปคลุกคลีจมไปใหม่ ขึ้นมาแล้วจะจมไปใหม่ทำไม ไม่ทำอย่างนั้น

อุปมานี้ข้าพเจ้ายกขึ้นมาเพื่อที่จะเปรียบเทียบว่า เวลาที่ท่านบอกคนอื่นว่าให้มาทางนี้ ท่านก็จะไม่ลงไปด้วย หมายความว่าจะไม่ได้เข้าไปทำชั่วแบบเดิมอีกอย่างที่บอกคนอื่นเขาว่า อย่าทำ จะไม่ทำอย่างนั้น อย่างเช่นว่า บางคนจะบอกให้คนอื่นทำดี ให้มีเมตตากัน แต่ตะคอกไปก่อน อ้าว ให้บอกให้มีเมตตากัน ทำไมจึงตะคอกกันก่อน พยายามทำความดีแต่ในนามของความดีที่เอามาอ้างนั้น ก็ทำชั่วเสียเอง

 

...แต่ว่าพระพุทธเจ้าผู้ที่เป็นบัณฑิต ท่านจะไม่ทำอย่างนั้น คนที่เป็นบัณฑิตจะกล่าวสิ่งที่เป็นธรรมเป็นวินัย จะชี้สิ่งที่เป็นโทษ แล้วก็พยายามที่จะตักเตือน พยายามที่จะบอก …

 

ทีนี้การบอกตรงนี้แหละ ที่เป็นเรื่องราวที่ข้าพเจ้าจะมาพูดทำความเข้าใจในประเด็นนี้ว่า ถ้ามีใครสักคนใดคนหนึ่งบอกเราในสักเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในกรณีนี้เอาเป็นพระพุทธเจ้าเลย พระพุทธเจ้ากล่าวสอนตักเตือนภิกษุไว้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โห คำพูดของท่าน บางทีเจ็บบาดลึกนี่มันถูกด่าเอาเลย แต่นั่นเป็นลักษณะของการขนาบ

 

 

อะไรคือความแตกต่างระหว่าง ขนาบ และ ด่า

 

เราฟังคำพูดคำกล่าวคำสอนของใครสักคนใดคนหนึ่ง เป็นพระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์หรือเพื่อนของเราหรือใครก็ตาม ที่เขากล่าวสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า นี่เป็นการด่าหรือว่าเป็นคำขนาบ ถ้าเราถูกทำอย่างนั้นแล้ว เราจะทำอย่างไร แล้วถ้าเราจะกล่าวตักเตือนบอกสอนคนอื่นที่เรารัก เราต้องการหวังประโยชน์จากเขา เราควรทำอย่างไง

เอาคำแรกก่อน ที่เป็นความแตกต่างระหว่างระหว่างคำด่ากับคำขนาบ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในบทพระบาลีที่ยกมาในตอนต้น พูดถึงคำว่า วชฺ ชทสฺสินํ คำนี้หมายถึง คำขนาบ ถ้าดูจากคำพูดก็ไม่ต่างอะไรจากคำด่า คำตักเตือน ขนาบ บอกสอน ความหมายเดียวกัน ความหมายที่คล้ายคลึงกัน เพราะว่าบางทีเราตักเตือนใครสักคนใดคนหนึ่ง พวกเขาก็โกรธได้ เตือนดีๆ ทำไมโกรธ เพราะว่าเขารู้สึกว่าเป็นคำด่า หรือบางทีบางคนด่าเรา เราไม่โกรธ รู้สึกว่าเป็นคำเตือนคำขนาบ มันจึงมีความหมายคล้ายกันในบางแง่ แล้วที่แตกต่างกันคืออะไร

ต้องการอธิบายถึง 2 คำนี้ ระหว่างคำว่า “ด่า” กับคำว่า “ขนาบ” จะใช้สองคำนี้ในการที่จะแยกแยะความแตกต่างของถ้อยคำที่ออกมา คือ้อยคำที่ออกมา อาจจะฟังแล้วดูเหมือนกัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับผู้ฟังอาจจะเหมือนกันเลย รู้สึกแสบๆคันๆ หรือแบบว่าโกรธขึ้น หรือว่าบางคนเขารับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น เขาก็จะรู้สึกละอาย กลัวต่อบาป เหมือนกัน 2 อย่างนี้ ในแง่ความรู้สึกที่เกิดกับผู้ฟัง แต่มันจะคล้ายๆกันตรงนี้ ทำให้ก็จัดอยู่ในความหมายที่คล้ายคลึงกัน

 

แต่จิตของผู้พูดที่ออกมานั้นมันสำคัญกว่า ถ้อยคำที่ออกมา อาจจะดูคล้ายๆ กัน อาจจะทำให้เกิดผล เกิดความรู้สึกกับผู้ฟังคล้ายๆ กัน ลักษณะถ้อยคำอาจจะคล้ายๆ กัน พอไปถึงหูผู้ฟังแล้ว ผู้ฟังก็จะเกิดความรู้สึกคล้ายๆ กัน แต่ว่าจิตของผู้พูดนั้น จะแตกต่างกันอยู่

 

โดยลักษณะของการด่าการบริภาษ เป็นลักษณะของการหาโทษ ยกโทษขึ้นมา ของคนที่เราจะพูดใส่นั้น ของผู้ฟังนั้น ของผู้ที่จะถูกกล่าวนั้น ถูกด่าว่าง่ายๆ ก็ต้องหาโทษกันขึ้นมา ยกโทษกันขึ้นมา ลักษณะการหาโทษยกโทษคือ โทษมีนิดเดียว แต่ก็เอามาพูดซะใหญ่โต เอาตรงจุดเล็กน้อยเนี่ย ไม่ได้มีสาระสำคัญมาก ผิดพลาดมาแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต แต่เอามาพูดถึงแล้ว พูดถึงในลักษณะที่เหน็บแนมเสียดสี เพื่อที่จะให้รู้สึกเจ็บๆ คันๆ แสบๆ ร้อนๆ แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร เรื่องเล็กน้อย

ทีนี้มาอีกข้างหนึ่ง ลักษณะของคำขนาบ ที่ว่าก็อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตเหมือนกัน เล็กๆ น้อยๆ บางทีเราก็เตือนกันได้ แต่ว่าความแตกต่างอยู่ที่จิตของผู้พูด

จิตของผู้พูด ถ้าเผื่อจะคอยเพ่งโทษหาโทษ ลักษณะการเพ่งโทษหาโทษ ก็ด้วยอะไรล่ะ ก็ด้วยความพยาบาทขัดเคืองไม่พอใจ อันนี้มิจฉาสังกัปปะ ก็มาจากมิจฉาทิฏฐิ ตั้งจิตตั้งสติเอาไว้ในเรื่องที่จะหาโทษก็เป็นมิจฉาสติ พยายามขึ้นมาก็เป็นมิจฉาวายามะ คำพูดออกมาจะเป็นอะไร นอกจากมิจฉาวาจา

ลักษณะคำพูดคล้ายๆ กันเลยนะ แต่ว่าเป็นมิจฉาวาจา ในขณะที่ ถ้าจิตของผู้พูดนั้นต้องการที่มีมรรคผลนิพพานเป็นแก่นสาร หรือประโยชน์เกื้อกูลกับผู้ที่ฟัง หวังผลประโยชน์เกื้อกูลต่อผู้รับคำบอก เห็นสามัญญผลเป็นหลัก เรื่องเล็กน้อยนี้ควรจะแก้ไขได้ อย่าให้มันลุกลามไป ทิฏฐินี้หวังประโยชน์เกื้อกูล ไม่ได้เป็นความพยาบาท เป็นความเมตตา เป็นความเอ็นดู

อาศัยความเอ็นดูความเมตตาที่จะให้ผู้ฟังตั้งอยู่ในธรรม เป็นสัมมาสังกัปปะแน่ ด้วยเหตุของสัมมาทิฏฐิที่ดี พยายามเพ่งดูว่าจุดไหนจะพยายามแก้ไขปรับปรุงได้ เห็นแล้วนั่นเป็นสัมมาสติ กล่าวบอกออกไปในลักษณะถ้อยคำได้แบบหนึ่ง ก็เป็นสัมมาวาจาแน่ สัมมาวายามะแน่

 

ทีนี้ถ้อยคำทั้ง 2 อย่าง ที่ออกมาจากจิตทั้ง 2 คนที่แตกต่างกันมากเลย กล่าวคำที่ใช้คำว่าด่า พูดออกมาจากจิตที่ไม่ดี ใช้คำว่าขนาบ ถ้าพูดออกมาจากจิตที่ดี ถ้อยคำ 2 อย่างนี้ อาจจะดูคล้ายๆ กันเลย ด้วยคำพูดที่แบบว่า บทเรียบเรียงพยัญชนะอาจจะดูเหมือนกันด้วยซ้ำ ไปสู่จิตของผู้ฟัง จิตของผู้ฟังก็จะแสบๆ คันๆ บางทีขนลุกซู่เลย หลังร้อนขึ้นมาอย่างนี้ หรือถ้าไม่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น ก็อาจจะมีความเคียดแค้น ความโกรธ ความไม่พอใจเกิดขึ้นเหมือนกัน แต่จิตของผู้พูดต่างกันมาก

ที่ข้าพเจ้าใช้คำ 2 คำนี้ เพื่อที่จะอธิบายจิตของผู้พูดคือใช้คำว่าด่า บริภาษ เพื่อที่จะอธิบายจิตของผู้พูดที่ชอบยกโทษหาโทษของคนอื่น เพ่งไว้ในเรื่องที่ไม่ดี มีมิจฉาทิฏฐิ ทำให้วาจาก็เป็นคำด่าคำว่า แต่ด้วยระเบียบถ้อยคำที่อาจจะเหมือนกับคำด่าคำว่านั่นแหละ แต่ถ้าออกมาจากจิตที่ดี หวังความเกื้อกูลประโยชน์ต่อผู้ฟัง เห็นมรรคผลเป็นแก่นสาร พยายามที่จะให้เขาตั้งอยู่ในมรรคให้ได้ คำพูดที่ออกมานั้น ถึงแม้จะมีระเบียบถ้อยคำที่เหมือนๆกัน แต่ข้าพเจ้าก็เลือกที่จะใช้คำว่าขนาบ เพื่อที่จะบอกความแตกต่างตรงนี้

 

จุดที่ 2 ที่เราจะสังเกตุได้ก็คือว่า เจตนาของผู้พูดในลักษณะที่ด่าออกมาเนี่ยนะ มันต้องการให้กระเจิดกระเจิง แตกซ่านออกไป ทำลายออกไป แต่ลักษณะด้วยเจตนาของผู้พูดที่ที่พูดออกไป ด้วยระเบียบถ้อยคำที่อาจจะดูคล้ายกัน แต่ที่ใช้คำว่าขนาบ คือต้องการตบๆ มาให้อยู่ในร่องในรอยในทาง ตบเข้ามา เหมือนถนนที่มี barier ไม่ให้รถมันตกนอกทาง เจตนาของผู้พูดก็ต่างกันตรงนี้

 

 

เมื่อโดนด่าหรือขนาบ ควรทำอย่างไร

 

ทีนี้ในประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจในขั้นตอนต่อไป นอกเหนือจากความหมายของคำว่าด่ากับขนาบแล้ว ก็คือว่า ถ้าเผื่อว่าเราถูกด่ากับถูกขนาบ เราควรจะทำอย่างไร เจตนาของผู้พูดบางทีเราก็ไม่รู้ว่า เขาพูดต้องการที่จะทิ่มแทงให้เราแตกสลาย หรือว่าหวังความดีความเกื้อกูลต่อเราหรือเปล่า บางทีเราก็ไม่รู้ ต่อให้เรารู้ก็ตาม คนที่ต่อให้รู้ว่า เขาขนาบด้วยเจตนาดี แต่ทำไมคำพูดที่ออกมาทำไมเสียดแทงให้โกรธก็มี บางคนรู้ว่าเขาพูดเล่นด่าเล่นๆ ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องตลก หยอกเล่น ไม่โกรธได้

 

เพราะงั้นการการทำจิตไม่ว่าจะถูกด่าหรือขนาบ ถ้ารู้สึกขัดเคืองแล้วเราต้อง “อดทน” เหมือนกับช้างหรือม้าอาชาไนยที่เข้าสู่สงครามแล้วถูกทิ่มแทงด้วยหอกหรือดาบเสียงกึกก้องต่างๆ ก็อดทนได้ ไม่หวั่นไหว

 

เรามีผัสสะที่ไม่น่าพอใจมากระทบทางหู ถูกเตือนบางทีก็ไม่น่าพอใจนะ ก็อดทนเอา พิจารณาดูด้วยว่า สิ่งที่เขาเตือน มันใช่มั้ย เราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ให้รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น พยายามที่จะดูว่าเราทำนี่มันจริงหรือเปล่า ถ้าเผื่อว่าไม่จริง อ๋อ นี่เป็นคำด่าคำว่าเฉยๆ เราอย่าให้มีความเคียดแค้น อย่าผูกโกรธ ให้มีความอดทน ให้มีอุเบกขา รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น โดยเฉพาะคำพูดที่มาจากบัณฑิต พูดน้อยแต่อาจจะมีความหมายลึกซึ้ง เราต้องนำมาใคร่ครวญ คิดแล้วคิดอีกว่าเราควรจะปรับปรุงตัวของเราเองอย่างไร รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่นให้ดี

นี่เป็นลักษณะเหมือนกับถ้อยคำที่เป็นแบบว่า เหมือนกับเสียดสีเรานะ รู้สึกแสบๆ คันๆ เรารับฟังให้ทำจิตแบบนี้ พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับแผ่นดิน ต่อให้เขาขากถุยอะไรใส่ ทิ้งของสะอาดไม่สะอาด ไม่หวั่นไหว หรือจะขุดเอาจอบเอาเสียม เอาอะไรมาขุด ไม่ให้มันเป็นแผ่นดิน มันไม่ได้ แผ่นดินนี่มันหนักแน่นมาก หรือเหมือนกับน้ำ แม่น้ำคงคาจะไปเอาไฟมาเผาให้ร้อนจนเดือดพล่าน ไม่ได้ หรือจะทิ้งของสะอาดไม่สะอาดลงในแม่น้ำ แม่น้ำก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดระอารังเกียจด้วยสิ่งเหล่านั้น

 

ไม่ใช่แค่เฉพาะคำด่า ยังรวมถึงคำชมด้วย แหมถ้าด่าแล้วอดทนได้ แต่ชมแล้วเหลิง ก็แตกได้เหมือนกัน

 

หรือเปรียบเทียบเหมือนกับอากาศ ใครจะมาเขียนรูปให้ปรากฏในอากาศ มันไม่ได้ เพราะว่าอากาศเป็นของที่หารูปไม่ได้ หรือลมพัดไปในของสะอาดไม่สะอาด ลมนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดระอารังเกียจด้วยสิ่งต่างๆ เหล่านั้น คือเป็นผู้ฟังคำกล่าวต่างๆ เหล่านั้น ในกรณีนี้พูดถึงการด่าและการขนาบ ไม่ว่าจิตของผู้พูดนั้นจะเป็นอย่างไร แล้วก็อย่าลืมเรื่องของการถูกชมด้วย เหมือนกัน

 

 

ถ้าเป็นผู้พูดควรทำอย่างไร

 

  • ถ้าจะด่า อย่าพูด

    ทีนี้ถ้าเราจะไปกล่าววาจาอะไรกับใคร การกล่าวนั้น ไม่ต้องพูดถึงความดีความชั่วของคนอื่น มันจะอยู่ในสัมมาวาจา มันจะกว้างไป ความชั่วของคนอื่นเราไม่พูดอยู่แล้ว ความดีของคนอื่นนั้นควรเอามาพูด เฉพาะเจาะจงในการพูดเตือนกัน

     

    ถ้าจะพูดเตือนกันในบริบทของการด่าหรือการขนาบ คำด่าคุณอย่าพูดเลย ถ้าเผื่อเราเคืองขึ้น เราจะด่า อดทนไว้ อย่าพูด ถ้าเราไม่พอใจสิ่งนี้ เราจะกล่าว อย่ากล่าว หรือถ้ากล่าว ก็กล่าวให้มันดีๆ อย่างน้อยยังเป็นสัมมาวาจา

     

    จิตใจอาจจะยังมีมิจฉาสังกัปปะ เพราะเคือง แต่ถ้าเพราะสัมมาทิฏฐิที่เราตั้งไว้ ว่าเออ ฉันพยายามทำให้อยู่ในมรรค คำพูดที่ออกไปนั้น ต่อให้ในใจเราอาจจะขัดเคือง บางคนอาจจะบอกว่านี่เป็น fake คิดอย่างแต่พูดอย่าง อ้าวมีสัมมาทิฏฐิ คำพูดที่ออกไปเป็นสัมมาวาจา มีสัมมาทิฏฐิ แต่ความเพียรยังตั้งไม่พอ ทำให้เกิดสัมมาสังกัปปะไม่ได้ นี่คือลักษณะกรณีที่เราควรจะเป็น เพราะว่าเรายังมีความไม่น่าพอใจในบางเรื่องบางราวเกิดขึ้น แล้วก็พูดออกไป

     

    ทำให้ดียิ่งขึ้นๆ ไป “พัฒนา” มีสัมมาสังกัปปะด้วย อย่าไปขัดเคือง แต่ให้มีเมตตา อย่าไปพยาบาทให้มีอุเบกขา พัฒนาไปตรงนี้ ด้วยสัมมทิฏฐิที่ตั้งเอาไว้ วาจาเราพยายามทำให้ดี ใจเราพยายามทำให้ดี มันก็จะมีอิทธิพลเหนือเจ้าสังกัปปะความคิดความดำริ เปลี่ยนที่มันยังไม่ดีเป็นมิจฉา ให้เป็นดีเป็นสัมมาสังกัปปะได้

     

    ด้วยความเพียรเป็นสัมมาวายามะ ด้วยสติเป็นสัมมาสติ ที่เกิดขึ้นทางกายทางวาจานั้น ก็มามีอิทธิพลเหนือควบคุมให้ทางใจออกมาดีได้ ดีขึ้นมาได้ เป็นสัมมาสังกัปปะได้ อันนี้ถ้าเราเคืองนะ เราจะพูดว่าคนอื่น อย่าไปด่าไปว่า แต่ให้พูดดีๆกัน

  • ถ้าจะบอกสอนให้พิจารณาให้รอบคอบแล้วจึงพูด

    ทีนี้ถ้าเราต้องการจะบอกสอน จิตใจฉันไม่ได้มีมิจฉาสังกัปปะแล้ว ฉันเป็นคนโลกสวย มองโลกในแง่ดี ดี ทีนี้ถ้าจะกล่าวไป ไม่ใช่ว่าจะกล่าวได้ทั้งหมด เพราะว่าต่อให้เราพูดด้วยเจตนาดี มาจากสัมมาทิฏฐิ ความติดเราก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปด้วย ไม่มีมิจฉาสังกัปปะด้วย คำพูดที่กล่าวไปมีเหตุผล เป็นคำพูดสุภาพดีชาวเมืองเขาใช้กัน แต่บางทีเกิดเรื่องก็มี

    ดูตัวอย่างเช่นลูกศิษย์ของท่านพระมหากัสสปะ ไม่ได้โกหกแต่กระทำทางกิริยาให้เข้าใจผิด เมื่อถูกตักเตือน กลับผูกโกรธจนถึงเผากุฏิ (ฟังในส่วนเพิ่มเติม)

     

    เพราะงั้นเวลาจะพูดขนาบใครหรือเตือนใคร ต้องรู้เวลาที่เหมาะสม ถ้าเป็นคนพาล อย่าพูดเลย

     

    หรือถ้าเป็นบัณฑิต อย่างกรณีลูกศิษย์ท่านพระสารีบุตรท่านราธะ (ฟังในส่วนเพิ่มเติม) มีความนอบน้อม รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น เอื้อเฟื้อ พูดอย่างไงก็ไม่โกรธ

    หรือถ้าเป็นบัณฑิต อย่างกรณีลูกศิษย์ท่านพระสารีบุตรท่านราธะ (ฟังงในส่วนเพิ่มเติม) มีความนอบน้อม รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น เอื้อเฟื้อ พูดอย่างไงก็ไม่โกรธ

    คนฟังแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราจะพูดให้ข้อมูลทางธรรมะกับใครสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้ามันจะกระเทือนใจเขา ก็ต้องคิดแล้วคิดอีก ถ้าพูดแล้วเกิดการทุ่มเถียงกัน ก็พูดน้อยๆ ก็ได้ พูดน้อยๆ ก็ไม่มีปัญหา นี่เราต้องชั่งน้ำหนัก เพราะว่าในธรรมวินัยนี้ บุคคลจะเจริญขึ้นได้ ก็ด้วยการกล่าวตักเตือนกันให้ออกจากความผิดต่างๆ เตือนกันเรื่องใหญ่เรื่องเล็กบ้าง

    อ้าว แล้วคนที่มีความยึดถือมากล่ะ เรื่องเล็กน้อยก็มีปัญหาได้ แต่คนที่มีความขูดเกลา มีความหนักแน่นในมรรคผล ต่อให้กล่าวเตือนอย่างมาก เขาก็จะรับฟังได้เหมือนกัน เราต้องชั่งน้ำหนักเอา เราต้องดูเป็นกรณีๆ ไป ไม่ใช่ว่าจะเหมาะสมได้หมด แต่ว่าอย่าให้ถึงกับว่าทิ้งกัน ไม่สนใจกัน ไม่แยแสกัน เหมือนกรณีของพระฉันนะถูกลงโทษ นั่นเป็นการฆ่า ก็อย่าทำอย่างนั้น อย่างน้อยเราก็ตั้งจิตไว้ว่า จะไม่ได้บอกตอนนี้ แต่อาจจะเป็นปีโน้น หรือในหลายๆ ปีโน่นแหละ ก็จะมาพูดมาบอกกัน อย่างน้อยก็ยังไม่ว่ากัน แต่ยังไม่พูดเท่านั้นเอง ยังไม่ได้ให้ข้อมูล

     

    อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของคำด่าหรือคำขนาบนี้ ต่อให้ไม่มีใครมาเตือนเรา มาขนาบเรา มาชี้โทษเรา ให้เห็นขุมทรัพย์ข้อที่เราจะพัฒนาขึ้นมาได้ เราก็ยังจะต้องเตือนตัวเอง ขนาบตนเอง ข่มจิตของตนโจทย์ตนด้วยตนอยู่ดี เพราะบางทีบัณฑิตทั้งหลาย ท่านก็ระวังในการที่จะพูดในการที่จะกล่าว แล้วว่าตัวเราจะรับฟังด้วยความหนักแน่นมั้ย ต่อให้ยังไม่มีบัณฑิตบอกโทษมาบอกกล่าวเราด้วยเรื่องใดๆ เราก็ควรที่จะกล่าวเตือนตนด้วยตนเองอยู่ดี

    ...ช่างหม้อต้องทุบต้องนวดต้องบีบขึ้นรูปต้องใช้กำลัง ในขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังว่าหม้อนี้มันจะแตกได้ ต้องทั้งใช้แรง ต้องทั้งคอยระวัง ผู้ที่มีมรรคผลเป็นแก่นสาร ถูกด่าถูกว่าถูกขนาบเราต้องทนอยู่ได้ ในธรรมวินัยนี้มีขุมทรัพย์อยู่ เป็นความสุขทางใจมีอยู่ ให้รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น เขาชี้โทษให้ คือชี้ขุมทรัพย์แล้ว เราจะเห็นมั้ย เราจะได้มั้ย เราเลือกเอา….

     

 

“นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺ ชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช

คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าว

คำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ,

ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น,

ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย

เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย.”

( ปณฺฑิตวคฺค ธ. ขุ. 25/25/16 )

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

  • ปณฺฑิตวคฺค ธ. ขุ. 25/25/16

    นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺ ชทสฺสินํ นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช

    คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำขนาบอยู่เสมอไป ว่า คนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ, ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น,

    ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย

    เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย.

  • ผู้ชี้ขุมทรัพย์ มหาสุญฺญตสุตฺต อุปริ. ม. 14/245/356

    น เต อหํ อานนฺท ตถา ปรกฺกมิสฺสามิ

    อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอม

    ยถา กุมฺภกาโร อามเก อามกมตฺเต

    เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่

    นิคฺคยฺหนิคฺคยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ

    อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด

    ปวยฺหปวยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ

    อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด

    โย สาโร, โส ฐสฺสติ

    ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้.