ทิศเบื้องหน้า

HIGHLIGHTS:

  • หากพ่อแม่ไม่ใส่ใจหรือไม่ทำหน้าที่ที่ควรทำต่อบุตรอย่างเต็มที่ ถือว่าผิดหรือไม่
  • ทำหน้าที่บุตรที่ดี โดยพยายามที่จะปฏิบัติดีต่อบุพการีตลอดเวลา ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกรัก เป็นบาปมากหรือไม่

บทคัดย่อ

 

คำถาม 1: ต้องการสอบถามเรื่องหน้าที่ของพ่อแม่ โดยผู้ถามเคยฟังพระสูตรเรื่อง ทิศทั้ง 6 ในส่วนหน้าที่พ่อแม่ที่ควรทำแก่ลูก คือ ให้ทำความดี ละเสียจากบาป สอนวิชาความรู้ให้ (คือคงให้วิชาชีพ หรือการส่งเสริมให้เรียนเพื่อเป็นวิชาความรู้ไว้ใช้เลี้ยงชีพ) สนับสนุนเมื่อเวลามีคู่ครองที่ดี และมอบทรัพย์ให้ในเวลาอันควร ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกต้องหมดหรือไม่ หากเราทำตามนี้ให้แล้ว แต่บุตรของเรา เขาไม่สนองรับตามวัยเขา เพราะอยู่ในช่วงเป็นวัยรุ่น ซึ่งผู้ถามเรียกเองว่าวัยพลังเยอะ กล่าวคือเขาจะต่อต้าน เถียง หรือทำเป็นไม่สนใจ เวลาที่โดนสอนสั่ง จนเดี่ยวนี้ผู้ถามเริ่มปล่อยวางไม่อยากใส่ใจ ไม่ค่อยอยากไปต่อล้อต่อเถียงมาก เพราะจะทำให้ผู้ถามมีจิตขุ่นหมอง คับแค้น การกระทำเช่นนี้ผิดหรือไม่ แต่ยังคอยดูอยู่ห่างๆ เมื่อเวลาเขามีคู่ครอง ถ้าดูแล้วไม่ดีก็จะไม่สนับสนุน หรือเวลาให้มรดก จะให้เพียงประมาณปัจจัยสี่พอคือ ไม่ให้ทั้งหมด (ทั้งที่มีลูกคนเดียวเท่านั้น) ถือว่าผิดหรือไม่

คำตอบ 1: พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าหากบุตรได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนที่มีต่อพ่อแม่ก่อนแล้ว พ่อแม่จึงควรจะอนุเคราะห์ (ทำตามหลัง) บุตรนั้นเช่นกัน เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่แล้ว ทิศนั้นจะเป็นทิศอันเกษม ไม่มีภัยแน่นอน

หากพ่อแม่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างไม่เต็มที่หรือไม่ครบถ้วน จะทำให้เกิดมีปัญหา ความไม่สบายใจ กวนใจให้จิตขุ่นมัว แต่ต้องปฏิบัติตนไม่ให้ผิดมรรค รักษาศีล มีความอดทนและมีเมตตา ทำหน้าที่ให้ได้ในจุดที่เราทำได้ ซึ่งมีแนวทางแก้ไขได้ดังนี้

  1. รักษาสภาวะจิตและควบคุมอารมณ์ของตนเองให้ได้
  2. มีเมตตา
  3. หาจังหวะในการสั่งสอน หรือค่อยๆว่ากล่าวตักเตือน
  4. พยายามทำหน้าที่ของพ่อแม่อย่างเต็มที่ ดังที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า “ผู้ที่อุปการะผู้อื่นก่อน หาได้ยาก”

 

----ตอบคำถาม : คุณป๊อบ เคทู

 

คำถาม 2: ถ้าเรารู้สึกไม่ดีกับความคิดและการแสดงออก และรู้สึกไม่ได้รักบุพการี คือบิดา จะเป็นบาปมากหรือไม่ แต่พยายามที่จะปฏิบัติดีต่อท่านตลอดเวลา ทำหน้าที่บุตรที่ดี ไม่ให้ท่านรู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ได้ทำด้วยความรัก บางทีจะฝืนๆ ฝืนจนเหนื่อยใจเอ

คำตอบ 2: การกระทำของคนเราสามารถแบ่งเป็นทางกาย ทางวาจา และทางใจ หากเรามีการกระทำทางกายและการกระทำทางวาจาที่ดีต่อบิดา ก็ถือว่าเป็นการกระทำที่มีเมตตา และอย่างน้อยก็ยังสามารถทำได้ถึง 2 อย่าง ซึ่งยังดีกว่าไม่มีเลย ดังนั้นจึงค่อยๆปรับไปเรื่อยๆให้ใจมีเมตตาขึ้น โดยต้องเริ่มจากการไม่มีความพยาบาท จิตเป็นอุเบกขา และมีเมตตาได้

การเจริญเมตตา หรือการทำให้จิตใจเกิดมีเมตตาขึ้นนั้น ต้องพยายามตั้งจิตขึ้นโดยการระลึกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อใช้เป็น Cue หรือเครื่องมือในการฝึก

การที่เรารู้ตัวเองว่ามีจิตเป็นไปในทางเบื้องต่ำ ถือว่ามีสัมมาสติแล้ว รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด ถือว่ามีสัมมาทิฏฐิ อีกทั้งมีการกระทำทางกายและทางวาจาที่ถูกต้อง ถือว่ามีสัมมากัมมันตะและสัมมาวาจาแล้ว เพียงแต่ยังมีสัมมาสังกัปปะและสัมมาวายามะไม่เต็มรอบเท่านั้น

ดังนั้นเราจึงต้องฝืนทำ ต้องขนาบจิตข่มจิต และพยายามปรับให้เกิดคุณงามความดีขึ้น ซึ่งบางครั้งอาจจะรู้สึกเหนื่อย ไม่สบาย ไม่ดี ไม่ชอบ ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ ไม่น่าอภิรมย์ แต่ในที่สุดจะทำให้สติตั้งมั่นขึ้นมาได้ สามารถควบคุมจิตได้ดีเมื่อมีผัสสะเกิดขึ้น ประสบกับสิ่งที่เป็นน่าใคร่ น่าพอใจได้ และทิศอันเป็นทิศของบิดามารดานั้นจะเป็นทิศอันเกษมได้

 

----ตอบคำถาม : คุณ Nah HS

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง